สมองของเสิ่นชิงชิวว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง ขาคู่นั้นถูกตรึงไว้อยู่กับที่ไม่ขยับราวกับถูกตะกั่วถ่วงเอาไว้
รถยนต์แล่นเฉียดเธอไปด้วยความเร็วสูง ราวกับแสงสายฟ้าสีดำเส้นหนึ่งไม่มีผิด
กระแสลมอันทรงพลังซัดเสิ่นชิงชิวจนลงไปกองกับพื้น
ตอนแรกก็นึกว่ารถคู่กรณีจะถือโอกาสหลบหนีไป เพราะถึงยังไงมันก็ไม่คนอื่นอยู่ที่นั่น ต่อให้จะหลบหนีไปก็ไม่มีหลักฐานอะไรมาพิสูจน์ได้อยู่ดี
แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ รถยนต์คันนั้นได้ยูเทิร์นกลับมา ก่อนจะจอดลงตรงหน้าของเสิ่นชิงชิวในท้ายที่สุด
ทันทีที่ประตูรถถูกเปิดออก สิ่งแรกที่สะดุดตาคือรองเท้าหนังสีดำสั่งตัดพิเศษคู่หนึ่ง ขาที่เรียวยาวและเหยียดตรงทั้งสองข้างกำลังเดินเข้ามาหาเสิ่นชิงชิวอย่างมั่นคง ก่อนร่มสีดำคันหนึ่งจะค่อย ๆ เอียงเข้าหาเธอและปกป้องเธอจากสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสาย
“คุณเป็นอะไรมากไหมครับ?” น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นชาของฟู่ถิงเซิ่นค่อย ๆ ดังเข้ามาในหูของเสิ่นชิงชิวอย่างแจ่มชัด
เสิ่นชิงชิวเงยหน้าขึ้นมอง แล้วก็พบว่าผู้ชายตรงหน้ามีโครงหน้าคมชัดและกรามเป็นสัน ๆ ใบหน้าประณีตและมีมิติ โดยเฉพาะดวงตาสีดำขลับอันลึกซึ้งราวกับมีประกายแสงซ่อนอยู่ในส่วนลึกคู่นั้น มันดึงดูดเธอได้อย่างน่าประหลาด
ดวงตาคู่นี้....... เหมือนเธอจะเคยเห็นมันที่ไหนมาก่อนเลย
แต่เธอก็จำไม่ได้ว่าเคยเห็นที่ไหนเหมือนกัน
เสิ่นชิงชิวส่ายหน้าไปมา เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่แฝงด้วยความแหบแห้งว่า “ฉันไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณ......”
เธอพยายามพยุงตัวลุกขึ้นจากพื้นอย่างยากลำบาก แต่รอยถลอกที่ขาและแผลที่ฝ่าเท้าทำให้เธอเจ็บจนขาอ่อนแรง แล้วก็ส่งผลให้เธอหกล้มลงไปอีกครั้ง
แต่ในช่วงเวลาคับขัน แขนที่แข็งแกร่งของอีกฝ่ายได้โอบรอบเอวของเธอเอาไว้ แล้วก็ดึงเธอเข้ามาในอ้อมแขนอย่างทันท่วงที
เสิ่นชิงชิวที่ถูกรั้งเข้าไปในอ้อมแขนของฟู่ถิงเซิ่นถูกรัศมีเย็นยะเยือกที่มีเฉพาะในตัวผู้ชายโอบล้อมไว้ทันที
การที่เธอใช้มือทั้งสองข้างดันอยู่หน้าอกของฟู่ถิงเซิ่นไว้ตามสัญชาตญาณนั้น ส่งผลให้ฝ่ามือแนบชิดไปกับกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งของเขา ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีเสื้อผ้าคั่นกลาง แต่เธอก็ยังสัมผัสถึงความกำยำของมันได้อย่างแจ่มชัดอยู่ดี
เสิ่นชิงชิวที่รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งฝ่ามือผลักฟู่ถิงเซิ่นที่อยู่ตรงหน้าออกไปตามสัญชาตญาณ แต่แทนที่จะปล่อยเธอไป เขากลับอุ้มเธอขึ้นมาในท่าเจ้าหญิงซะงั้น
เธอถึงกับอดขมวดคิ้วไม่ได้ ความเย็นยะเยือกระลอกหนึ่งได้ก่อตัวขึ้นในดวงตาของเธอโดยไม่รู้ตัวทันที “คุณจะทำอะไรน่ะ! ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
ขนาดเธอกับลู่จั๋วรู้จักกันมาตั้งสามปี ทั้งสองคนยังแค่จับมือกันเฉย ๆ เท่านั้นเอง การกระทำอย่างกะทันหันของชายแปลกหน้าคนนี้ก็ต้องทำให้เธอเกิดความกระสับกระส่ายโดยสัญชาตญาณอยู่แล้วสิ
ฟู่ถิงเซิ่นลดสายตาลงมองเสิ่นชิงชิวด้วยสายตาสุขุมอย่างมาก “คุณได้รับบาดเจ็บมา ตอนนี้ต้องรีบไปโรงพยาบาลก่อนนะครับ”
