“ลองเดินสิกระรอก” สิตาเอียงคอมอง ก่อนจะบอกเพื่อน
กันจิราลองเดินตามที่เพื่อนต้องการ “ฉันว่าแหละมันขัดตา รองเท้าแกน่ะ เปลี่ยนด้วยนะ แกจะใส่เดรสสวมผ้าใบไม่ได้” ในที่สุดสิตาก็รู้ สิ่งที่ขัดนัยน์ตาเธอ คือรองเท้าผ้าใบเก่าๆ สีซีดที่เพื่อนสาวสวมใส่เป็นประจำ
“ฉันอยากบ้า!!” กันจิราโวย เธอเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เพื่องานนี้โดยเฉพาะ
หลังซักซ้อมจนสิตาแน่ใจว่ากันจิราไม่มีทางหลุดพิรุธจนฝ่ายนั้นจับได้ก่อนเวลาที่เหมาะสม เธอกับเพื่อนเลยมานั่งพักที่ระเบียงบ้าน มีร่มมะม่วงเป็นตัวกรองแสงอย่างดี
“แกอาจจะชอบเขาก็ได้นะ” สิตาเปรย เมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้
เพื่อนสนิทที่ยอมลงทุนปลอมตัวส่ายหน้าเดี้ยะ “ไม่มีทาง!”
“ฉันว่า...หมอนั่นน่ะ รสนิยมแกเลยล่ะกระรอก” สิตากล่าวพร้อมกับยิ้มกว้าง เธอกับกันจิราสนิทกันจนรู้ไส้รู้พุงทุกขด เพื่อนของเธอชอบคนเก่ง และปัทม์ มีความสามารถที่กันจิราชื่นชม เขาเป็นลูกคนมั่งมีก็จริง แต่ทำตัวติดดิน มีทั้งความขยันและมานะ
“ฉันไม่คิดเรื่องพรรณนั้นหรอก” หญิงสาวถอนใจแรงๆ ก่อนตอบ เธอกลัวการสูญเสีย เมื่อคนที่รักทยอยจากไปจนหมด
“มันก็ไม่แน่...บางทีฉันอาจจะเป็นกามเทพทำให้แกเจอกับคนที่รักแก” สิตาไม่ได้พูดเกินจริง กันจิราเก็บตัวและปิดกั้น เพื่อนของเธออยู่ในโลกที่สร้างไว้ปกป้องตัวเอง บางทีครั้งนี้จะเป็นการเปิดประตูไปพบกับคนที่เพื่อนของเธอรอคอยมาทั้งชีวิตก็ได้
“ไม่!” หญิงสาวยังยืนยัน
สิตาไม่ได้ทักท้วงอะไรเธอฉวยแก้วน้ำหวานขึ้นมาจิบแก้กระหาย ก่อนจะนึกถึงอิสระของตัวเอง ในอนาคต...หากครั้งนี้บิดาผิดหวัง ท่านอาจจะเบื่อที่จะหาคู่ให้เธอก็ได้ และอีกนัยหนึ่ง ทศชาติ คนที่เธอกำลังคั่ว อาจจะตกหลุมรักเธอ และขอแต่งงานที่ปารีสก็ได้...ใครจะรู้
บทที่2.สวนเพทาย
เช้านี้อากาศร้อนอบอ้าวแต่เช้า ปัทม์เดินออกมายืนที่ระเบียงห้อง ในมือมีแก้วกาแฟควันกรุ่นที่ถือติดมือขึ้นมาด้วย วันนี้ชายหนุ่มตั้งใจจะไม่เข้าสวน เมื่อแดดร้อนเสียขนาดนั้น เขาตั้งใจจะทำงานอยู่ที่บ้านแทน หากมีเรื่องด่วน ทั่น หัวหน้าคนงานคงแจ้งให้เขาทราบเอง
“แม่จะไปไหนแต่เช้าครับ?” ปัทม์ตะโกนถามมารดา เมื่อเห็นนางเดินตรงไปยังรถยนต์ที่จอดอยู่หน้าโถงบ้าน
