เมื่อได้ยินเช่นนี้ เย่วเฉิงเฟิงก็ค่อย ๆ เก็บพลังหยินไป
เฝิงอี้มองนางแวบหนึ่งก่อนจะพูดต่อว่า “พวกเราจะเป็นศัตรูกันมิได้ เอาไว้หาทางแก้ไขปัญหานี้ได้แล้วก็ยังไม่สายเกินไปที่จะแยกทางกันหรอก”
เด็กสาวผู้นี้ยังกุมความลับเอาไว้อีกเยอะ
อีกอย่าง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะด้ายผูกชะตาที่ทำการเชื่อมพวกเขาเอาไว้ด้วยกันหรือไม่ พลังปีศาจในร่างกายของเขาถึงได้ไม่ปั่นป่วนเหมือนตอนเริ่มแรกแล้ว.....
ซึ่งก็หมายความว่านางยังมีประโยชน์อยู่
ตอนนี้พลังยุทธ์ของเขาลดลงไปถึงระดับต่ำสุดแล้ว การสู้กันเองมีแต่จะทำให้ต้องสูญเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย
ตอนนี้คงต้องกล้ำกลืนความอัปยศเพื่อภารกิจที่ยิ่งใหญ่เอาไว้ก่อน หากแก้ด้ายผูกชะตาได้แล้วค่อยให้นางชดใช้ความเสียหายให้อีกที!
เฝิงอี้ครุ่นคิดพลางหลับตาลง
ตอนที่เขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สีแดงฉานในลูกตาของเขาได้เลือนหายไปอย่างน่าประหลาด แล้วก็กลับกลายมาเป็นสีดำเข้มเฉกเช่นตอนปกติแล้ว
เย่วเฉิงเฟิงจ้องมองชายหนุ่มรูปงามตรงหน้าอยู่นาน ความทรงจำในสมองบอกนางว่า ในโลกต่างมิติแห่งนี้มีเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่มากมาย
สิ่งที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดในเผ่ามนุษย์ก็คือคนผมสีดำและดวงตาสีดำ
ส่วนบุรุษผู้นี้ที่ดวงตาเปลี่ยนสีได้ มีความเป็นไปได้สูงว่าอาจจะไม่ใช่เผ่ามนุษย์โดยสมบูรณ์.....
เมื่อสังเกตเห็นว่ารังสีที่แสดงถึงเจตนาฆ่าบนตัวของเขาหายไปแล้ว เย่วเฉิงเฟิงก็รับรู้ได้ทันทีว่าตอนนี้เขาได้ละทิ้งความเป็นศัตรูต่อนางไปแล้ว นางจึงถามขึ้นมาว่า “ข้าชื่อเย่วเฉิงเฟิง เจ้าชื่ออะไรหรือ?”
เขาเหลือบมองเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นบนตัวนางจากหางตา แล้วก็เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเบือนหน้าหนีและพูดออกมาอย่างเฉยชาเบา ๆ ว่า “เฝิงอี้”
หลังจากพูดจบ เขาก็หยิบชุดคลุมสะอาดออกมาจากแหวนเก็บของที่นิ้วและโยนให้นางไป
เย่วเฉิงเฟิงตกใจไป จากนั้นก็รีบหยิบชุดคลุมที่เขาโยนมาคลุมตัวเอาไว้ นับว่าเขายังมีความเป็นสุภาพบุรุษอยู่มาก......
