เย่วเฉิงเฟิงถูกบีบคอไว้แน่นจนแทบจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งที่นางเห็นก็คือ ดวงตาสีแดงฉานที่แสดงเจตนาฆ่าอันแข็งกร้าวออกมาของบุรุษผู้นั้น!
นางพยายามออกแรงดิ้นให้หลุดพ้นจากเงื้อมมือของเขา แต่ความแข็งแกร่งระหว่างบุรุษและสตรีนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง หลังจากดิ้นอยู่นาน นางก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นออกมาจากมือของเขาได้อยู่ดี
กว่าจะกลับชาติมาเกิดใหม่ในร่างผู้อื่นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่แล้วเย่วเฉิงเฟิงกลับต้องมาถูกบุรุษผู้นี้บีบคอตายที่นี่อย่างนั้นน่ะหรือ?!
เย่วเฉิงเฟิงโกรธแค้นมาก พอนางนึกขึ้นมาได้ว่าร่างนี้เป็นพลังหยินขั้นสูง นางจึงดึงพลังหยินรอบตัวมาโจมตีเขาโดยสัญชาตญาณทันที
และแล้วในเวลานั้นสีหน้าของบุรุษผู้นั้นก็เปลี่ยนไป เขาปล่อยเย่วเฉิงเฟิงออกอย่างทันทีทันใด จากนั้นก็เบือนหน้าหนีและไอออกมารัว ๆ “เอื้อ..... แค่ก แค่ก.....!”
เย่วเฉิงเฟิงรีบลุกขึ้น และถอยหลังในทันที นางสังเกตการเคลื่อนไหวของบุรุษผู้นั้นด้วยความระแวดระวัง
นางมีสายตาที่เฉียบคม ทำให้เห็นเลือดที่ไหลซึมออกมาจากร่องนิ้วที่เขากำลังปิดปากเอาไว้ได้ในทันที เกรงว่าเขาน่าจะได้รับบาดเจ็บเข้าแล้ว
เย่วเฉิงเฟิงยกมือขึ้น ด้ายสีแดงที่เชื่อมทั้งสองเข้าด้วยกันไว้ก็แกว่งไกวเบา ๆ ตามการเคลื่อนไหวของนางไปด้วย
ในที่สุดเฝิงอี้ก็หยุดไอ เขาเงยหน้าขึ้นมองดูด้ายแดงตรงหน้า แล้วดวงตาสีแดงฉานของเขาก็แสดงความแปลกใจออกมา “ด้ายผูกชะตางั้นหรือ? !”
เย่วเฉิงเฟิงถึงกับชะงักไป ด้ายผูกชะตาอันใดกัน?
สีหน้าของบุรุษผู้นั้นดูมืดมนไปหมด แววตาเขาแสดงเจตนาฆ่าออกมา เขาลุกขึ้นยืนโดยไม่ลังเลและพยายามที่จะแย่งกระดิ่งกลับคืนไป
เย่วเฉิงเฟิงรู้แค่ว่าแขนเสื้อสีขาวตรงหน้าปลิวไสว แล้วจู่ ๆ ข้อมือของนางก็ถูกนิ้วที่แข็งแกร่งดุจเหล็กของเขาจับเอาไว้แน่น
วินาทีที่ผิวของพวกเขาสัมผัสกัน ความรู้สึกแสบร้อนก็แล่นขึ้นมาตามกระดูกสันหลังจากจุดที่พวกเขาสัมผัสกัน อุณหภูมิร่างกายของเขาร้อนระอุกว่าที่จินตนาการเอาไว้เสียอีก ราวกับว่าสิ่งที่ไหลเวียนอยู่ใต้ผิวหนังของเขาไม่ใช่เลือด แต่เป็นลาวาอย่างไรอย่างนั้น
“ปล่อย!” เย่วเฉิงเฟิงเอนไปด้านหลังทันที นางใช้แรงตรงเอวในการหมุนตัว ทำให้เส้นผมปัดผ่านมุมปากที่เปื้อนเลือดของเฝิงอี้ไป
เฝิงอี้ยิ้มเยาะเย้ยออกมา ดวงตาที่แดงฉานของเขาแดงมากยิ่งขึ้นในชั่วพริบตา จากนั้นเขาก็ดึงนางเข้าไปในอ้อมแขน
เข่าของเย่วเฉิงเฟิงกระแทกเข้าที่ท้องของเขาอย่างแรง แต่เขากลับเอียงตัวหลบได้ทัน ตอนที่ผ้าเสียดสีผ่านกัน เสียงกระดิ่งก็ดังกรุ๊งกริ๊งขึ้นมา
“ฝีมือแค่นี้ยังคิดจะสู้อีกหรือ?”
