แต่ในสายตาของคนนอกกลับมองว่า ฮองเฮาองค์ปัจจุบันดูเมตตาราวกับพระโพธิสัตว์ ขนาดพี่สาวของตนเองทำให้แคว้นเซิ่งถังต้องประสบปัญหา แต่นางก็ยังยากที่จะทำใจได้ ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาเป็นสายเลยทีเดียว
แต่ใครจะรู้เล่าว่า เบื้องหลังความเมตตานั้น จิตใจของนางช่างชั่วร้ายเพียงใด?
“ข้ารู้ว่าท่านพี่คงอยากจะถามว่า เหตุใดองค์ชายใหญ่ถึงต้องทำเช่นนี้กับท่านด้วย อันที่จริงมันง่ายมากเลยเจ้าค่ะ เพราะองค์ชายใหญ่ได้ตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตร่วมกับข้าไปตลอดทั้งชีวิตมานานมากแล้ว แม้แต่ตอนนั้นที่ข้ากับท่านพี่แต่งงานเข้าไปในแคว้นเป่ยเหลียงด้วยกัน ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นแผนการขององค์ชายใหญ่ทั้งสิ้น เขาทำไปเพื่อให้ข้าได้เหยียบย่ำท่านพี่ แล้วองค์ชายใหญ่ก็จะได้รับความไว้วางใจจากแคว้นเป่ยเหลียงด้วยอย่างไรเล่า”
เมื่อเห็นว่าซูเฉิงอิ้งตัวสั่นมากขึ้นเรื่อยๆ ซูเจินเจินก็ยิ้มออกมาอย่างสะใจมากยิ่งขึ้น
“ท่านพี่ ข้ารู้นะว่าท่านรักข้าและยอมข้ามาตั้งแต่เด็ก และข้าเองก็รู้เช่นกันว่าท่านพี่รักเดียวใจเดียวกับองค์ชายใหญ่และเชื่อฟังคำสั่งของเขาเสมอมา ดังนั้นในครั้งนี้ หากพวกเราจะต้องการชีวิตของท่านพี่ ท่านพี่ก็คงจะไม่ปฏิเสธใช่ไหมล่ะเจ้าคะ……”
“ท่านพี่ หากสามีขี้โรคผู้นั้นของท่านยังมีชีวิตอยู่ บางทีท่านอาจจะมีอายุที่ยืนยาวกว่านี้อีกสักหน่อย ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก…… ตอนนี้ท่านพี่คงทำได้เพียงตายตามไปอยู่กับเขาแล้วล่ะ”
ที่แท้เรื่องทุกอย่างก็คือแผนการนี่เอง
ทั้งคำปฏิญาณแห่งรัก ทั้งความรักของพี่น้อง……
มันช่างเศร้า!
น่าขัน!
แล้วก็น่าเกลียดชังสิ้นดี!
จู่ๆ ซูเฉิงอิ้งก็เงยหน้าขึ้นมองไปที่จักรพรรดิองค์ใหม่ ในอดีตเขาก็แค่บุคคลน่าสมเพสคนหนึ่งที่ถูกกลุ่มองค์ชายวางแผนขับไล่เท่านั้น……
จักรพรรดิองค์ใหม่สัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาของซูเฉิงอิ้ง แต่ใบหน้าที่เย็นชานั้นกลับไร้ซึ่งความปรานีใดๆ ถึงขั้นที่ว่าพอเห็นสภาพที่ดูน่าเวทนาของซูเฉิงอิ้ง ดวงตาสีดำขลับของเขายังแสดงอาการรังเกียจออกมาอย่างเปิดเผยอีกด้วย
ทว่า!
