เหตุการณ์ก่อนที่จะเกิดเรื่อง
หลี่ชิงนับว่าเป็นหญิงงามผู้หนึ่งทว่าชีวิตของนางช่างอาภัพยิ่งนัก นางแต่งงานออกเรือนมาถึงสามครั้งแล้ว และทุกครั้งสามีของนางต้องมีอันตายตกตามกันไปไม่ว่าจะด้วยเจ็บป่วยก็ต้องตายด้วยอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน
หลังจากสามีคนที่สามของนางตายจากหลี่ชิงก็ถูกมารดาของสามีก่นด่าทั้งตบตี
“เจ้ามันปีศาจร้าย ข้าเตือนบุตรชายนักหนาแล้วว่าอย่าพาสตรีเช่นเจ้าเข้าจวนเขากลับไม่ยอมเชื่อ สุดท้ายผู้ใดจะคิดว่าเขาจะตกม้าตาย เขาเป็นขี่ม้าเก่งกาจมาตั้งแต่เล็กจะตายเพราะตกม้าได้อย่างไร หากไม่ใช่เพราะเจ้าที่เป็นนางปีศาจทำให้ชะตาชีวิตของเขาขาดเช่นนี้”
ด้วยอารมณ์โกรธแค้นและปักใจเชื่อว่านางคือตัวอัปมงคลทำให้แม่สามีบังเกิดอารมณ์แค้นอันรุนแรง
ในค่ำคืนนั้นแม่สามีได้สั่งให้บ่าวบุรุษเข้ามารังแกนางถึงเรือน หลี่ชิงต่อสู้จนสุดความสามารถนางถูกตีและต่อยเข้าไปที่ท้องหลายคราจนร่างเล็กตัวงอเป็นกุ้งสุก
แม้จะอ้อนวอนด้วยน้ำตาให้บุรุษพวกนั้นปล่อยตน ทว่าคนพวกนั้นล้วนดวงตามืดบอดไปแล้วเพราะความงามของนาง
“อนุหลี่ข้าหวังจะได้เชยชมเจ้าสักครั้งในชีวิต ไม่คิดว่าวันนี้จะได้สมหวังในชีวิตนี้ มาเถิดพี่ชายคนนี้จะดูแลเจ้าเอง”
หลี่ชิงตัดสินใจว่าจะฆ่าตัวตายไปแล้ว นางหวังวิ่งเอาหัวพุ่งกำแพงให้ตาย ๆ ไปเสียหากถูกบ่าวพวกนี้ทำร้ายตนเอง
ทว่าจู่ ๆ กลับมีคนผู้หนึ่งเข้ามาช่วยชีวิตนางเอาไว้
เขาคือบุรุษหนุ่มใบหน้าหล่อเหลารูปร่างสูงสง่านามเฉินฮ่าวหลาน เขาเป็นเพียงสายลับผู้หนึ่งที่ทำงานให้กับหน่วยองครักษ์เสื้อแพรที่ปกป้องคุ้มครองชาวบ้านทั้งยังมีหน้าที่ตามจับทุจรติของเหล่าขุนนาง
ยามนั้นเฉินฮ่าวหลานที่ถูกส่งตัวมาคอยจับตาดูสกุลหลัวในเรื่องเกี่ยวกับเรื่องทุจริตการค้าได้บังเอิญช่วยเหลือนางเอาไว้พอดี
เพราะได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากเรือนเล็กของอนุผู้หนึ่งเต็มสองหู เฉินห่าวหลานจึงได้ตัดสินใจช่วยนางเอาไว้ และพาออกจากจวนในคืนพระจันทร์ดับคืนหนึ่ง
ทว่าผู้ใดจะคาดคิดว่าหลี่ชิงสตรีนางนี้จะได้ล่วงรู้ความลับหนึ่งของจวนเข้าแล้ว สามีของนางคือน้องชายอันเป็นที่รักของท่านโหวนั้นได้พลั้งเผลอบอกที่เก็บบัญชีทุจริตลับกับนางในคืนหนึ่งที่เขาเมามายเพราะต้องการอวดว่าตนเองนั้นเป็นบุคคลที่สำคัญกับพี่ชายเพียงใด