“ข้ายังมีสิ่งที่ต้องทำอีก” เฝิงอี้ลุกขึ้นยืน แล้วก็ยื่นกระดิ่งเรียกวิญญาณให้นางพร้อมกับพูดว่า “เจ้าเก็บรักษากระดิ่งเรียกวิญญาณเอาไว้ก่อน ห้ามให้ผู้ใดรู้เด็ดขาดว่ามีมันอยู่”
“ไว้ข้าจะมาหาเจ้าใหม่”
เมื่อพูดจบ เฝิงอี้ก็หายตัวไปจากตรงนั้นทันที
หลังจากที่เย่วเฉิงเฟิงเอาเสื้อเขาห่อตัวไว้เรียบร้อยแล้ว นางก็ยืดเส้นยืดสายพลางมองไปยังสถานที่ที่เฝิงอี้เพิ่งจะหายตัวไปครั้งสุดท้ายและหัวเราะเยาะออกมา
นางเองก็ต้องกลับไปที่เรือนตระกูลเย่วเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะมีคนในเรือนตระกูลเย่วเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ปฏิบัติต่อนางในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง แต่คนที่เจ้าของร่างเดิมไม่อาจปล่อยไปได้ก็คือหมิงหยูผู้เป็นแม่เลี้ยงของนาง
นอกจากนี้ เรื่องที่เย่วเทียนเจียวหรือคุณหนูใหญ่เย่วทำร้ายเจ้าของร่างเดิมไว้ นางจะไม่ชำระแค้นนี้ได้อย่างไร?
เย่วเฉิงเฟิงหัวเราะเยาะออกมาแบบไม่มีเสียง กระดิ่งเรียกวิญญาณในมือจึงส่ายไปมาเบา ๆ จนมีเสียงกรุ๊งกริ๊งดังกังวานขึ้นมา ทำให้เหล่าภูตผีที่ซ่อนตัวอยู่ทุกซอกทุกมุมของเขาหัวโล้นลอยละล่องตามเสียงกระดิ่งมา
“เหล่าเพื่อนรักของข้า จงตามข้ากลับไปที่เรือนตระกูลเย่วเสีย แล้วก็ทำให้เรือนตระกูลเย่วชุลมุนวุ่นวายให้หมดไปเลย!”
เมื่อได้รับคำสั่งจากเย่วเฉิงเฟิงแล้ว ภูตผีจำนวนนับไม่ถ้วนก็สั่นสะท้านขึ้นมาทันที
ทันใดนั้นก็เหมือนมีลมพายุแห่งความชั่วร้ายอันมืดมิดถาโถมเข้ามา ภูตผีและวิญญาณที่เคียดแค้นจำนวนนับไม่ถ้วนต่างก็พากันพุ่งตัวออกไปจนแทบอดใจรอไม่ไหว กระจัดกระจายกันออกไปนอกเขาหัวโล้นอย่างรวดเร็ว!
ซึ่งในขณะนี้เอง
เฝิงอี้ที่ปากบอกว่ามีธุระต้องไปทำ ก็ค่อย ๆ โผล่ออกมาจากมุมหนึ่งอย่างช้า ๆ เขาจ้องมองแผ่นหลังของเย่วเฉิงเฟิงอยู่นาน ก่อนจะขยับริมฝีปากบาง ๆ พูดออกมาว่า “หลิวหยิ่ง”
ทันใดนั้น เงาดำเงาหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นข้าง ๆ เฝิงอี้ แล้วก็คุกเข่าข้างหนึ่งลงพลางพูดด้วยความเคารพว่า “ข้าน้อยอยู่นี่ขอรับ!”
“จงไปสืบเรื่องตระกูลเย่วแห่งแคว้นชิงซวนมาเสีย โดยเฉพาะเด็กสาวที่ชื่อเย่วเฉิงเฟิงผู้นั้น” เฝิงอี้พูดอย่างเย็นชา
หลิวหยิ่งตกตะลึงไปชั่วขณะ จากนั้นก็กำหมัดแน่นพลางพูดว่า “ข้าน้อยขอน้อมรับคำสั่งขอรับ!”
จู่ ๆ นายท่านก็บอกให้ไปสืบเรื่องของหญิงสาวคนหนึ่ง..... ช่างน่าแปลกเสียจริง
หลิวหยิ่งไม่ได้คิดอะไรมากนัก คำสั่งของเจ้านายเขาย่อมต้องเชื่อฟังอยู่แล้ว เขาจึงหายตัวออกไปในทันที
.......