ทันใดนั้น ซูเฉิงอิ้งก็ยิ้มกว้างออกมา
ด้ายป่านที่เย็บริมฝีปากของนางก็ค่อยๆ ถูกดึงออกทีละนิด ทำให้มีเลือดไหลออกมาจากมุมปาก แม้แต่ฟันก็เปื้อนสีแดงเต็มไปหมด
ฉากนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้สีหน้าของจักรพรรดิองค์ใหม่ดูหวาดกลัวเท่านั้น แต่แม้แต่ซูเจินเจินก็ยังหวาดกลัวไปด้วยเช่นกัน นางถึงกับทรุดตัวลงไปนั่งที่พื้นอย่างไม่สนใจเรื่องศักดิ์ศรีและมารยาทอะไรอีกแล้ว
ซูเฉิงอิ้งจ้องมองไปที่คู่รักชายโฉดหญิงชั่วอยู่อย่างนั้น แม้ว่าเสียงของนางจะแหบแห้งเพราะถูกวางยาพิษก็ตาม แต่นางก็ยังอ้าปากพูดออกมาทีละคำอย่างไม่มีเสียงว่า “ถ้าชาติหน้ามีจริง ข้าจะถือมีดรอพวกเจ้า”
ซูเจินเจินถึงกับตกใจจนสติหลุดอยู่ตรงนั้น นางไม่คาดคิดเลยว่าซูเฉิงอิ้งที่เป็นคนพูดง่ายมาโดยตลอด จะกลายเป็นคนแกร่งกร้าวขนาดนี้ได้!
จักรพรรดิองค์ใหม่เข้าใจสิ่งที่นางพูดอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะดวงตาสีดำขลับที่แม้แต่เลือดก็ไม่อาจทำให้มันหม่นหมองลงได้ของนาง มันเหมือนกับเป็นมีดที่แทงเข้ามาที่ตัวของเขาไม่มีผิด!
“ประ ประ……” องค์ชายใหญ่รู้สึกวิตกกังวลมากจนเสียงสั่นเครือไปหมดแล้ว
เมื่อมีดถูกยกขึ้น หัวก็ร่วงลง
ฮ่องเต้และฮองเฮารีบขึ้นรถม้าและออกไปอย่างรวดเร็ว ส่วนบรรดาประชาชนก็แยกย้ายกันไป
เวลานี้มีหลวงจีนรูปหนึ่งเดินเข้ามา แล้วก็นำร่างของซูเฉิงอิ้งมาประกอบเข้าด้วยกันและพันไว้ที่แผ่นหลัง จากนั้นเขาก็เดินไปทางประตูเมืองและพูดว่า “ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ อาตมาเคยติดหนี้บุญคุณเขาเอาไว้ อาตมาไม่คาดคิดเลยว่าจะต้องมาชดใช้หนี้บุญคุณกับโยมเช่นนี้ จงตามอาตมาไปอย่างสงบสุขเถิด อาตมาจะพาโยมไปส่งให้เขาเอง ถือเสียว่าให้โยมได้มีครอบครัวหลังความตายก็แล้วกัน……”
ครึ่งปีต่อมา ณ แคว้นเป่ยเหลียง
ที่บ้านพักส่วนตัวบนยอดเขา
จือสวี่กำลังมองดูหลวงจีนเอาร่างของซูเฉิงอิ้งวางลงบนพื้น แววตาดูต่อต้านอย่างยิ่ง “นางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในการแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีเท่านั้น เหตุใดต้องเอามาฝังไว้ข้างๆ คุณชายของข้าด้วยเล่า?”
หลวงจีนตอบกลับไปว่า “นี่คือสิ่งที่คุณชายไป๋เยว่ฝากฝังเอาไว้ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต”
จือสวี่หันกลับมาอย่างตื่นตกใจ แล้วก็มองไปที่หลุมศพที่โดดเดี่ยวข้างหลัง
หรือว่าคุณชายจะรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่า หากซูเฉิงอิ้งกลับมาที่แคว้นเซิ่งถังจะต้องตายสถานเดียว?
แต่ถ้าหากในใจของคุณชายมีซูเฉิงอิ้งอยู่จริง เหตุใดถึงได้ปล่อยให้นางกลับมาตายเช่นนี้เล่า?
หลวงจีนประนมมือทั้งสองข้าง ดวงตาเขาดูเมตตาอย่างยิ่ง “การเกิดและดับของโชคชะตาเป็นพระประสงค์ของพระพุทธองค์ ความลึกล้ำของโชคชะตาก็คือโชคชะตา ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่เกิดจากโชคชะตาทั้งสิ้น…… ท้ายที่สุดแล้ว คุณชายไป๋เยว่ก็คือผู้ที่มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน……”