เดิมทีหลี่ชิงไม่คิดจะสนใจใส่ใจคำพูดของสามี ทว่าเมื่อได้รู้ว่าเฉินฮ่าวหลานคือสายลับในจวนโหวจึงได้คิดใคร่ครวญอย่างละเอียด และได้บอกความลับเรื่องนี้เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณ
จากนั้นนางก็เดินจากมาพร้อมกับเงินก้อนหนึ่งซึ่งมากพอสมควรที่เขาให้นางติดกายเอาไว้เป็นรางวัล
หลี่ชิงคุกเข่าโขกศีรษะขอบพระคุณเขายกใหญ่ นางจากมาเงียบ ๆ โดยไม่หันหลังไปมองเขาอีก
หลี่ชิงบัดนี้ไร้ที่ไปแล้วจึงค่อนข้างหวาดกลัวอยู่ไม่น้อยว่าตนเองจะทำเช่นไรต่อไป โดยฐานะเดิมของนางนั้นเป็นบุตรสาวอันเกิดจากบ่าวรับใช้ในจวนคหบดีผู้หนึ่งเท่านั้น
ฐานะบุตรสาวบ่าวรับใช้นั้นมิได้สูงส่ง เพียงดีกว่าสาวใช้ในจวนเล็กน้อยเท่านั้น ทว่าโชคดีที่นางมีใบหน้างดงามยิ่งนักจึงทำให้ต้องตาบุรุษหลายคน
สุดท้ายบิดาส่งนางออกเรือนกับพ่อค้าผู้หนึ่งหลังจากพ้นวัยปักปิ่นในยามอายุสิบห้าปี
ด้วยฐานะลูกเมียบ่าวนางจึงเป็นได้เพียงอนุเท่านั้น เมื่อติดตามสามีคนแรกมายังเมืองหลวงได้เพียงไม่กี่เดือนสามีของนางก็ล้มป่วยเสียชีวิต
มีบุรุษมาชอบนางอีก เขาเป็นเถ้าแก่ร้านอาหารที่ไม่นับว่าใหญ่แต่ก็ไม่นับว่าเล็กมากคนผู้นั้นไปขอนางกับฮูหยินใหญ่ด้วยเงินก้อนหนึ่งเพื่อแลกตัว เขาจับจ้องนางมานานแล้วตั้งแต่ติดตามอดีตสามีมาที่ร้านอาหารแห่งนี้ เมื่อได้ยินข่าวว่าสามีของนางตายแล้วเถ้าแก่จึงไม่รอช้า
ด้วยเงินก้อนนั้นแม้ไม่มากมายหลี่ชิงก็ถูกฮูหยินใหญ่ขายออกราวกับสินค้า
นางไร้หนทางหลบเลี่ยงจึงได้กลายเป็นอนุคนที่สองของเถ้าแก่ร้านอาหารผู้นั้นโดยที่ภรรยาเอกไม่ยินยอม ทว่าก็ไม่สามารถห้ามสามีของตนเองได้
หลี่ชิงช่วยเหลืองานร้านอาหารจนมีฝีมือในการทำน้ำเต้าหู้ติดตัวนับว่านางทำน้ำเต้าหู้ได้อร่อยยิ่งนัก
ผู้ใดจะเชื่อว่าหลังจากนั้นหนึ่งปีสามีคนที่สองของนางก็ตายด้วยโรคประหลาดอย่างไม่คาดฝัน
ยามนั้นภรรยาเอกของสามีคนที่สองไปดูดวงและพบว่าหลี่ชิงคือตัวกาลกิณี ดวงพิฆาตสามี
เรื่องของหลี่ชิงถูกปล่อยออกมา ทั้งยังลือกระฉ่อนไปทั่วเมืองหลวง ทำให้นางไร้ที่พึ่งพาแล้ว
นางถูกขับออกจากเรือนอีกครั้งครานี้ไร้เงินติดกาย และยังโดนทำร้ายจนร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส นางออกจากจวนด้วยสภาพที่เหมือนคนตายไปแล้วกึ่งหนึ่ง
หลี่ชิงได้พบกับแม่ชีผู้หนึ่งและได้ช่วยเหลือพานางไปรักษาที่อารามชีอยู่นานหลายเดือนจนหายเป็นปกติ
หลี่ชิงขออาศัยอยู่ที่นั่นไม่ไปพบหน้าผู้คนอีก ในขณะที่กำลังเข้าพิธีชำระจิตเพื่อเตรียมออกบวชอยู่นั้นจู่ ๆ ก็เกิดเรื่องขึ้นอีก