เนื่องจากความทรงจำเก่า เย่วเฉิงเฟิงจึงกลับไปที่เรือนตระกูลเย่วได้ถูก
เมื่อมองไปที่เรือนอันดูหรูหราแบบคนชนชั้นสูงทุกมุมของเรือนตรงหน้า เย่วเฉิงเฟิงก็ยกมุมปากขึ้นเป็นทรงโค้งอันน่าสะพรึงกลัว
นางไม่ได้เลือกที่จะเข้าทางประตูเรือน แต่เลือกที่จะเดินอ้อมไปที่กำแพงของเรือนด้านหลัง ที่นั่นมีเรือนเล็กที่รกร้างอยู่แห่งหนึ่ง เป็นสถานที่ที่หมิงหยูอาศัยอยู่กับเจ้าของร่างเดิม
ทันทีที่เข้าไปใกล้กำแพง เย่วเฉิงเฟิงก็ได้ยินเสียงสตรีร้องไห้ด้วยความขมขื่นดังออกมา นอกจากนี้ยังมีเสียงพูดอย่างประชดประชันและเสียงหัวเราะเยาะเย้ยอีกด้วย
“ฮือ ๆ…... พวกเจ้าคืนเฟิงเอ๋อให้ข้าเถิด!” เฟิงเอ๋อของข้า.....”
“เฟิงเอ๋อของเจ้าถูกพวกเราจับไปโยนเลี้ยงผีเร่ร่อนที่เขาหัวโล้นตั้งนานแล้ว! อยากเจอนางหรือไม่เล่า? เช่นนั้นเจ้าก็รีบเอาหัวโขกกำแพงให้ตาย ๆ ไปเสียสิ! ถ้าตายแล้วจะได้ไปเจอนางได้เยี่ยงไรเล่า!”
“ป้าสาม อย่าโทษที่พวกเราต้องใจร้ายเลยนะ นี่เป็นคำสั่งของท่านพ่อ ท่านพ่อบอกว่าพอเห็นนังไร้ประโยชน์นั่นแล้วรำคาญใจ ก็เลยต้องหาที่ฝังนางไปเสียเยี่ยงไรเล่า!”
“เย่วเฉิงเฟิงตายไปแล้ว ต่อไปก็ถึงคราวของเจ้าแล้ว! สตรีที่มิสามารถมีลูกได้ การอยู่ในเรือนตระกูลเย่วต่อไปก็เป็นได้แค่ภาระเสียเปล่า ๆ!”
คำพูดที่โหดร้ายนี้เหมือนเข็มที่ทิ่มแทงหูทั้งสองข้างของเย่วเฉิงเฟิงไม่มีผิด
นางขมวดคิ้วพลางปีนขึ้นกำแพงไปอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็มองลงไปที่หนุ่มสาววัยละอ่อนด้านล่างกำแพง
หมิงหยูกำลังคุกเข่าร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนพื้น ส่วนเย่วเทียนเจียวผู้เป็นคุณหนูใหญ่กำลังพิงเสาต้นหนึ่งอยู่ เอามือกอดอก แววตาดูร้ายกาจยิ่งนัก
ส่วนเย่วหรูม่อผู้เป็นคุณชายรองพอเห็นว่าหมิงหยูที่ร้องไห้จนน้ำตาแทบจะนองหน้าอยู่แล้ว เขาก็รู้สึกขยะแขยงขึ้นมาและกำลังจะยกเท้าเตะหมิงหยูออกไป
ซึ่งวินาทีที่เขายกเท้าขึ้นมา จู่ ๆ เขาก็สังเกตเห็นสิ่งใดบางอย่างจนอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้น แล้วก็เห็นเย่วเฉิงเฟิงที่กำลังนอนมองอยู่บนกำแพง
สายตาของทั้งคู่สบกัน
สีหน้าของเย่วหรูม่อเปลี่ยนไปราวกับเห็นปีศาจไม่มีผิด จากนั้นเขาก็ตะโกนขึ้นมาเสียงดังด้วยความตื่นตกใจว่า “ผี! ผีอยู่ตรงนั้น......”





