บทที่ 3
ไม่รู้ว่าฉันโชคดีหรือโชคร้ายที่บ้าดีเดือดกระโดดขึ้นหลังอีตาหัวแดง โดยหารู้ไม่ว่าอีตานั่นกลัวผีจนขึ้นสมอง (ถึงจะเข้าใจผิดก็เถอะ) แถมฉันก็ไม่ถนัดขอความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้าเสียด้วยสิ เพราะปกติแล้วฉันพูดไม่เก่งนัก ยิ่งถ้าไม่จำเป็นก็จะไม่ปริปากเลย จนบางครั้งแม่กับพี่คริสเตียนยังคิดว่าฉันเป็นใบ้
แต่กระนั้นก็เถอะ หมอนั่นกับอีตาหัวหนามอีกคนก็แบกฉันออกมาจากป่าช้านั่นได้ล่ะ แม้ว่าจะต้องโดนกระแทกจากศอกหรือแรงเหวี่ยงจนร่วงก้นจ้ำเบ้ากับพื้นก็ตาม สรุปแล้วการตัดสินใจครั้งนี้ทำให้ฉันสะบักสะบอมอยู่ไม่น้อย
“มันจะไม่มีได้ไง ก็พี่เคยเห็นอยู่นี่นา ไอ้ร้านค้าเนี่ย”
และนี่คือเสียงพี่คริสเตียนที่เถียงเรื่องที่ตั้งของร้านค้าไม่ยอมหยุดตั้งแต่ที่ฉันพาร่างประหนึ่งหนีตายจากสงครามกลับมายังหอพักเมื่อคืน
“ไม่เห็นจะมีเลย เมื่อวานหนูเดินหาก็เจอแต่ป่าช้า”
“มันต้องมีสิ พี่เคยเห็นอยู่แวบๆ”
“...ไม่มีซะหน่อย” ฉันเถียงกลับ
“งั้นเราไปดูกันว่ามีหรือไม่มี พอได้ข้อสรุปแล้วเดี๋ยวพี่กลับมาส่งละกัน อีกไม่กี่ชั่วโมงพี่ต้องไปแล้ว เดี๋ยวต้องรีบมาเตรียมตัวขนของอีก ไปๆ ขึ้นรถ”
พี่คริสเตียนบึ่งรถออกไปทางถนนเส้นใหญ่แล้วอ้อมไปทางซอยเล็กๆ ข้างหลังป่าช้า ไม่ถึงสิบนาทีก็เริ่มเห็นที่หมายอยู่ข้างหน้ารางๆ แต่พอเข้าไปใกล้เรื่อยๆ ก็ปรากฏว่าสถานที่ที่เข้าใจมาตลอดว่าเป็นร้านค้าแท้จริงแล้วคือวัดจีน และเยื้องๆ กันคือโรงเจหลังเล็กๆ มองไกลๆ จะเหมือนกับร้านขายของชำ
สายตาดีเหลือเกินนะพี่ชายฉัน ว่าแต่...ทำไมย่านนี้ถึงได้มีทั้งวัด มีทั้งป่าช้าเต็มรูปแบบเลยล่ะ -_-^
พอเห็นว่าสถานที่ข้างหน้าไม่ใช่ร้านค้าอย่างที่เข้าใจ พี่คริสเตียนจึงหัวเราะแก้เก้อก่อนจะดึงความสนใจไปที่เรื่องอื่นแทน
“อะ...เอ่อ เราลงไปเดินเล่นกันสักหน่อยดีกว่า จู่ๆ พี่ก็นึกอยากทำบุญขึ้นมา แหะๆ”
“(_ _)+”
“ยะ...อย่ามองพี่อย่างนั้นเซ่ คนเรามันก็ต้องมีผิดพลาดกันได้ เอ้า ลงๆ ไปได้แล้ว”
“(_ _)+”
“บอกว่าอย่ามองแบบนี้ไงเล่า!”
พอลงจากรถพี่แกก็เดินดุ่มๆ ไม่หันกลับมาสนใจสักนิด คลาดสายตาแวบเดียวเดินหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ครั้นจะให้ฉันฝ่าวงล้อมผู้มีจิตศรัทธาที่ยืนรอทำบุญอยู่ประเดี๋ยวก็จะตกใจรูปลักษณ์ฉันจนบุญแตกกระเจิงซะหมด ฉันจึงเปลี่ยนทิศตรงไปที่หลังวัด จนลับตาผู้คนพอสมควรจึงหยุดพัก แต่พอสำรวจรอบๆ ดูดีๆ ก็พบว่า...
