บทที่ ๑ ฉันต้องการนาย
คีติกา กว้างใหญ่ไพศาลผู้บริหารบริษัทเสื้อผ้าและสิ่งทอยี่ห้อทีกาT-ka แบรนด์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากติดหนึ่งในสิบของเอเซียและกำลังไต่อันดับระดับโลกกำลังเคร่งเครียดกับการดูรายงานผลประกอบการของไตรมาสแรกของปี คิ้วโก่งที่ตัดแต่งได้รูปแรเงาด้วยสีเข้ากับผมสีน้ำตาลอมแดงขยับมาชิดกันจวนเจียนจะเป็นเส้นตรงอยู่รอมล่อแล้วค่อยคลายออกเมื่อเงยหน้ามองประตูที่มีเสียงเคาะให้สัญญาณก่อนจะเปิดเข้ามาโดยไม่ต้องรออนุญาต เพราะเลขานุการหน้าห้องแจ้งให้ทราบแล้วว่าเป็นใคร
คนเข้ามาใหม่คือทองใหญ่ชายกลางคนท่าทางกระตุ้งกระติ้งสวมชุดสูทสีเขียวเข้มทับเสื้อยืดสีขาวแนบเนื้อและกางเกงสีเดียวกับสูท คาดเข็มขัดหนังสีขาวเช่นเดียวกับรองเท้าหนังสีขาวมันเงาอันเป็นที่ชินตาและคุ้นเคยของคีติกาและคนในบริษัทแห่งนี้ ส่วนอีกคนเป็นหลานสาวชื่อระย้าแก้วผู้ช่วยของทองใหญ่ ทั้งคู่เป็นญาติห่างๆ เป็นเพื่อนและพนักงานในบริษัทของคีติกา
“ดูค่ะบอส” ทองใหญ่จีบปากจีบคอยามพูด พร้อมวางโทรศัพท์เคลื่อนที่ราคาแพงรุ่นใหม่ล่าสุดลงตรงหน้าเจ้านายสาว
“ใครคะ” คีติกาหยิบขึ้นมาดูแล้วขยายภาพให้ใหญ่ขึ้นก่อนชะงักเล็กน้อย แล้วลดขนาดหน้าจอลงเมื่อเงยหน้ารอคำตอบ
“ชีชื่อชนน เชื้อทอง นักออกแบบลายผ้าคนล่าสุดที่ทีเคเอ(T-k-a) จะต้อนเข้าคอก”
“อะไรนะคะ ป้าว่าบริษัทนังตาสนใจนายคนนี้เหรอ” ตั้งแต่วันที่ถูกแย่งคู่รักคีติกาก็เห็นผริตาเป็นศัตรูอย่างถาวรไม่ใช่แค่คู่แข่งทางธุรกิจที่เปิดหน้าท้าชนกันอย่างเปิดเผย
หนึ่งปีก่อนที่ผริตาจะแต่งงานกับดนัทธ์อากิตติพ่อของผริตาซึ่งเป็นน้องชายของพ่อกอบเกียรติของตนได้แยกตัวออกไปทำธุรกิจสิ่งทอและเสื้อผ้าส่งออกเช่นเดียวกับบริษัทของตระกูลกว้างใหญ่ไพศาล ทั้งยังใช้ชื่อแบรนด์และโลโก้คล้ายกับของทีกาเหมือนจงใจเลียนแบบและทำให้ลูกค้าสับสน เมื่อพ่อกอบเกียรติโทรศัพท์ไปพูดคุยก็ได้รับการปฏิเสธ ส่งจดหมายในนามบริษัทไปเตือนก็เพิกเฉย ซ้ำอากิตติยังมาประกาศในบ้านต่อหน้ารูปถ่ายปู่เกียรติที่เพิ่งเสียชีวิตไปว่าจะทำบริษัทเสื้อผ้าและสิ่งทอของตนเองให้เทียบเท่าหรือเหนือกว่าทีกาให้ได้ อากิตติประกาศจะล้มทีกาอันเป็นทรัพย์สมบัติของตระกูลที่ควรจะเป็นของตนเองครึ่งหนึ่งเพราะความอยุติธรรมของปู่
‘ผมจะล้มมันให้หมด ในเมื่อพ่อลำเอียงให้พี่ใหญ่ทุกอย่างผมก็จะทำลายมันเอง ในเมื่อผมไม่ได้คนอื่นก็ต้องไม่ได้ไปเช่นกัน’
“ดูผลงานก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรนี่คะ ไม่เคยชนะรางวัลอะไรมาเลย เหมือนทำเป็นงานอดิเรกมากกว่า” คีติกาว่าหลังเปิดอ่านประวัติของชายชื่อชนน
“ใช่ค่ะ งานไม่เด่นแค่งานดี เอ๊ย! ฉันหมายถึงว่าแค่คุณตา” ระย้าแก้วพูดไม่ทันจบก็ถูกขัด
“อีตา บอกแล้วไงอย่าเรียกแบบยกย่องมันต่อหน้าคี” คีติกาแย้งน้ำเสียงจริงจัง
“โอเคๆ คืองานไม่เด่นแต่อีตาอยากให้พ่อคนนี้มีงานมีเงินเดือนสูงๆ เพื่อเอาใจผัว” ระย้าแก้วเน้นคำจนเป็นที่พอใจของนายสาวจึงยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาก่อนพูด
