หลายชั่วยามต่อมาหลี่ชิงก็ฟื้นแล้ว นางพบว่าตนเองบัดนี้อยู่ในเรือนเล็กแห่งหนึ่งของจวนที่ว่าการอำเภอที่มีสาวใช้ประจำจวนคอยดูแลไม่ห่าง
สาวใช้นางนี้ แต่งกายด้วยสีผ้าต่วนสีแดงอันเป็นสีประจำของจวนว่าการ
“ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
สาวใช้เห็นหลี่ชิงมีผิวพรรณขาวผ่อง ร่างกายนุ่มนิ่มประดุจเต้าหู้ ใบหน้างดงามเกลี้ยงเกลายิ่งนักแตกต่างจากคนทั่วไป คงมิใช่บ่าวไพร่เช่นนาง สาวใช้จึงเอ่ยอย่างนอบน้อม
“นายท่านเฉินเป็นผู้ช่วยเหลือท่านเจ้าค่ะ บ่าวได้ข่าวว่าท่านถูกคนชั่วทำร้ายที่กลางตลาด นายท่านตัดสินโทษปรับและโบยคนพวกนั้นไปแล้วเจ้าค่ะ ต่อไปก็ไม่มีผู้ใดกล้ามาข่มเหงแม่นางแล้วนะเจ้าคะ”
หลี่ชิงยังเจ็บปากอยู่มาก ร่างกายของนางยังเต็มไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพร ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านางได้รับการรักษาจากท่านหมอแล้วเป็นแน่
“คนผู้นั้นที่ช่วยข้าคือผู้ใดหรือ”
สาวใช้ยิ้มแล้วเอ่ยว่า
“รองหัวหน้าหน่วยองครักษ์เสื้อแพรนามเฉินฮ่าวหลานเจ้าค่ะ ยังฝากคำถึงท่านว่าให้พักรักษาตัวอยู่ที่นี่จนกว่าจะหายดีค่อยกลับบ้าน ต่อไปหากมีเรื่องอันใดก็ให้มาร้องเรียนที่นี่ได้เลยเจ้าค่ะ”
“แต่ว่า...ที่นี่มีท่านนายอำเภอดูแลไม่ใช่หรือ”
“นายท่านรองหัวหน้าสั่งไว้เช่นนั้นท่านนายอำเภอย่อมต้องดูแลรับรองท่านเป็นอย่างดีเจ้าค่ะ”
นายอำเภอนั้นมียศน้อยกว่าหัวหน้าองครักษ์แห่งวังหลวงอยู่แล้ว ในเมื่อผู้ที่เหนือกว่าสั่งการเช่นนี้เขาย่อมต้องต้อนรับคนเป็นอย่างดี
“เจ้ารู้หรือไม่ว่านายท่านเฉินจะมาที่นี่อีกเมื่อใด”
“ปกติบ่าวเห็นว่ามาแทบทุกวันเจ้าค่ะ ทั้งตรวจตราและจับคนมาคุมขัง ยังกำชับข้าว่าให้ท่านอยู่ให้สบายใจเจ้าค่ะ ถ้านายท่านว่างจะมาเยี่ยมนายหญิงอีกครั้ง”
หลี่ชิงคิดว่าตนเองช่างโชคดียิ่งนักที่ได้พบรองหัวหน้าองครักษ์ผู้นั้นที่ให้ความช่วยเหลือ มิเช่นนั้นอาจถูกตีจนตายไปแล้วก็ได้
เห็นสาวใช้นางนี้ใช้วาจากับนางอย่างสุภาพและต้อยต่ำจึงได้เอ่ยว่า
“ข้าก็แค่คนทั่วไปมิได้มีฐานะสูงส่งอันใดหรอก เจ้าอย่าเรียกข้าว่านายหญิงเลย เจ้าอายุเท่าหรือใด”
“ข้าน้อยอายุสิบหกแล้วเจ้าค่ะ”
หลี่ชิงซึ่งบัดนี้อายุสิบแปดแล้วจึงยิ้มแล้วเอ่ยว่า
“เช่นนั้นก็ อย่าเรียกตนเองว่าบ่าวอีกเลย หากว่าเจ้าไม่รังเกียจเรียกข้าว่าพี่สาวได้หรือไม่”
“ไม่รังเกียจเจ้าค่ะ พี่สาว”
“แล้วเจ้ามีนามว่าอย่างไร”
“เป่าอิงเจ้าค่ะ ท่านเรียกข้าว่าเสี่ยวอิงก็ได้ข้าเป็นเด็กกำพร้าที่ท่านนายอำเภอรับเลี้ยงเอาไว้ ได้พบพี่สาวถือว่าเป็นวาสนายิ่งนัก”
“ข้าก็ไร้ญาติขาดมิตรเช่นกัน ได้พบเจ้านับว่าเป็นวาสนาไม่ต่างกัน”
สตรีนางหนึ่งเป็นเด็กกำพร้า สตรีอีกนางเป็นคนที่แทบจะเรียกว่าไร้บิดามารดาและที่พึ่งพิงแล้ว คนทั้งสองจึงนับว่าเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันอย่างรวดเร็ว