โฮกกก นี่มันห้องเก็บป้ายชื่อคนตายนี่นา! แถมยังมีโลงไม้ทั้งกลางเก่ากลางใหม่วางเรียงซ้อนกันเต็มไปหมด โอ้ววว รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกเลยให้ตาย!
ทำเป็นบ่นไปงั้น แต่ก็ทรุดตัวลงนั่งบนพื้นข้างๆ คอนโดมิเนียมโลงศพ ด้วยความที่ห้องนี้ปูพื้นกระเบื้องและมีหน้าต่างเปิดอยู่หลายบาน อากาศโดยรอบจึงเย็นสบายเหมาะสำหรับการเอนหลังมาก ไม่ทันไรร่างอันอ่อนระโหยโรยแรงจากการพักผ่อนไม่พอเพราะเหตุการณ์เมื่อคืนก็ทำให้ฉันเอนตัวพิงโลงโดยอัตโนมัติ ก่อนริมฝีปากจะขยับฮัมเพลงอย่างสำราญใจ
“หื่อ ฮื้อ~ เจ้า...คือทายาท...คนต่อปาย~อัยๆๆ”
เอ่อ...จะว่าเป็นเพลงเดียวที่ฉันจำได้ก็ได้นะ ร้องไปพลางกระดิกนิ้วเท้าไปอย่างสบายอุราได้สักพัก เจ้าที่ที่นี่คงจะรำคาญเต็มทนจึงดลบันดาลให้โลงศพที่เรียงซ้อนกันอยู่โค่นครืนลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ครืน~ โครม!
โลงศพที่ตั้งอยู่บนสุดก็ดันร่วงลงมาครอบร่างฉันเสียมิดชนิดไม่ให้ตั้งตัวได้ทันอย่างประจวบเหมาะ โดยไม่กระแทกส่วนต่างๆ ของร่างกายแต่อย่างใด ประหนึ่งเจ้าที่ที่นี่ตั้งใจดลบันดาลอย่างไรอย่างนั้น แต่ก็ช่างเหอะ... ยกโลงบ้าๆ นี่ออกจากตัวก่อนที่จะมีใครมาเห็นดีกว่า
“ฮึบ!”
คิดพลันรวบรวมลมปราณก่อนจะออกแรงดันแผ่นไม้ตรงหน้าให้ยกขึ้น ทั้งๆ ที่มันเกือบจะพ้นตัวฉันอยู่แล้ว ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าของใครบางคนก็ดังขึ้น ทำให้ฉันต้องรีบชักมือกลับ ปล่อยให้โลงนี่ครอบร่างต่อไป
“อ้าว ใครมาเล่นในนี้เนี่ย ให้ตายเถอะ เพิ่งจะเรียงเสร็จไปเมื่อเช้านี้เอง!”
เสียงแหบห้าวดังขึ้นอย่างหัวเสีย ก่อนเสียงฝีเท้าจะดังเข้ามาใกล้ตรงที่ฉันนอนอยู่เรื่อยๆ ฉันพยายามนอนให้นิ่งไม่ไหวติงมากที่สุด เจ้าของเสียงจะได้ไม่รู้ว่าต้นเหตุที่ทำให้โลงคว่ำคือฉันคนนี้ (-_-)/ แต่บรรยากาศภายในโลงมันไม่เอื้ออำนวยให้ฉันดำรงชีวิตอย่างเงียบๆ ต่อได้ เพราะยิ่งอยู่ในนี้นานเท่าไหร่ก็เหมือนใจจะขาดรอนๆ สุดท้ายฉันจึงตัดสินใจที่จะยกโลงนี้ออกอีกครั้ง แต่พอยกมือขึ้นทำท่าจะดันปุ๊บ โลงไม้ที่ครอบอยู่ก็กลับถูกยกออกปั๊บ
ผู้ชายหน้าตี๋ ผมแดงแจ๋ ผิวขาวผ่องแบบหนุ่มเกาหลีมองมาที่ฉันอย่างอึ้งๆ ตาสบตา ใจประสานราวกับต้องมนต์... แต่ดูสีหน้าหมอนี่ที่เริ่มซีดเผือดทีละน้อยแล้ว ท่าจะต้องมนต์ดำมากกว่ามนต์เสน่ห์แฮะ
แต่เดี๋ยว! ฉันว่าฉันจำหมอนี่ได้นะ ถ้าระบบเซลล์สมองไม่ประมวลผลพลาด ก็หมอนี่แหละที่ช่วยฉันออกมาจากป่าช้าเมื่อคืนนี้ ถึงแม้เขาจะดูไม่ค่อยเต็มใจช่วยเท่าไหร่ก็เถอะ แต่ก็ถือว่าเป็นผู้มีพระคุณล่ะ อย่างนี้ต้องขอบคุณเสียหน่อยแล้ว
แต่พอฉันขยับปากขึ้นนิดหนึ่งกะจะเอ่ยขอบคุณ หมอนี่ก็อุทานขึ้นมาทันใด
“อ๊ะ...อ๊ะ...อ๊า!”