พอใจเงยหน้ามองบุตรชาย ท่านยิ้มกริ่ม “ไปธุระในเมืองน่ะ”
“ครับ” ปัทม์รับคำ เขาหมดความสนใจมารดา แต่สะดุดใจกับแววตาแปลกๆ ของนางเท่านั้น
ปัทม์ทรุดนั่ง กดเปิดคอมพิวเตอร์ส่วนตัว เขาสลัดความสงสัยทิ้ง เมื่อมันรังแต่จะทำให้สมาธิเขาไขว่เขว่
ชายหนุ่มจมอยู่กับงานตรงหน้า เวลาผ่านไปพอสมควร ปัทม์รู้สึกกระหายน้ำ เขาจึงยืดตัวลุกขึ้นยืน บิดตัวไปมา แก้ความเมื่อยล้า แล้วจึงเดินออกจากห้องทำงานเพื่อหาน้ำกินแก้กระหาย
บ้านเงียบกริบ จนรู้สึกถึงความวังเวง คนงานที่เคยเห็นเดินไป เดินมา หายไปจนมองหาไม่เห็นใครเลยสักคน ปัทม์เดินไปชะเง้อมองหน้าประตู ด้านนอกว่างเปล่า แม้แต่สุนัขที่เลี้ยงไว้ยังไม่เดินเพ่นพ่านให้เห็น
“ไปไหนกันหมด แม่ไม่อยู่ เลยหลบไปอู้กันรึ?” ปัทม์รำพึงกับตัวเอง เขาเดินเข้าไปในครัว
ตู้เย็นหลังใหญ่ในครัวน่าจะช่วยให้เขาหายกระหายน้ำ...ชายหนุ่มอมยิ้มกับพรรณไม้ที่มองเห็น พอใจใช้เวลาว่างปลูกต้นไม้สารพัดชนิดในอาณาเขตบ้าน ช่วยลดความร้อนของอากาศเมื่อมีความชุ่มชื่นของต้นไม้ใหญ่ๆ ที่ปลูกไปรอบบ้าน ลดทอนอุณหภูมิแรงๆ ของแสงแดดลงอย่างชะงัด
ในที่สุดปัทม์ก็ได้ดื่มน้ำเย็นๆ สมใจ เขาฉวยแก้วน้ำเย็นเฉียบเดินกลับไปทางเดิม กำลังจะเลี้ยวกลับขึ้นห้อง ชายหนุ่มสะดุดตากับอะไรบางอย่างเสียงก่อน
ใครบางคนยืนอยู่หน้าบ้าน เสื้อผ้าสีฉูดฉาดนั่น หากสุนัขที่เขาเลี้ยงไว้อยู่แถวนี้ หล่อนคงโนสัตว์หน้าขนพวกนั้นเห่าใส่แน่นอน
ปัทม์เหยียดยิ้ม เขาพอเดาสาเหตุที่คนงานพากันหายหน้าไปหมด ได้ในนาทีนี้เอง...
‘คงเป็นแผนของมารดา’
ชายหนุ่มเดินย้อนกลับมา มันคงเป็นการเสียมารยาทมาก หากปล่อยให้อาคันตุกะยืนทะเล่อทะล่าอยู่ตรงนั้น โดยที่เจ้าบ้านไม่สนใจ
“คุณมาหาใครครับ?” ปัทม์ร้องถาม
กันจิราสะดุ้งโหย่ง! เธอกำลังชื่นชมกับบรรยากาศร่มรื่นรอบๆ ตัวอยู่ โดยลืมสนใจแสงแดด เพราะหากเป็นสิตาตัวจริง หล่อนไม่มีวันยืนท้าแดดเช่นนี้แน่นอน
“อุ้ย!”
ปัทม์สะดุดลมหายใจ ผู้หญิงตรงหน้า สวยจัด! ปาก หน้าคิ้ว คางเหมาะเจาะ หล่อนแต่งหน้าจัด สวยคมเฉี่ยวแบบผู้หญิงสมัยนี้ ริมฝีปากสีแดงสด แสยะยิ้มแหยๆ ขัดกับการแต่งตัวที่แสนจะมั่นใจ แววตาของหล่อนหลุกหลิก เขามองเห็นในครั้งแรกที่หล่อนหมุนตัวกลับมา ก่อนจะเกลื่อนหายไป หลังจากหล่อนตั้งตัวทัน