“ฉัน ฉันเดินเองได้ค่ะ” ความใกล้ชิดระหว่างทั้งสองคนทำให้เสิ่นชิงชิวรู้สึกอึดอัดอย่างมาก กลิ่นอายเย็นยะเยือกของเขาที่แทรกซึมเข้าไปในโพรงจมูก ราวกับกำลังโอบล้อมเธอจากทุกทิศทาง ซึ่งส่งผลให้เส้นประสาทในร่างกายของเธอเครียดตึงขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ
“อย่าขยับสิครับ” น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาเปี่ยมด้วยการสั่งการอันน่าเกรงขาม ซึ่งทำให้เสิ่นชิงชิวหยุดการดิ้นรนขัดขืนทุกอย่างลงในทันที
ในวินาทีที่ถูกยัดเข้าไปในรถ ลมเย็น ๆ ระลอกหนึ่งที่พัดเข้ามาปะทะใบหน้าก็ทำให้เสิ่นชิงชิวอดจามไม่ได้
ฟู่ถิงเซิ่นเอื้อมมือขึ้นไปปิดแอร์ จากนั้นก็เหลือบมองเสิ่นชิงชิวผู้มีรูปร่างผอมบางแวบหนึ่ง ก่อนจะหยิบเสื้อคลุมของตัวเองขึ้นมาห่มให้กับเธอ “ระวังเป็นหวัดนะครับ”
“ขอบคุณค่ะ” นอกจากเสื้อคลุมจะติดกลิ่นของฟู่ถิงเซิ่นแล้ว มันยังอบอวลไปด้วยไออุ่นของเขาอีกด้วย ซึ่งนี่ทำให้เสิ่นชิงชิวใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
ฟู่ถิงเซิ่นกวาดสายตาผ่านแก้มอันแดงก่ำของเธอ ก่อนประกายรอยยิ้มจาง ๆ จะฉายแววออกมาจากส่วนลึกในดวงตาของเขา “คนที่ควรจะขอบคุณคือผมต่างหาก”
“ว่ายังไงนะคะ?” เสิ่นชิงชิวมองไปที่ฟู่ถิงเซิ่น
ฟู่ถิงเซิ่นหันมามองเธอด้วยสายตาสุขุม แล้วก็พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอย่างเนิบ ๆ ว่า “ขอบคุณนะครับที่คุณยอมรับคำขอโทษของผมและให้โอกาสผมได้แก้ตัว”
รถยนต์แล่นออกไปอย่างว่องไว ก่อนจะมาถึงโรงพยาบาลใกล้เคียงในท้ายที่สุด
เสิ่นชิงชิวดึงดันจะเดินเองให้ได้ ฟู่ถิงเซิ่นจึงต้องเดินกะเผลกตามเธอไปอย่างใจเย็น จนกระทั่งเดินมาถึงห้องฉุกเฉิน
ตอนที่ออกมาจากห้องฉุกเฉิน เธอเห็นฟู่ถิงเซิ่นที่กำลังยืนหันหลังให้กับเธอกำลังคุยกับใครบางคนอยู่ไกล ๆ คงเพราะสังเกตเห็นเธอ เขาจึงรีบวางสายและเดินสาวเท้าเข้ามาหาเธอทันที “นี่คือคอนแทรคของผม ถ้ามีปัญหาอะไรก็ติดต่อผมมาได้เลยนะครับ”
“ฉันไม่มีปัญหาอะไรหรอกค่ะ” เสิ่นชิงชิวปฏิเสธนามบัตรที่อีกฝ่ายยื่นให้ด้วยความสุภาพ ในเมื่อเรื่องมันจบลงแล้ว งั้นก็ไม่ควรมีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก การยื้อยุดกันไปมาคือสิ่งที่เธอไม่ชอบที่สุดเลย
เธอเว้นช่วงไปชั่วขณะ ก่อนจะยืนเสื้อคลุมให้กับเขา “นี่เสื้อของคุณค่ะ เดี๋ยวฉันจะจ่ายค่าซักแห้งให้เอง”
ฟู่ถิงเซิ่นมองไปยังเสื้อที่เสิ่นชิงชิวยื่นมาให้ ขณะเดียวกันก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตาของเขาแฝงไปด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนอย่างมาก “ตอนนี้คุณต้องการมันมากกว่าผมอีกนะครับ”
มันเป็นแค่ประโยคธรรมดา ๆ แต่กลับทำให้ดวงตาของเสิ่นชิงชิวร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
เธอคิดว่าต้องเป็นเพราะวันนี้ตัวเองเจ็บปวดมากเกินไปแน่ ๆ ไม่งั้นจะซาบซึ้งเพียงเพราะคำห่วงใยจากคนแปลกหน้าแค่ประโยคเดียวได้ยังไงกันล่ะ
“ขอบคุณค่ะ ฉันสบายดี ฉันขอตัวก่อนนะคะ” เสิ่นชิงชิวปฏิเสธความช่วยเหลือของฟู่ถิงเซิ่น ตอนนี้เธอต้องกลับไปยังบ้านตระกูลลู่เพื่อจัดการกับเรื่องสำคัญมากก่อน
ฟู่ถิงเซิ่นยืนมองแผ่นหลังอ้อนแอ้นและเพรียวบางของเธออยู่ตรงที่เดิม ส่วนลึกในดวงตาสีดำขลับของเขาส่องสว่างขึ้นมาอย่างรำไร “พวกเรายังต้องได้พบกันอีก”





