รุ่งเช้าของอีกวัน
วันนี้อากาศกลับมาหนาวเหน็บเหมือนอย่างเคย หมอกบาง ๆ ปกคลุมไปทั่วทุกบริเวณ ไร้ซึ่งแสงอาทิตย์ส่องถึง
ผมตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อลุกขึ้นมาทำข้าวต้มหมูให้รุ่นพี่ แต่เพราะหม้อใบใหญ่หายไปจึงทำให้ลำบากไปสักหน่อย หลังจากทำเสร็จผมห่อข้าวต้มใส่กล่องข้าวสีฟ้าสดใสเอาไว้อย่างดี และขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวอย่างรวดเร็ว เพราะพ่อรอผมอยู่ด้านล่างแล้ว
“มาแล้ว ๆ” หลังจากที่ผมแต่งตัวเสร็จก็รีบหยิบกล่องข้าววิ่งมาขึ้นรถ
“ทำไมวันนี้ตื่นเช้ามาทำอาหารได้ล่ะ ปกติไม่เห็นทำ” พ่อถามพร้อมกับสีหน้าที่บ่งบอกถึงความประหลาดใจ
“อ๋อ พอดีเมื่อวานผมซื้อวัตถุดิบมาไว้ เลยทำไปกินที่มหาฯ ลัยด้วยเลย”
“พ่อก็หิวเหมือนกัน ได้ทำเผื่อพ่อบ้างหรือเปล่า” เรย์พยักหน้าตอบกลับ
“ผมแบ่งไว้ให้ในครัวแล้วครับ”
“เดี๋ยวเลิกเรียนวันนี้พ่อไปรับนะ”
“โอเคครับ”
ผมมาถึงมหาวิทยาลัยเร็วกว่าปกติ เห็นว่ายังพอมีเวลาอยู่จึงเดินไปที่หน้าห้องของรุ่นพี่ปีสอง คณะวิศวกรรมศาสตร์สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า ยืนชะเง้อมองหารุ่นพี่อยู่หน้าห้องนานสองนาน ดูเหมือนว่าพี่เขาจะยังไม่มา
เอายังไงต่อดีล่ะทีนี้ ในระหว่างที่กำลังตัดสินใจอยู่นั้นก็มีรุ่นพี่คนหนึ่งออกมาทักทาย
“เด็กปีหนึ่งมาทำอะไรตรงนี้เหรอ” รุ่นพี่ผู้หญิงผมยาวสลวย ผิวเข้ม ยืนอยู่ตรงหน้าถามขึ้น น้ำเสียงของเธอทำให้ผมขนลุกทุกทีที่ได้ยิน เพราะเธอคือพี่ว้ากเมื่อตอนรับน้องนั่นเอง
“อะ… เอ่อ สวัสดีครับ ผมมาหาพี่เจคน่ะครับ” น้ำเสียงของผมสั่นเครือเล็กน้อย
“อ๋อ เจคมันไปโรงอาหารหาอะไรกินน่ะ เดี๋ยวมันก็มา” หาอะไรกินงั้นเหรอ แล้วแบบนี้จะเอาท้องที่ไหนมากินข้าวต้มหมูของเราล่ะ ขอให้เราทำมาให้แท้ ๆ
หญิงสาวรุ่นพี่เห็นว่าเรย์ยืนเหม่อลอยอยู่นั้นก็พูดขึ้น
“ไม่ต้องห่วง ไอ้เจคมันเป็นคนกินเก่งถ้ามันเห็นของกินอยู่ตรงหน้ามันก็กินได้ตลอดแหละ ...อันนี้ฝากให้เจคใช่ไหม เดี๋ยวพี่เอาไปให้เอง” รุ่นพี่บอกพลางยื่นมือมาเพื่อที่จะรับกล่องข้าวจากผม ผมจึงส่งกล่องข้าวให้เธอ
“งั้นฝากด้วยนะครับ”