ในยามนั้นน้องชายของหลัวโหวก็พามารดามาที่อารามแห่งนี้และได้พบกับหลี่ชิงเข้า
เขาตกหลุมรักนางทันใด ด้วยความงามของหลี่ชิงไปต้องตาน้องชายท่านโหวเสียแล้ว
หลี่ชิงพยายามหนีแต่กลับถูกคนของน้องชายท่านโหวจับตัว เขากักขังนางเอาไว้ในเรือนทั้งยังข่มเหงนาง ในที่สุดหลี่ชิงต้องจำยอมเป็นอนุของน้องชายท่านโหวโดยไม่มีทางเลือก
โชคยังนับว่าดีหลังจากแต่งเป็นอนุของน้องชายท่านโหวแล้ว ชีวิตของนางก็ดูเหมือนจะดีขึ้น เขาสนใจนางเพียงสามเดือนจากนั้นก็เริ่มเบื่อ ทว่าก็มิได้ทอดทิ้งยังให้เบี้ยหวัดเงินทองและมอบสาวใช้ให้นางหนึ่งเพื่อคอยดูแล
ในจวนสกุลหลัวไม่มีผู้ใดมาวุ่นวายกับนาง นางก็ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขมาหลายเดือน โดยนาน ๆ ครั้งสามีคนที่สามจะมาร่วมหอกับนางสักหนโดยส่วนมากเขาจะมาหลังจากเมามายและพูดจาเพ้อเจ้อกับนางไม่หยุด
“มีเพียงเจ้าที่ข้าไว้วางใจ ถึงเรื่องบนเตียงของเจ้าจะจืดชืดแต่ข้าชอบที่เจ้าไม่พูดมากเหมือนผู้อื่น เจ้ารู้หรือไม่ว่าท่านพี่ของข้าหลัวโหวไว้ใจข้าเพียงใด ของทุกชิ้นล้วนเป็นของที่ข้าเก็บรักษาเอาไว้...”
หลี่ชิงฟังสามีคนที่สามพร่ามจนเขาหลับไป และตื่นขึ้นมาปรนนิบัติในยามเช้าก่อนที่เขาจะจากไปโดยทิ้งเครื่องประดับให้นางเป็นของกำนัลหลายชิ้น
สามีของนางคนนี้เป็นคนเสเพลชอบดื่มสุรามึนเมาและมีสตรีข้างกายไม่น้อยจึงทำให้นางที่ไม่ประสาเรื่องบนเตียงเท่ากับคนอื่นจึงถูกลดความสำคัญในที่สุด
หลี่ชิงใช้ชีวิตที่คล้ายจะมีความสุขมาได้ไม่นาน สุดท้ายเรื่องก็เกิดขึ้นจนได้เมื่อสามีคนที่สามกลับตกม้าตายในยามที่ออกไปเก็บค่าเช่าที่นาแทนพี่ชายที่ต่างอำเภอ
ความซวยตกมาอยู่กับหลี่ชิงอีกครั้ง เรื่องอดีตของนางถูกขุดขึ้นมา ทุกคนล้วนคิดว่าเป็นเพราะนางที่มีดวงพิฆาตสามีจึงทำให้สามีคนที่สามถึงแก่ความตาย
ดูเหมือนว่านางจะไม่เหมาะที่จะเป็นภรรยาผู้ใดแล้ว เรื่องที่นางเป็นตัวกาลกิณีนั้นอาจจะเป็นจริงก็ได้ นางจึงคิดว่าตนเองจะไม่แต่งงานอีกต่อไป
หลี่ชิงไร้ที่พึ่งแล้ว นางเคยแต่งงานมาหลายครั้งจากบ้านเดิมมาหลายร้อยลี้ ไร้ปัญญาจะกลับไปพบหน้ามารดาผู้ชราและตัวนางเองก็ไม่คิดว่าบิดาจะยังยินดีต้อนรับบุตรสาวที่ใคร ๆ หาว่าเป็นตัวกาลกิณีเช่นนางอีก
แต่นางยังไม่ทันได้เก็บของออกจากจวนสกุลหลัว นางก็ถูกพวกบ่าวบุกเข้ามาในเรือนและคิดจะข่มเหงนางอย่างอุกอาจ
บุรุษผู้นั้นลงมือทำร้ายนางจนบาดเจ็บ นางถูกตีอีกแล้วเรื่องซ้ำซากกำลังเกิดขึ้น
