“ใช่!” คำตอบของลู่จั๋วหนักแน่นไร้ซึ่งความลังเลใด ๆ
หัวใจของเสิ่นชิงชิวนั้นบีบแน่น ราวกับถูกทุบลงมาอย่างแรงอย่างไรอย่างนั้น เธอรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง
ลู่จั๋วพูดทิ้งท้ายเอาไว้อย่างลวก ๆ ด้วยสีหน้าไม่รู้สึกรู้สาอะไรว่า “ขอโทษด้วย” แล้วก็รีบออกไปอย่างรวดเร็ว
เสิ่นชิงชิวยืนมองแผ่นหลังของลู่จั๋วที่เดินจากไปอยู่ที่เดิม หัวใจของเธอเหมือนถูกมีดทื่อ ๆ ด้ามหนึ่งกรีดจนกลายเป็นแผล เธอรู้สึกเจ็บมากจนแทบจะหายใจไม่ออกเลยทีเดียว
ความเย็นเริ่มแผ่ซ่านจากฝ่าเท้าของเธอขึ้นมาจนแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย
ตอนนั้นที่ลู่จั๋วเข้ามารับช่วงต่อตระกูลลู่ เครือข่ายเงินทุนของตระกูลลู่กำลังพังพินาศพอดี ทำให้เขาต้องเผชิญกับวิกฤติการล้มละลาย
ซึ่งเขาเป็นคนพูดเองเลยว่า ตอนนี้บริษัทกำลังอยู่ในภาวะวุ่นวายจึงไม่สามารถที่จะให้ความมั่นคงในอนาคตกับเธอได้เลย แต่เขาขอสัญญาว่าหากบริษัทเดินไปในแนวทางที่ถูกที่ควรแล้ว เขาจะแต่งงานกับเธอ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอจึงยึดมั่นในคำสัญญานั้นของลู่จั๋วเอาไว้ในใจตลอด เพื่อให้คนในครอบครัวยอมรับลู่จั๋วและเพื่อให้ได้แต่งงานกับเขาโดยเร็วที่สุด เธอจึงใช้สถานะของตัวเองในการวางแผนการตลาดและและลุยในโลกธุรกิจเพื่อเขา ช่วยให้เขาก้าวจากจุดที่ไม่เป็นที่รู้จักไปยังจุดที่ทุกคนให้ความสนใจ
แต่แล้วเธอกลับไม่คาดคิดเลยว่า ตลอดเวลาสามปีที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ในสายตาของเขามันเป็นเพียงแค่ข้อตกลงร่วมกันเท่านั้น
ที่แท้ความรักครั้งนี้ ตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้ก็มีแค่เธอคนเดียวที่อินไปกับมันมาโดยตลอด!
ที่เธออยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขาและทุ่มเททุกอย่างมาตลอดสามปีที่ผ่านมานั้น เมื่อเทียบกับคนที่เขารักฝังใจมันเป็นเพียงแค่เรื่องตลกเท่านั้น
เสิ่นชิงชิวกัดริมฝีปากแน่น พยายามฝืนข่มน้ำตาในเบ้าตาเอาไว้ แต่แล้วน้ำตากลับเป็นเหมือนลูกปัดที่ขาดจากเชือก เธอไม่สามารถควบคุมมันได้เลย
ความเจ็บปวดในใจกำลังปะทุขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ร่างกายของเธอสั่นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
ลู่เยียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พอเห็นเธอแสดงท่าทางน่าอับอายเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาด้วยความสะใจและพูดว่า “เสิ่นชิงชิว ช่วงหลายปีมานี้ถ้าไม่ใช่เพราะเธอคอยตามรังควานไม่ยอมปล่อย พี่ชายของฉันจะไปยอมแต่งงานกับสาวบ้านนอกที่ไม่มีการศึกษาและไม่มีภูมิหลังทางครอบครัวแบบเธอได้ยังไงกัน ถ้าเธอรู้ตัวจักสังเกตสักนิด เธอก็ควรจะรีบออกไปจากตระกูลลู่ซะนะ!”