หลี่ชิงยิ้มน้อย ๆ ด้วยยังไม่อาจอ้าปากกว้างได้ นางรู้สึกดีต่อสาวน้อยนามเป่าอิงอยู่มาก ดูนางใสซื่อและบริสุทธิ์ยิ่งนัก สอบถามน้องสาวอยู่หลายประโยคคุยกันถูกคอยิ่งจึงยิ่งรู้สึกว่าสนิทสนมนัก
เป่าอิงเป็นคนที่นายอำเภอเลี้ยงเอาไว้นอกจวนเดิมนางเป็นขอทานน้อยผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่กับท่านยายตาบอด
ยามอายุสิบสองถูกคนรังแกนายอำเภอบังเอิญพบสงสารจึงรับเลี้ยงนางเอาไว้บัดนี้ท่านยายผู้ชราได้เสียไปเมื่อปีที่แล้วเป่าอิงจึงไร้ญาติขาดมิตร
ในยามที่เอ่ยถึงนายอำเภอเป่าอิงมีสีหน้าเขินอายอย่างปิดไม่มิด ทำให้หลี่ชิงสงสัยว่าความสัมพันธ์ระหว่างนายอำเภอกับสาวใช้คนนี้คงไม่ธรรมดา
เป่าอิงบอกว่านายอำเภอแต่งงานแล้ว เขายังเลี้ยงดูนางนอกจวนดูท่าว่าฮูหยินของนายอำเภอจะขี้หึงอยู่ไม่น้อยจึงไม่ยอมให้ท่านนายอำเภอรับอนุแม้แต่คนเดียว
เป่าอิงส่งยาให้หลี่ชิงดื่มก่อนที่จะประคองถ้วยโจ๊กหอมกรุ่นที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา
“ตอนที่ท่านยังไม่ฟื้นข้าช่วยเช็ดตัวและทายาให้ท่านแล้ว พี่สาวท่านกินโจ๊กเสียหน่อยนะ”
“ขอบใจเจ้ามากเสี่ยวอิง”
ปากของหลี่ชิงยังเจ็บ เป่าอิงจึงช่วยป้อนให้นางช้า กินไปได้ครึ่งชามหลี่ชิงก็อิ่มจึงบ้วนปากล้างมือ เป่าอิงประคองนางให้นอนลงแล้วช่วยห่มผ้าให้อย่างเบามือเบาเท้า
“พี่สาวพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ข้าจะมาช่วยดูแลท่านแต่เช้า”
“เกรงใจเจ้าแล้ว งานอื่นเจ้ามีก็ทำเถิดข้าไม่อยากเป็นภาระของเจ้า”
เป่าอิงส่ายหน้า
“งานหลักของข้าคือดูแลชงชาให้ท่านนายอำเภอ เมื่อวานนี้หลังจากรับท่านเข้ามาแล้วท่านนายอำเภอก็ลางานหลายวันเจ้าค่ะ เห็นว่าบิดาล้มป่วยจึงต้องเร่งออกจากเมืองหลวงไปดูแลไม่รู้จะกลับเมื่อไหร่เมื่อท่านนายอำเภอไม่อยู่ นอกจากกวาดลานอำเภอแล้ว ข้าเองก็ว่างไม่มีงานทำ ข้าจะมาอยู่เป็นเพื่อนพี่สาวนะเจ้าคะ”
นับเป็นโชคดีของหลี่ชิงอีกแล้ว เพราะบัดนี้นางเจ็บไปทั้งตัวเหมือนมีหินพันชั่งมากดทับร่างกายเอาไว้ขยับกายแต่ละครั้งทั้งเจ็บปวดทั้งทรมานหากมีคนช่วยเป็นมือเป็นเท้าก็ย่อมดียิ่งนัก
หลี่ชิงถูกตีไปทั้งร่างทำให้นางลุกไม่ขึ้นหลายวัน มีท่านหมอมาดูอาการและเจียดยาให้นางกิน จากนั้นยังกลับมาติดตามอาการอีกหลายหนโดยมีเป่าอิงคอยดูแลพูดคุยอยู่ข้างกายไม่ห่าง
เป่าอิงเล่าให้นางฟังว่า รองหัวหน้าเฉินฮ่าวหลานมาที่นี่ทุกวันทว่ากลับไม่ได้มาเยี่ยมหลี่ชิง เพียงแต่สอบถามอาการเล็กน้อยในวันแรกและไม่ได้สอบถามถึงอีกเลย
“นายท่านเฉินมีงานรัดตัวพี่สาวอย่าคิดมากเลยนะเจ้าคะ”
“ข้ามีหรือจะกล้าคิดมาก เพียงแค่นายท่านถามถึงข้า ข้าก็รู้สึกติดค้างนายท่านอีกหนึ่งเรื่องแล้ว ข้าไม่กล้าคิดบังอาจให้คนสูงศักดิ์เช่นนั้นมาเยี่ยมข้าหรอก”
ถึงจะเอ่ยเช่นนั้นหลี่ชิงก็หวังว่าตนเองจะได้กล่าวขอบคุณต่อหน้าเฉินฮ่าวหลานอีกสักครั้ง
หลี่ชิงรอคอยผู้มีพระคุณอยู่หลายวัน กระทั่งสิบห้าวันให้หลังที่หลี่ชิงอาการดีขึ้นจนเกือบเป็นปกติแล้วเขาจึงโผล่มา