ในยามที่หลี่ชิงคิดว่าตนเองคงได้ตายแน่ ๆ บุรุษในอาภรณ์ชุดดำผู้หนึ่งก็มาช่วยนางเอาไว้ เขาพานางหนีออกจากจวนอย่างปลอดภัย
หลี่ชิงจึงตอบแทนด้วยการให้ข่าวการทุจริตที่นางบังเอิญได้รู้มาเมื่อรู้ว่าเขาคือสายลับของทางการผู้หนึ่ง
ในเมื่อคนพวกนั้นคิดสังหารนางและยังให้คนมาข่มเหงอย่างไร้ความเป็นธรรมหลี่ชิงจึงไม่คิดปกป้องพวกเขาอีก
นางได้รับเงินค่าตอบแทนก้อนหนึ่งจากเทพบุตรที่ช่วยเหลือที่พอจะต่อชีวิตของนางเอาไว้ได้
บัดนี้หลี่ชิงไม่รู้ว่าจะไปที่ใดจึงแล้วจึงคิดหาลู่ทางทำมาหากินเพื่อเอาตัวรอด
นางไม่กล้าออกจากเมืองหลวงเพราะไม่รู้จะไปที่ใด เมืองหลวงเองก็กว้างใหญ่นักนางจึงไปอาศัยอยู่อีกฟากฝั่งตรงกันข้ามของแม่น้ำซีเจียงซึ่งเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยคนชนชั้นชาวบ้านธรรมดา ห่างไกลจากชนชั้นสูงที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง
หลี่ชิงเช่ากระท่อมเล็ก ๆ แห่งหนึ่งอยู่พอคุ้มแดดคุ้มฝนแม้จะผ่านคืนวันอันหนาวเหน็บมาอย่างยากลำบากนางก็ยังสามารถเอาชีวิตรอดมาได้
นางพอมีฝีมือในการทำน้ำเต้าหู้ที่ได้เรียนรู้มาตอนเป็นอนุของสามีคนที่สอง นางจึงได้ตั้งแผงขายน้ำเต้าหู้ขึ้นในตลาดเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
เพราะฝีมือของนางจึงทำให้รสชาติน้ำเต้าหู้นั้นดียิ่งนัก ถึงจะไม่ได้กำไรเพียงน้อยนิดทว่าก็พอให้นางเลี้ยงดูตัวเองได้
ทว่าจู่ ๆ โชคชะตาก็เล่นตลกกับนางอีกครา เมื่อในวันหนึ่งนางได้พบกับอดีตแม่สามีคนที่สองโดยบังเอิญ ไม่น่าเชื่อว่าสตรีชรานางนั้นจะมาอยู่ตรงหน้า
แม่สามีคนที่สองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
“นังสารเลวตัวกาลกิณีที่ทำให้ลูกชายคนดีของข้าต้องตาย ข้าสู้ตามหาเจ้ามาเนิ่นนาน ในที่สุดสวรรค์ก็เข้าข้าง ที่แท้เจ้ามาหลบอยู่ที่นี่เองหรือ”
หลี่ชิงดวงตาเบิกกว้างนางคิดวิ่งหนีเมื่อเห็นว่าบ่าวบุรุษกำลังจ้องนางเขม็ง
“ทำลายร้านมัน คนชั่วไม่สมควรได้รับการอภัย นางผู้นี้เป็นอันตรายใหญ่หลวงต่อบุรุษ อย่าให้มันเสนอหน้ามาอยู่เมืองหลวงนี้ได้อีก”
แม่สามีคนที่สองชี้หน้าก่นด่านางต่อหน้าธารกำนัล หลังจากนั้นยังสั่งให้คนเข้ามาทำร้ายนางจนบาดเจ็บไปทั้งตัว
ด้วยโทสะที่ปักใจเชื่อว่าเป็นเพราะหลี่ชิงทำให้บุตรชายของนางต้องตายนั้นแม้จะผ่านมานับปีแล้วก็ไม่ได้ทำให้ความโกรธแค้นนี้ลดลงมาได้เลยแม้แต่น้อย
ในเมื่อบังเอิญพบก็สมควรที่จะระบายความแค้นที่อัดอั้นจนอกแทบจะระเบิดออกมาทันใด