หลังจากที่เธอรับกล่องข้าวไป ผมก็เดินกลับลงมาด้วยความรู้สึกตงิดในใจ กินเก่งงั้นเหรอ กินได้ตลอดงั้นเหรอ หรือจะเป็นพี่รหัสเรากันนะ? ในขณะที่เดินลงบันไดมาผมเหลือบไปเห็นเวเฟียสเดินเข้ามหาวิทยาลัย มาพร้อมสีหน้าที่ดูเบื่อโลกเหมือนอย่างเคย
“นี่เวเฟียส” ผมเรียกเสียงดัง แต่เขาก็เดินต่อไปเหมือนไม่ได้ยินเสียงเรียก
“ไอ้หัวแดง ทางนี้” ผมเรียกอีกครั้งและรีบวิ่งเข้าไปหา
“เมื่อวานนายน่าจะมานะ อากาศดีมากเลย” ผมพยายามตีสนิทจึงชวนเขาคุย เพราะพวกเราเป็นบัดดี้ที่แทบจะไม่ค่อยได้คุยอะไรกันเลย
“งั้นเหรอ” เขาตอบกลับสั้น ๆ เพียงแค่นั้น ทำเอาผมไม่รู้จะถามอะไรต่อเลย ได้แต่เดินเข้าคลาสเรียนไปด้วยกัน
ห้องเรียนนักศึกษาปีที่สอง [Talk Jake]
ผมและพรรคพวกอีกสองคนเดินหยอกล้อกันเข้าห้องมาทันทีที่เข้าห้องกลิ่นหอมที่คุ้นเคยก็ลอยมาเตะจมูกเข้าเต็ม ๆ ผมหลับตาเดินตามกลิ่นไปที่ริมหน้าต่างหลังห้อง
“นี่ของมึง! ทำอะไรก็ระวังตัวบ้างเหอะ ยิ่งคนรู้เรื่องพวกเราเยอะมันก็จะเป็นปัญหาเอาได้” คาร่ายื่นกล่องข้าวสีฟ้าในมือมาให้ผม พร้อมพูดตามด้วยประโยคยาว
“เออ! กูรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ มึงคิดมากเกินไปแล้ว” ผมพูดพร้อมกับหยิบกล่องข้าวมาจากมือของเธอ
“หรือว่ามึงสนใจน้อง?” เธอเลิกคิ้วสูงใส่ผม
“เลิกถามมากเถอะ กูหิวอีกแล้วเนี่ย” ผมรำคาญเลยพูดตัดบทสนทนาไป มองข้าวกล่องน้อยที่ส่งกลิ่นหอมของข้าวต้มหมูแล้วยิ้มออกมาอย่างพอใจ
ห้องเรียนชั้นปีที่หนึ่ง [Talk Ray]
ผมนั่งเรียนอยู่ข้าง ๆ เวเฟียสตลอด ดูหมอนี่จะไม่ได้สนใจการเรียนสักเท่าไร เอาแต่นั่งทำสีหน้าบึ้งตึงอยู่ตลอดเวลา แล้วทำไมกัน? ทุกครั้งที่อาจารย์ถามคำถามเขากลับตอบได้ตลอดเลย ตรงข้ามกับผมที่ตั้งใจเรียนทั้งชั่วโมง แต่กลับไม่รู้เรื่องอะไรสักนิด
หลังจบคลาสเรียน
พวกเราเดินออกมาจากห้องพร้อมกัน และเป็นผมที่ชวนเขาคุยก่อนเสมอ
“พอดีเลย อาจารย์ให้งานคู่มา พวกเรามาคู่กันดีไหมบัดดี้” ผมเอาแขนข้างหนึ่งพาดไปบนไหล่กว้างของคนที่สูงกว่าอย่างสนิทสนม
“ฉันไปสนิทกับนายตั้งแต่เมื่อไหร่” เขาปัดแขนของผมออกจากบ่าอย่างไม่สบอารมณ์ และรีบเดินหนีผมไป
“หงุดหงิดอะไรของเขาเนี่ย” ผมรีบวิ่งตามและพยายามที่จะกระโดดขึ้นหลังแกร่ง โดยไม่คิดที่จะให้เขาได้ทันตั้งตัว แต่ทว่าร่างสูงนั้นกลับหลบได้อย่างหวุดหวิด ทำให้มือของผมไปโดนหน้าอกของหญิงสาวที่เดินสวนมาพอดี
กรี๊ด... เพียะ !