“หือ?”
“อ๊า...โอ้ววว! =O=;;”
“อืม...อือฮึ”
บทสนทนาทางสายตากับเสียงอุทานตอบโต้กันไปมาประหนึ่งว่ารู้ความหมายของกันและกัน แต่อันที่จริงแล้วไม่ได้รู้เรื่องเลยสักนิด
หมอนั่นแหกปากร้องลั่นก่อนจะปล่อยมือจากโลงให้มันลงมาครอบฉันเหมือนเดิม
“อ๊ากกก =O=“
ตึง!
โอ๊ยยย! ขอบโลงมันกระแทกข้อเท้าฉันนะ! ปล่อยมาได้ไม่ดูเลยอีตาบ้า!
ด้วยความเจ็บผสมกับความโมโหทำให้ฉันผลักโลงออกจากตัวอย่างแรง ก่อนจะเด้งตัวขึ้นนั่งแล้วหันไปมองคนที่ฝากรอยช้ำไว้ช้าๆ แล้วค่อยๆ คลานเข้าไปหาเนื่องจากเจ็บข้อเท้าจนยืนไม่ไหว
ครืดๆ
ฉันคลานโดยใช้ขาข้างที่ไม่เจ็บดันให้ตัวไถลไปข้างหน้า มือทั้งสองข้างวางแปะบนพื้นเลียนแบบตุ๊กแก ผมยาวมันเยิ้มที่ไร้การสระล้างมาสองวันร่วงลงมาปรกหน้าจนมองทัศนียภาพไม่ชัด แต่ก็พอเห็นได้รางๆ ว่าผู้ชายตรงหน้าถอยหลังกรูดจนไปติดข้างฝาแล้ว
“นาย...ทำฉันเจ็บนะ...”
ครืดๆ
ว่าพลางกระดึ๊บๆ เข้าไปหาอีตาหัวแดงเรื่อยๆ จนถึงปลายเท้าของเขา เขายังคงอ้าปากค้างด้วยความตะลึงก่อนที่ขาทั้งสองข้างจะสั่นพั่บๆ เป็นเจ้าเข้า
“ฉะ...ฉันไม่ได้ทำอะไรเธอเลยนะ! อย่าเข้ามานะเฟ้ย!”
เฮอะ! ทำไมจะไม่ได้ทำ ก็เมื่อกี้นายเป็นคนปล่อยโลงมากระแทกข้อเท้าฉันจนยืนไม่ไหวนี่นา!
“นาย...ทำ...”
“ฉันไม่ได้ทำ!”
ทั้งๆ ที่ฉันยืนยันว่าเขาเป็นคนทำให้ฉันเป็นแบบนี้ หมอนี่ก็ยังคงปฏิเสธเสียงแข็งพลางทำท่าจะหนี แต่ฉันไม่ยอมให้นายหนีไปไหนได้หรอกย่ะ
หมับ!
ฉันเอื้อมมือไปจับข้อเท้าเขาแล้วยึดไว้แน่นทันที นายหัวแดงที่ก้าวขาหนีไปได้ข้างหนึ่งชะงักหันกลับมามองด้วยสีหน้าที่ยากเกินบรรยาย ประมาณว่า...กลัวหรือวิงวอนขอชีวิตก็ไม่รู้ กระนั้นฉันก็ไม่ยอมปล่อย พลางไถตัวเอาหน้าเข้าไปแนบหน้าแข้งที่มีสาหร่ายยุ่บยั่บอย่างแนบชิดสนิทสนมยิ่งกว่ากาวตราช้าง
“อ๊ะ! ปล่อยนะโว้ย!”
นายหัวแดงสะบัดขาข้างที่มีฉันเกาะแน่นราวกับปรสิตไปมาจนหัวฉันโยกไปตามแรงของเขา
“นะ...นาย...ทามช้านนน”
ด้วยความที่ฉันไม่ได้อยู่นิ่งๆ ทำให้น้ำเสียงสั่นคลอนไปตามการเคลื่อนไหว แต่ฉันก็ยังคงเรียกร้องอธิปไตยให้ตัวเองเต็มที่
“ก็บอกว่าไม่ได้ทำไง!”
ผัวะ!
