เอลารา POV:
คืนนั้น ประตูห้องพักแขกเล็กๆ ที่เย็นเฉียบซึ่งพวกมันโยนฉันเข้าไปเปิดออกอย่างแผ่วเบา คีรินทร์ยืนอยู่ตรงนั้น ร่างของเขาเป็นเงาดำตัดกับแสงคบเพลิงจากโถงทางเดิน ในมือเขาถือชามที่ส่งไอร้อนกรุ่น
“ดื่มซะ” เขาพูด มันไม่ใช่คำขอร้อง อำนาจบัญชาของอัลฟ่ากลับมาอยู่ในน้ำเสียงของเขาอีกครั้ง หนักอึ้งและกดดัน “มันเป็นยาบำรุงจากหมอผี เพื่อบำรุงลูกหมา”
คำว่า ‘ลูกหมา’ เหมือนหยดยาพิษบนลิ้นของเขา ฉันจ้องมองของเหลวสีเข้มขุ่นในชาม ท้องไส้ปั่นป่วน
“ฉันไม่ต้องการ” ฉันกระซิบ เสียงแหบแห้ง
ความขุ่นเคืองฉายวาบผ่านใบหน้าหล่อเหลาของเขา เขาก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นสนและพายุฝนคละคลุ้งไปทั่วพื้นที่เล็กๆ จนน่าอึดอัด มันเป็นกลิ่นที่ฉันเคยรัก กลิ่นที่หมายถึงความปลอดภัยและบ้าน แต่ตอนนี้มันมีแต่กลิ่นของคำโกหก
“ข้าบอกให้ดื่ม”
เขาบีบคางฉันไว้ กำปั้นของเขาแข็งราวกับเหล็ก ฉันพยายามหันหน้าหนี แต่เขาแข็งแรงเกินไป เขาเงยหน้าฉันขึ้นแล้วจ่อขอบชามเข้ากับริมฝีปาก ของเหลวร้อนขมไหลทะลักเข้าปาก ลวกจนลิ้นพอง ฉันสำลักและกลืนลงไปตามสัญชาตญาณขณะที่เขาเทของทั้งหมดลงคอ
เขาปล่อยฉัน และฉันก็ทรุดตัวลงบนที่นอนบางๆ ไอและสำลัก
“เด็กดี” เขาพูด เสียงของเขาเจือความพึงพอใจจนน่าขนลุก เขาวางชามเปล่าลงบนพื้นแล้วจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก
ความง่วงงุนที่หนักอึ้งอย่างประหลาดเริ่มดึงรั้งแขนขาของฉันแทบจะในทันที ความคิดเริ่มพร่ามัว เปลือกตาหนักอึ้งจนแทบจะลืมไม่ขึ้น ฉันพยายามฝืน แต่ยาในยาบำรุงนั้นแรงเกินไป ความคิดสุดท้ายของฉันคือความรู้สึกขอบคุณที่ฉันซ่อนผลึกบันทึกความจำแบนๆ ไว้ใต้ขอบที่นอนได้ทันก่อนที่เขาจะเข้ามา
ครั้งต่อมาที่ฉันลืมตา แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างลูกกรงบานเดียวของห้องเข้ามา ร่างกายของฉันปวดร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความหวาดกลัวอันเย็นเยียบก่อตัวขึ้นในท้องขณะที่ฉันพยุงตัวลุกขึ้น
มือฉันสั่นเทาขณะเอื้อมไปใต้ที่นอนและดึงผลึกบันทึกความจำออกมา มันคือผลึกควอตซ์ที่ลงอาคมไว้ สามารถดูดซับและฉายภาพพร้อมเสียงที่เกิดขึ้นในบริเวณใกล้เคียงได้อีกครั้ง เป็นเครื่องมือสำหรับสายลับและขุนนางขี้ระแวง แต่ตอนนี้ มันคือพยานเพียงหนึ่งเดียวของฉัน
ฉันกำมันไว้ในฝ่ามือ หลับตาลง และรวบรวมสมาธิ
ภาพต่างๆ ไหลบ่าเข้ามาในหัว
ฉันเห็นร่างของตัวเองกำลังหลับอยู่บนเตียง ฉันเห็นประตูเปิดออก คีรินทร์เข้ามาพร้อมกับศิรินยา นางเดินไปข้างเตียง รอยยิ้มโหดร้ายปรากฏบนริมฝีปาก
“มันสลบสนิทแล้วเหรอ?” ศิรินยาถาม เสียงหวานราวกับน้ำผึ้งอาบยาพิษ
“ยาแรงพอที่จะล้มทหารได้” คีรินทร์ยืนยัน เขากอดอกมองลงมาที่ฉันด้วยความรังเกียจอย่างที่สุด “มันจะไม่รู้สึกอะไร จำอะไรไม่ได้”
เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้ศิรินยามากขึ้น เสียงของเขาลดลงเป็นเสียงกระซิบ “นี่เพื่อเธอนะ ที่รัก เพื่อสิ่งที่มันทำกับเธอ บีบให้เธอต้องหนีออกจากบ้านของตัวเอง”
ในหัวฉันกรีดร้อง “ฉันไม่ได้ทำ! นางไปเอง!”