ตอนที่บุรุษผู้นั้นโน้มตัวลงมา ลมหายใจของเขาพ่นอยู่ตรงหูของนาง ภายใต้กลิ่นเลือดที่โชยมาเตะจมูกมีกลิ่นกล้วยไม้จาง ๆ จากตัวของเขาผสมมาด้วย
แม้ว่าเย่วเฉิงเฟิงจะพยายามดิ้นและหลบเลี่ยงอย่างสุดชีวิตแล้วก็ตาม แต่เนื่องจากด้ายผูกชะตาทำให้มีความรู้สึก ‘เจ็บปวดร่วมกัน’ สุดท้ายแล้วกระดิ่งก็ยังถูกเฝิงอี้แย่งไปได้อยู่ดี
เฝิงอี้หันหลังไปและมองดูตราประทับสีแดงสดที่อยู่บนกระดิ่ง จากนั้นก็ขมวดคิ้วพลางพูดว่า “เหตุใดเลือดของเจ้าถึงได้มาอยู่บนกระดิ่งเรียกวิญญาณของข้าได้ เจ้าทำอันใดกันแน่? !”
เย่วเฉิงเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ข้ายังมิได้ทำอันใดเจ้าสักหน่อย กระดิ่งเรียกวิญญาณมันหลุดมาจากเสื้อของเจ้า แล้วจู่ ๆ มันก็ทิ่มนิ้วข้า จากนั้นด้ายผูกชะตาอันใดนั่นก็โผล่ออกมา”
เฝิงอี้ “……”
สีหน้าของเฟิงยี่ดูแปลกไปทันที “กระดิ่งเรียกวิญญาณทิ่มนิ้วของเจ้างั้นหรือ?”
สีหน้าของเย่วเฉิงเฟิงดูไร้อารมณ์โดยสิ้นเชิง “ก็ใช่น่ะสิ คงจะมิใช่พันธสัญญาเลือดอันใดนั่นหรอกกระมัง?”
เฝิงอี้เงียบไปหลายวินาที ราวกับเขาเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้ว จากนั้นเขาก็พูดขึ้นมาเบา ๆ ว่า “ในกระดิ่งเรียกวิญญาณก็มีเลือดของข้าอยู่เช่นกัน ด้ายผูกชะตานี้ อาจจะเกิดจากเลือดของเจ้าและข้าที่หลอมรวมกันขึ้นมา”
เย่วเฉิงเฟิงเริ่มเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าด้ายผูกชะตานี้ขึ้นมาบ้างแล้ว นางขมวดคิ้วพลางมองไปที่เฝิงอี้ก่อนจะพูดขึ้นว่า “การที่ระหว่างเรามีด้ายผูกชะตาเชื่อมกันไว้เช่นนี้ จะมีผลอันใดตามมาหรือ?”
ตอนที่เฝิงอี้เหลือบมองหญิงสาวและกำลังจะอธิบาย ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักถึงบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้ ใบหน้าที่หล่อเหลาของเขาจึงแข็งค้างไปทันที
“มีอันใดหรือ?” เย่วเฉิงเฟิงมองเขา
สีหน้าของเขาดูบึ้งตึงอย่างยิ่ง เขาโบกนิ้วไปมา ทันใดนั้นก็มีกระแสลมพุ่งออกมาจากปลายนิ้วของเขา แล้วก็หายไปอย่างรวดเร็ว “พลังยุทธ์ของข้า......” เหตุใดถึงได้ตกจากขั้นไร้อัตตาไปสู่ขั้นตั้งต้นแล้วล่ะ? !”