“ไอ้โรคจิต! ไอ้บ้า! กะ... แกจับหน้าอกฉัน” เธอกรีดร้องเสียงดังลั่นตึก ทั้งยังด่าด้วยความไม่พอใจพร้อมกับตบผมไปหนึ่งที ผมรีบดึงมือของตัวเองกลับพลางโค้งหัวกล่าวขอโทษเธอ
“ขอโทษด้วยครับ ผมไม่ทันระวัง” ใบหน้าของผมชาไปหมด ทุกสายตาที่อยู่บริเวณนั้นจับจ้องมาที่ผม อาจารย์ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงมองเห็นจึงเข้ามาช่วยพูดไกล่เกลี่ย เพิ่งเปิดเทอมไม่เท่าไรผมยังไม่อยากเข้าห้องปกครองหรอกนะ ขอร้องเถอะทำไมถึงได้ซวยแบบนี้
‘ฝากไว้ก่อนเถอะเวเฟียส’ เรย์ได้แต่สบถในใจ มองตามหลังเพื่อนที่ยังไม่สนิทกัน
หลังเลิกเรียน ท้องฟ้าเริ่มมืด เป็นเวลาเกือบหนึ่งทุ่ม เมสันยังไม่ปรากฏตัว เรย์เลยตัดสินใจที่จะเดินกลับ ในระหว่างทางกลับบ้าน ความซวยของเขาก็เริ่มทำงานอีกครั้ง
“อ้าว บังเอิญจังเจ้าเด็กน้อย” เสียงทักทายจากด้านหลังทำผมสะดุ้ง เพราะตอนนี้มีเพียงผมที่เดินอยู่ตามลำพัง ในเส้นทางอันมืดมิดตรงนี้
“ไอ้เจคไม่มาด้วยรึไง เมื่อวานที่ทำให้พวกเราขายหน้า คงจะสะใจแกสินะ งั้นวันนี้ต้องโดนสักหน่อยแล้วล่ะมั้ง”
‘พวกมันคือนักเลงกลุ่มเดิมที่เคยมาหาเรื่องผม’ เรย์รีบหันหลังวิ่งกลับไปทางมหาวิทยาลัยเมื่อเห็นชายทั้งสามวิ่งตรงเข้าหาเขา
“จับมันไว้!” พวกมันวิ่งตามมาทัน และจับล็อกแขนทั้งสองของเรย์เอาไว้
“เจ็บ! ปล่อยนะเว้ย!” ผมพยายามที่จะสะบัดมือออก พร้อมกระโดดถีบพวกมัน แต่ก็ไม่เป็นผล พวกมันทั้งสองล็อกตัวผมเอาไว้แน่นกว่าเดิม ผมไม่เคยทำอะไรให้พวกมันมาก่อน ทำไมต้องตามรังควานกันแบบนี้ด้วยนะ
“แรงเยอะนักใช่ไหม!” หัวหน้านักเลงควักมีดที่เหน็บอยู่ตรงเอวทางด้านหลังออกมา และทำท่าจะพุ่งเข้าแทงผม ผมเบี่ยงตัวหลบหลับตาลงด้วยความหวาดกลัว
พึ่บ! เฮือก…
“ลูกพี่!!!” มีดนั้นพลาดจากตัวผมไป และถูกใครบางคนโจมตีกลับจนหัวหน้านักเลงลงไปนอนกองกับพื้น
พวกลูกน้องปล่อยตัวผม และวิ่งไปดูลูกพี่ของมัน เมื่อลืมตาขึ้นช้า ๆ ปรากฏชายร่างสูงผมสีแดงยืนอยู่ด้านหน้าของผม ผมตกใจมากที่เป็นเขา
“เวเฟียส นายมาได้ไง”
“โธ่ ไอ้หน้าละอ่อน คิดว่าพวกกูจะกลัวมึงเหรอ จัดการมัน!” หัวหน้านักเลงออกคำสั่ง
ลูกน้องพุ่งโจมตีเข้าหาเวเฟียสในทันที เสียงต่อสู้หนักหน่วงดังตุบตับ เป็นคนร้ายที่ลงไปนอนกองกับพื้นอีกครั้ง แต่ในจังหวะนั้นหัวหน้านักเลงได้วิ่งเข้ามาใช้มีดแทงเวเฟียสต่อหน้าผม
มือไม้ของผมสั่นจนทำอะไรไม่ถูก เวเฟียสถีบหมอนั่นออก และซัดจนพวกมันสลบไป ผมก็รีบวิ่งเข้าไปดูเขาด้วยความเป็นห่วง
“เวเฟียส นายอยู่เฉย ๆ ฉันขอดูแผลหน่อย” ผมลนลานถกเสื้อที่หน้าท้องของเขาขึ้น แต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้ผมตกตะลึง
‘ไม่จริง ไม่มีบาดแผลเลยงั้นเหรอ’ ผมมองที่ท้องของเขาพร้อมกับความคิดภายในใจ
“เมื่อกี้นายโดนแทง ฉันเห็นมันจริง ๆ นะ” เรย์พูดทั้งยังอึ้งงัน หันไปสบตากับบัดดี้
“จงลืมเรื่องราวทั้งหมดนี้ไปซะ” เขาจ้องมองผมกลับอย่างไม่ละสายตา ดวงตาสีรัตติกาลของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีทองน่าหลงใหลทั้งยังพูดเสียงเรียบ
“ทำไมดวงตาของนายถึงเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองแบบนั้นล่ะ” ผมเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ แต่เขากลับหันหน้าหนีในทันที
“นายตาฝาดแล้วล่ะ”
‘ตาฝาดงั้นเหรอ’ ผมแน่ใจเลยว่าเห็นดวงตาของเขาเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีทองจริง ๆ แต่ทันใดนั้นก็มีแสงไฟหน้ารถคันหนึ่งส่องเข้ามาบริเวณที่พวกเราอยู่กัน
“เวเฟียส นายยืนรอตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวฉันจะพานายไปโรงพยาบาล” ผมวิ่งเข้าหารถคันนั้นที่ค่อย ๆ ชะลอตัวจอดลง โชคดีที่เป็นพ่อของผม
“พ่อ ทางนี้” พ่อลงจากรถมาดูสถานการณ์
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
“มีคนได้รับบาดเจ็บ เราต้องรีบพาเขาไปโรงพยาบาล” ผมหันกลับไปหาเวเฟียสที่ยืนอยู่ข้างหลัง แต่เขากลับไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว
หรือผมจะตาฝาดไปจริง ๆ ตอนนี้ก็มืดและมีหมอกลงจัด บางทีเขาอาจจะไม่เป็นอะไรก็ได้
“พวกเรากลับกันเถอะครับ คงไม่มีอะไรแล้ว”
“แล้วพวกที่นอนกองอยู่นี่ล่ะ”
“ปล่อยพวกมันไปเถอะครับ” ผมไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น แม้จะตัดสินใจไม่แจ้งความ แต่ก็ลากพวกเขาออกจากกลางถนนมานอนอยู่ที่ริมกำแพง ก่อนที่ผมกับพ่อจะเดินกลับมาขึ้นรถและขับออกไปจากที่เกิดเหตุ
เมื่อกลับถึงบ้าน ผมวางกระเป๋าและทิ้งตัวนอนลงบนเตียง ทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกที่ย้ายมาอยู่เมืองนี้ ผมพบเจอแต่เรื่องแปลก ๆ ผมช่วยชีวิตคนที่เจ็บหนักแต่เขาก็หนีไป ผมกลับบ้านโดยลำพังแต่โดนแก๊งนักเลงมาทำร้ายทั้งที่ไม่เคยไปทำอะไรให้พวกมัน และในสองครั้งนี้กลับโชคดีที่มีรุ่นพี่กับบัดดี้มาช่วยเอาไว้ได้ทัน
แต่ที่ผมไม่เข้าใจคือชายผมสีดำเทา ทำไมถึงมีบุคลิกคล้ายพี่เจคเป็นอย่างมาก แถมพี่เจคเองก็เรียกร้องให้ผมทำอาหารเมนูนั้นให้ มันบังเอิญเกินไปไหมนะ
แต่คงเป็นไปไม่ได้หรอกที่เขาจะเป็นคนเดียวกัน เพราะชายคนนั้นเจ็บหนักมาก ไม่มีทางที่จะแผลจะหายเร็ว และทำตัวปกติได้เร็วขนาดนี้
ส่วนเวเฟียสเพื่อนร่วมห้องของผม เขามีนิสัยลึกลับไม่สนใจใครอยู่แล้ว แต่ทำไมถึงโผล่มาช่วยผมได้ล่ะ และผมก็มั่นใจมากด้วยว่าเห็นเขาถูกแทง ไม่มีทางที่จะไม่มีบาดแผล แถมยังมีดวงตาที่เปลี่ยนสีได้อีก นี่มันอะไรกัน!? ผมปวดหัวมากจนต้องลงมาทานยาแก้ปวด ผมควรปรึกษาเรื่องพวกนี้กับพ่อดีไหมนะ
บ้านของเวเฟียส
‘นายนุ่มนิ่มจะตาย แต่กล้ากลับบ้านคนเดียว ทั้งที่ในเมืองนี้น่ะ ...มันอันตราย แต่นายก็ทำให้ฉันนึกสนใจ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีใครสามารถลบล้างมนต์คาถาของฉันได้ แต่ดูเหมือนว่ามนต์นั้นจะไม่มีผลกับนายเลย เพราะอะไรกันนะ?’ หลังจากที่เวเฟียสได้เข้าไปช่วยเพื่อนร่วมชั้นเรียน หรือบัดดี้ เขาก็เริ่มให้ความสนใจกับเรย์มากขึ้นด้วยเหตุผลบางอย่าง เวเฟียสนั่งเท้าแขนลงบนโต๊ะตรงหน้า สองมือผสานกันแล้วได้แต่ครุ่นคิด
“นายเป็นใคร ...ฉันจะต้องรู้ให้ได้"