จู่ๆ ฉันก็รู้สึกถึงแรงมหาศาลกระแทกเข้ามาที่จมูกอย่างจัง ความเจ็บปวดอีกระลอกทำให้ฉันต้องคลายมือจากขาของผู้ชายตรงหน้ามาคลำจมูกตัวเอง ก่อนจะสัมผัสได้ถึงของเหลวสีแดงที่ไหลซึมออกมาจากโพรงจมูกแล้วทะลักออกมาท่วมมือ
แหมะ
เลือดสีแดงข้นหยดแหมะลงบนพื้นมากมายราวกับเขื่อนแตก มะ...เมื่อกี้...หมอนี่เตะฉัน! เลือดกำเดาพุ่งเป็นน้ำตกไนแองการาเลย บ้าเอ๊ย!
ฉันโมโหยิ่งกว่าเดิม สะบัดมือออกจากการประคบจมูกเด้งผลุงขึ้นโดยลืมความเจ็บที่ข้อเท้าไปสิ้น แล้วเหลือบตามองคนตรงหน้าที่ผงะไปด้วยความอาฆาตเหลือคณา ก่อนจะยื่นมือไปข้างหน้าเตรียมจะบีบคอขาวเนียนของชายที่อยู่ตรงหน้าเต็มที่
“นาย...ทำฉัน...”
“มะ...ไม่ได้ตั้งใจ... T^T” เขาว่าพลางโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน
ตอนนี้ฉันไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ใจมันประสงค์อยากจะลงทัณฑ์หมอนี่ให้ไปปรโลกยิ่งนัก ลืมไปหมดแล้ว บุญคงบุญคุณอะไร! ไม่มี้!
“นายทำฉัน...นาย...ทำ...ฉัน!”
พอฉันขึ้นเสียงใส่อย่างเหลืออด ตาหัวแดงนี่ก็ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นทันที ก่อนจะพนมมือไหว้ฉันปลกๆ
“ฮือๆ อยากได้อะไรจะทำบุญไปให้ อย่าจองเวรจองกรรมกันเลย TOT”
“หึ...” ฉันแสยะยิ้มออกมากับคำพูดวิงวอนที่น่าสมเพชของหมอนี่ สติสัมปชัญญะเลือนหายไปและไม่รีรอที่จะพุ่งเข้าไปบีบลำคอขาวๆ ของเขา แต่อีตาหัวแดงกลับคืนสติได้ทัน เขาเอี้ยวตัวหลบฝ่ามืออรหันต์แล้วรีบดันตัวขึ้นยืนและ...
“บอกว่าจะทำบุญไปให้ไงเล่า!”
พลั่ก!
“อั้ก!”
...ยกขาถีบเข้าที่ท้องฉันอย่างสวยงาม
“ฮือๆ แล้วจะทำบุญไปให้นะ”
สิ้นเสียงก็เห็นหลังไวๆ ของหมอนั่นวิ่งหายไปกับสายลม
ฮึ่ย~ สาบานเลยว่าฉันจะไม่ยกโทษให้นายแน่ กลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะอีตาบ้า!
สรุปแล้วฉันต้องกลับมาหาพี่คริสเตียนที่กำลังทำบุญบริจาคโลงศพในสภาพดุจผีสาวอาฆาตวิญญาณหลอน ทำเอาคนทั้งวัดกรีดร้องอย่างพร้อมเพรียง แม้แต่พี่คริสเตียนเองก็ยังผงะไป ก่อนจะรีบเข้ามาหาเมื่อตระหนักได้ว่านี่คือน้องสาวแท้ๆ ของตัวเอง -_-
“โอ๊ย พี่ตกใจหมด ไปทำอีท่าไหนล่ะเนี่ย เลือดกำเดาถึงได้พุ่งเป็นน้ำตกแบบนี้” พี่คริสเตียนถามหลังจากกลับมาถึงห้องพัก
“อยากรู้มากมะ...”
น้ำเสียงไม่สบอารมณ์ของฉันทำให้พี่คริสเตียนเลิกตอแยทันใด ก่อนจะสั่งโน่นนี่อีกชุดใหญ่
“เอ่อ...งั้นช่างเถอะ พี่ไปก่อนนะ ทีมงานมารอกันหมดแล้ว มีอะไรบอกป้ากิมได้เลยนะ ส่วนเรื่องโรงเรียนพี่จัดการให้แล้ว พรุ่งนี้ก็เริ่มไปเรียนได้เลย ดูแลตัวเองดีๆ ละกัน”
“...อือ”
พี่คริสเตียนโบกมือลาก่อนจะลากกระเป๋าออกไป โดยไม่ลืมกำชับป้ากิมซึ่งเป็นเจ้าของหอพักให้ดูแลเรื่องโรงเรียนให้ฉัน พูดง่ายๆ คือพี่คริสเตียนจ้างป้ากิมมาเป็นผู้ปกครองชั่วคราวของฉันน่ะ