เมื่อเย่วเฉิงเฟิงได้ยินเช่นนี้ก็ชะงักไปชั่วขณะ
จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมทำให้นางได้รู้ว่า ระดับการฝึกฝนในโลกต่างมิติแห่งนี้แบ่งออกเป็นเจ็ดขั้นใหญ่
จากที่บุรุษผู้นี้พูดมา พลังยุทธ์ของเขาอยู่ที่ขั้นไร้อัตตาที่สูงที่สุดแล้ว หมายความเขาจะต้องเป็นคนที่แข็งแกร่งที่ในโลกที่ไม่มีผู้ใดเทียบเคียงได้เป็นแน่
แต่แล้วจู่ ๆ เขากลับร่วงลงมาระดับต่ำสุดอย่างขั้นตั้งต้นเสียอย่างนั้น นี่มัน......
เฝิงอี้จ้องเย่วเฉิงเฟิงอย่างเฉยชาอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นเขาก็ยื่นมือออกมาและใช้ฝ่ามือกดหน้าผากของนางไว้อย่างกะทันหัน “อย่าขยับ”
หลังจากตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เม้มริมฝีปาก แล้วก็พูดขึ้นว่า “ระดับพลังยุทธ์เจ้า อยู่ในขั้นต้นพอดี.........
สีหน้าของเฝิงอี้เริ่มมืดมนลงแล้ว แม้เขาจะไม่อยากยอมรับมันเอาเสียเลย แต่ด้ายผูกชะตาไม่เพียงแต่เชื่อมชะตาชีวิตของเขากับหญิงสาวผู้นี้เข้าไว้ด้วยกันเท่านั้น แต่ยังถูกนางข่มเอาไว้อีกด้วย แม้แต่พลังยุทธ์ก็ตกไปอยู่ระดับที่ต่ำที่สุดตามนาง......
ตราบใดที่ด้ายผูกชะตายังไม่ได้รับการแก้ พลังยุทธ์ของเขาก็จะไม่สามารถฟื้นคืนได้!
สายตาของเฝิงอี้ดูเคร่งขรึมเย็นเยือกไปหมด “เจ้าต้องออกจากที่นี่ไปพร้อมกับข้า แล้วก็ไปหาวิธีกำจัดด้ายผูกชะตาเสีย”
เย่วเฉิงเฟิงเลิกคิ้วขึ้น และปฏิเสธโดยไม่ลังเลเลยว่า “ไปกับเจ้างั้นหรือ คงมิได้หรอก”
“เจ้าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ!”
เขาหรี่ตาที่คมคายและเคร่งขรึมลงเล็กน้อย ความรู้สึกกดดันจากผู้ที่เหนือกว่าแผ่ออกมากจากตัวของเขา สายตาที่คมดุจมีดของเขาจ้องมองไปที่เย่วเฉิงเฟิง เหมือนอยากจะห่ำหั่นนางออกเป็นชิ้น ๆ เสียให้รู้แล้วรู้รอดไป
แววตาของเย่วเฉิงเฟิงก็เริ่มเคร่งขรึมขึ้นมาแล้ว นางแอบเรียกพลังหยินสีดำที่ลอยอยู่กลางอากาศมาอย่างเงียบ ๆ ทันใดนั้นมุมปากของนางก็โค้งขึ้นอย่างเย็นชา “ข้ามิกลัวเจ้าหรอก!”
ทันใดนั้น พลังที่ทั้งคู่ปล่อยออกมาก็สูสีกันมาก!
รูม่านตาที่แดงฉานของเฝิงอี้หดลงเล็กน้อย พวกนี้มัน..... พลังหยินนี่!
หญิงสาวผู้นี้สามารถควบคุมพลังหยินได้ด้วยหรือ!
เฝิงอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วดวงตาสีแดงฉานของเขาก็หรี่ลงเล็กน้อย จากนั้นเขาก็พูดขึ้นมาอย่างโหดเหี้ยมว่า “ด้ายผูกชะตา มีความหมายตามชื่อของมัน ซึ่งก็คือการร่วมเป็นร่วมตายด้วยกัน ข้ากับเจ้ามีชะตาชีวิตร่วมกัน หากข้าปล่อยให้เจ้าออกไปเพียงลำพัง พวกเราคงได้ตายกันหมดเป็นแน่!”