“ป้าสนใจนายคนนี้เหรอคะ”
“น่าจะเป็นนางนะ ดูหน้าขาวๆ ชอบกล” ทองใหญ่แย้งทันที
“นายค่ะ” คีติกาพูดอย่างมั่นใจจนตกเป็นเป้าสายตาของสองลุงหลานจึงต้องรีบพูดแก้เก้อ
“ก็ดูไทม์ไลน์ของฮีมีแฟนเป็นผู้หญิงนี่คะ” คีติกาชี้แล้วรีบเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ไปเรื่อยๆ
“ใช่ๆ นะลุง” ระย้าแก้วรีบสนับสนุนคำพูดเจ้านายสาว
“อีย้า เรียกใหม่สิยะ” ทองใหญ่ตวาดแว้ดจนระย้าแก้วยกมือไหว้ปรกๆ
“ขอโทษๆ ค่ะป้า ก็พ่อแม่สอนให้เรียกลุงมาแต่เด็กๆ มันก็ติดปากสิคะ”
“ติดก็แกะออก ถ้าเรียกฉันว่าลุงอีกจะตบปากให้” ทองใหญ่พูดรอดไรฟันตามด้วยค้อนประหลับประเหลือก คีติกากับระย้าแก้วรีบเดินมากอดปลอบประโลมทองใหญ่เหมือนเด็กๆ
“โอ๋ๆ ไม่งอแงนะป้า ไปหาอะไรกินกันดีกว่าค่อยพูดเรื่องนี้ในโต๊ะอาหารนะคะ” คีติกาเสนอ
“แหมบอสนี่นะชอบเอาของกินมาล่อ จนหุ่นป้าเสียหมด” ทองใหญ่ทำเสียงกระเง้ากระงอดไม่ต่างจากเด็กหญิงน้อยๆ
“หุ่นเสียก็แวะฟิตเนตก่อนกลับบ้านกันนะป้า” ระย้าแก้วพูดทำตาชวนฝันเพราะรู้ดีว่าทองใหญ่ชอบไปสถานที่ดังกล่าวด้วยเหตุใดและตนเองก็ชอบเช่นกัน สองลุงหลานใช้ชีวิตอิสระในทุกด้านไม่เว้นแม้แต่เรื่องเซ็กส์
“อืม ก็ดีนะจะว่าไปก็ไม่ได้เข้าเกือบสองปีแล้วมั้ง ดูสิกล้ามเกลิ้มหายหมด” ทองใหญ่ก้มลงมองพุงตนเอง แม้จะไม่จัดว่าลงพุงเหมือนชายวัยใกล้เคียงกันส่วนใหญ่ แต่กล้ามเนื้อหน้าท้องที่เคยมีในตอนบ้าออกกำลังกายหามรุ่งหามค่ำนั้นหายไปแล้ว เหตุเพราะคนชวนไปออกกำลังกายบ่อยๆ อย่างคีติกากับหลานสาวหันหลังให้สถานที่แห่งนั้นหลังจากคีติกาอกหักเพราะแฟนเก่าทิ้งไปแต่งงานกับผริตา ซึ่งทองใหญ่ยังแปลกใจไม่หายว่ามันเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร
“กล้ามหายแต่มีวันแพคมาแทน ป้าต้องภูมิใจสิ” ระย้าแก้วพูดแล้วหัวเราะพลางกระโดดหลบฝ่ามือเรียวๆ ของคนเป็นลุงที่วาดใส่
“ปากเสีย มาให้ตบซะดีๆ”
“ถ้าถูกตบก็ปากแตก กินส้มตำแซบเวอร์ไม่ได้สิป้า หนูขอโทษละกันนะๆ ไปกินส้มตำข้างล่างกันดีกว่าค่ะ” ระย้าแก้วขยับมากอดแขนล็อคไว้แน่นหนากันไม่ให้ทองใหญ่ทำร้ายตนได้
“ไปกินอาหารคลีนที่ฟิตเนตดีกว่า” คีติกาพูดหน้าตามุ่งมั่นจนสองลุงหลานออกอาการสงสัยหน้านิ่วคิ้วขมวดจนต้องขยายความ
“ก็ป้าอยากได้นายคนนั้นมาร่วมงานไม่ใช่เหรอ”
“เอามาทำอะไรล่ะคะ ฝีมือผลงานก็ไม่เคยเห็น มีดีแค่รูปร่างหน้าตาหล่อจนหมาน้ำลายหก” ทองใหญ่ว่าทำตาชวนฝัน
“ที่น้ำลายหกนะเพราะหน้าตาหรือหุ่นกันแน่จ้ะป้า” ระย้าแก้วขัดคอ
“ไม่รู้ ฉันไม่ใช่หมานี่” ทองใหญ่ค้อนประหลับประเหลือก
“ถ้าไม่มีอะไรดีอีตามันจะดึงมาทำงานด้วยทำไมคะ” คีติกาทำท่าสงสัย
“ก็บอกแล้วไงเพื่อเอาใจผัว ไว้เล่าตอนกินข้าวนะหิวแล้ว” ระย้าแก้วว่าแล้วดึงแขนทองใหญ่ให้ออกเดิน คีติกาจึงเดินตามโดยปริยาย และได้รู้จุดประสงค์ที่ผริตาจะรับชายหนุ่มคนนั้นเข้าทำงานในโต๊ะอาหารจริงๆ