เสิ่นชิงชิวรู้สึกผิดหวังมากเมื่อได้ยินคำพูดที่ไร้ยางอายนี้ของลู่เยียน “เธอลืมไปแล้วเหรอว่า ถ้าไม่มีฉัน ก็คงไม่มีตระกูลลู่ในทุกวันนี้น่ะ!”
“เธอเลิกพูดเรื่องไร้สาระสักทีเถอะ!” ลู่เยียนชี้หน้าของเสิ่นชิงชิวและพูดด้วยความโมโหว่า “เธอคิดว่าตัวเองเป็นคนใหญ่คนโตรึไงกัน? ต่อให้ไม่มีเธอ ตระกูลลู่ของพวกเราก็สามารถเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้อยู่ดีนั่นแหละ!”
เสิ่นชิงชิวรู้สึกเสียใจอย่างมาก ในสายตาของคนตระกูลลู่มองเธอกันอย่างนี้งั้นเหรอ
“พอได้แล้ว! เรื่องวันนี้ให้มันจบลงเท่านี้ก่อนก็แล้วกัน” คุณนายลู่ลุกขึ้นด้วยสีหน้าหมดความอดทนและเดินไปหาเสิ่นชิงชิว สายตาของเธอดูรังเกียจเดียดฉันท์ราวกับกำลังมองขยะที่น่าขยะแขยงอะไรสักอย่างอยู่อย่างไรอย่างนั้น “เธอลองดูสิว่าสภาพของเธอตอนนี้เป็นยังไงบ้าง เธอจะอับอายขายหน้านั้นก็คงไม่เป็นไรหรอก แต่ตระกูลลู่ของพวกเราจะมาอับอายขายหน้าเพราะเธอไม่ได้เด็ดขาด!”
หลังจากพูดจบ คุณนายลู่ก็ไปทักทายแขกผู้มีเกียรติที่มาในวันนี้ด้วยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส
เสิ่นชิงชิวยืนนิ่งมองดูแขกผู้มีเกียรติที่พากันทยอยออกไปจากงานแต่งงานที่เธอรอคอยมานานแสนนานทีละคนสองคน ทำไมมันถึงได้กลายเป็นเรื่องตลกไปได้ล่ะ
ทำไมสุดท้ายแล้วการที่เธอทุ่มเทไปด้วยความจริงใจถึงได้รับการตอบแทนกลับมาเช่นนี้ด้วย
เพียงเพราะว่าเธอไปตกหลุมรักผู้ชายที่ไม่ได้รักเธออย่างนั้นเหรอ
เสิ่นชิงชิวค่อย ๆ หลับตาลงช้า ๆ น้ำตาไหลรินออกมาจากหางตาอีกครั้ง ราวกับกระจกที่บอบบางแตกง่ายจนเกินจะเยียวยาแล้ว
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เสิ่นชิงชิวก็เดินไปตามท้องถนนที่รกร้างอย่างไร้จุดหมาย ราวกับวิญญาณเร่ร่อนที่ไม่มีที่สิงสถิต
ฝนเริ่มตกลงมาโดยที่ไม่ทันได้สังเกต เม็ดฝนจากขนาดเท่าเม็ดถั่วค่อย ๆ เริ่มตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว
เธอมองสำรวจไปรอบ ๆ แต่กลับไม่พบที่หลบฝนเลยนอกจากบริเวณป้ายรถเมล์ที่อยู่ไม่ไกลนัก เธอจึงต้องรีบวิ่งเท้าเปล่าไปอย่างรวดเร็ว
แต่เสิ่นชิงชิวกลับต้องเผชิญกับเหตุการณ์เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เธอถูกหินที่แหลมคมบาดเข้าที่ฝ่าเท้า ทำให้เธอเจ็บจนถึงกับต้องขมวดคิ้วแน่น กัดฟันและวิ่งกะเผลกไปที่ป้ายรถเมล์ต่อ
เอี๊ยด......
จู่ ๆ ก็มีเสียงเบรกดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งถนนที่เงียบสงบจนแสบแก้วหูไปหมด
เมื่อมองดูรถที่กำลังวิ่งมาด้วยความเร็วสูง เสิ่นชิงชิวก็อดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้างขึ้น รูม่านตาของเธอสั่นไหวอย่างรุนแรง