ร้านเต้าหู้เล็ก ๆ ของหลี่ชิงถูกพังยับเยิน ใบหน้างามถูกตีจนบวมปูด หลี่ชิงนอนจมกองเลือดอยู่ที่พื้นโดยไม่มีผู้ใดกล้าให้ความช่วยเหลือ
หลี่ชิงอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงเบาหวิวและแหบเครือ คิดว่าหากถูกตีอีกครั้งเดียวร่างของนางคงจะหักเป็นสองท่อนโดยไม่ต้องสงสัย
เสียงชาวบ้านบัดนี้ต่างร้องออกมาด้วยความรู้สึกสงสาร หลี่ชิงเป็นหญิงหม้ายสามีตายที่ทำมาหากินสุจริตทว่ากลับถูกผู้สูงศักดิ์รังแก ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่สมควรได้รับโทษนี้
ทว่าพวกเขาก็เป็นเพียงชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ จึงได้แต่มองอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น หลี่ชิงยังอ้อนวอนทั้งน้ำตานองหน้าเลือดกบปากไหลย้อยออกมา
“ปล่อยข้าเถิดเจ้าค่ะ พวกเราไม่เกี่ยวข้องกันแล้ว ข้าไม่ได้ทำอันใดกับบุตรชายของท่านนะเจ้าคะ”
“ตัวซวยเช่นเจ้าทำให้ลูกข้าตาย เพราะเจ้าคนเดียวยังจะมีหน้ามาแก้ต่างอีก ยามนั้นข้ายังไม่ได้สั่งสอนเจ้าก็หนีมาได้แล้ว ข้าจึงยังไม่ได้จัดการเจ้าให้สาสมกับความผิดที่ทำให้ลูกข้าตาย ตัวซวยเช่นเจ้าไปอยู่ที่ใดก็ทำให้ผู้อื่นซวย ข้ายังรู้มาว่าบัดนี้สกุลหลัวก็โชคร้ายที่รับเจ้าเข้าไปถึงขั้นล่มสลายแล้ว”
หลี่ชิงเอ่ยทั้งน้ำตา
“สกุลหลัวทุจริตต่อบ้านเมืองจึงได้เป็นเช่นนั้น มิใช่เพราะข้านะเจ้าคะ”
หลี่ชิงถูกตบอย่างแรงเมื่อพยายามแก้ต่างให้ตนเอง นางเจ็บจนใบหน้าบวมและชาไปหมดแล้ว
“หน็อยยังกล้าปากดีอีก ทั้งหมดย่อมเพราะเจ้า วันนี้ข้าคนนี้จะสั่งสอนเจ้าแทนคนที่ต้องมาโชคร้ายและตายจาก”
ไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาช่วยเหลือเพราะฮูหยินใหญ่ผู้นั้นสวมอาภรณ์งดงามมีบ่าวล้อมหน้าล้อมหลัง ดูแล้วล้วนไม่อาจล่วงเกินได้
กระทั่งมีเด็กน้อยผู้หนึ่งทนไม่ไหวแล้ว เขารีบวิ่งไปตามทหารยามของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรให้รีบมาช่วยนาง
ในขณะที่หลี่ชิงกำลังจะตายด้วยฝ่ามือใหญ่ ก็มีทหารกลุ่มหนึ่งก็แห่เข้ามาล้อมและห้ามปราม
“หยุดเดี๋ยวนี้ กล้ารังแกคนไม่มีทางสู้เช่นนี้ได้อย่างไร จับคนให้หมด จับพวกเขาไปสอบสวนให้หมด”
หลี่ชิงพยายามหรี่ตามองว่าเป็นผู้ใดที่เข้ามาช่วยเหลือก่อนที่นางจะสลบลงไปตรงนั้น หลี่ชิงก็เห็นใบหน้าหล่อเหลาลางเลือนของคนผู้หนึ่งซึ่งคล้ายจะคุ้นตานัก เขาจ้องมายังนางด้วยสายตาที่นางคุ้นเคย
สายตาแห่งความเวทนาและสงสาร!