“มันจะอุ้มท้องลูกนอกคอกนี่จนครบกำหนด” คีรินทร์พูดต่อ แผนการของเขาถูกเปิดโปงในห้องที่เงียบสงบและเย็นยะเยือก “และเมื่อมันคลอด ข้าจะเรียกพิธีพิสูจน์สายเลือด ทั้งฝูงจะได้เห็นว่าลูกหมานั่นไม่ใช่ลูกข้า พวกเขาจะได้เห็นธาตุแท้ของมันว่าเป็นอีตัวร่าน จากนั้นข้าจะขับไล่มันออกไปในฐานะพวกไร้ฝูง แล้วเธอก็จะได้กลับมาสู่ตำแหน่งที่คู่ควรเคียงข้างข้าในฐานะลูน่า”
รอยยิ้มของศิรินยากว้างขึ้น นางยื่นมือออกมาแล้วเตะท้องที่นูนใหญ่ของฉันอย่างแรงและดูถูก ฉันเห็นร่างที่หลับใหลของตัวเองกระตุก แต่ฉันไม่ตื่น
“มันแย่งชีวิตที่ควรจะเป็นของข้าไป” ศิรินยาขู่ฟ่อ เสียงต่ำและเต็มไปด้วยพิษสง “ให้มันทนทุกข์ทรมานซะ แต่ต้องแน่ใจว่ามันยังหายใจอยู่ เราคงไม่อยากให้เกมจบเร็วเกินไป”
คีรินทร์โบกมือไปทางประตู นักรบชั้นต่ำที่ฉันจำหน้าได้ลางๆ เดินเข้ามาในห้อง ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความกลัวและความใคร่ปะปนกัน เขามองสลับระหว่างอัลฟ่ากับร่างที่ไร้สติของฉันบนเตียง
“นางเป็นของเจ้าหนึ่งชั่วยาม” คีรินทร์พูด เสียงเรียบเฉย “เป็นรางวัลสำหรับความภักดีของเจ้า”
ภาพนั้นจบลงแค่นั้น
ร่างกายของฉันสั่นสะท้านด้วยเสียงสะอื้นที่เงียบงันและรุนแรง มันไม่ใช่เสียงของความโศกเศร้า แต่เป็นเสียงของความเดือดดาลอย่างบริสุทธิ์ ความเจ็บปวดในร่างกาย การถูกย่ำยี… ทั้งหมดเป็นเรื่องจริง
ผลึกบันทึกความจำหลุดจากนิ้วที่ชาด้านของฉันและกระทบพื้นเสียงดัง
น้ำตาไหลอาบแก้ม ร้อนผ่าวและเกรี้ยวกราด มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความเศร้าโศกต่อความรักที่สูญเสียไป แต่เป็นน้ำตาให้กับความโง่เขลาของตัวเอง
มือของฉันคลำไปเจอถุงหนังเล็กๆ ที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อ ฉันดึงมันออกมา การเคลื่อนไหวของฉันมั่นคงและเด็ดเดี่ยว
ด้วยมือที่สั่นเทา ฉันแก้เชือกแล้วเทใบไม้สีเข้มที่บดละเอียดของสมุนไพรจันทราเงาลงบนฝ่ามือ ฉันไม่ลังเลเลย ฉันโยนสมุนไพรขมๆ เข้าปาก และตักน้ำค้างคืนจากเหยือกข้างเตียง กลืนมันลงไป
อาการปวดเกร็งอย่างรุนแรงและฉับพลันจู่โจมช่องท้องของฉัน ฉันกัดริมฝีปากเพื่อกลั้นเสียงกรีดร้อง รสชาติคาวเลือดของตัวเองคละคลุ้งอยู่ในปาก
นี่ไม่ใช่การกระทำที่เกิดจากความสิ้นหวัง
แต่มันคือปฐมบทแห่งสงครามของฉัน





