ที่แคว้นเป่ยเหลียงเดือนกันยายน อากาศร้อนจนแทบทนไม่ไหว
วันนี้เป็นวันมงคลที่องค์หญิงแห่งแคว้นเซิ่งถังจะเดินทางมาที่แคว้นเป่ยเหลียงเพื่อแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรี แต่เวลานี้ประตูจวนเฟิ่งกั๋วกงแห่งแคว้นเป่ยเหลียงกลับปิดสนิทอยู่ ไม่เห็นมีวี่แววของการจัดงานแต่งงานเลยสักนิด
บนท้องถนน ประชาชนทุกคนของแคว้นเป่ยเหลียงต่างก็ออกมาดูและพากันหัวเราะเยาะเย้ยกันยกใหญ่
“อย่างไรนางก็เป็นถึงองค์หญิง การปล่อยให้นางตากแดดตากลมเช่นนี้ คงไม่ดีเท่าไหร่กระมัง?”
“องค์หญิงแห่งแคว้นเซิ่งถังผู้นี้ไม่ได้มีสายเลือดของราชวงศ์เสียหน่อย ก็แค่องค์หญิงไร้ค่าผู้หนึ่งที่จักรพรรดิแห่งแคว้นเซิ่งถังแต่งตั้งขึ้นมาชั่วคราว เพื่อส่งมาแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรีเท่านั้นเอง”
“ข้าได้ยินมาว่า ความจริงแล้วองค์หญิงผู้นี้ต้องโทษอยู่ แต่เป็นเพราะนางกลัวความตายจึงเสนอตัวมาแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี ข้ายังได้ยินมาอีกด้วยนะว่า วันนี้เป็นวันที่ครอบครัวของนางถูกประหารตัดหัว แต่นางกลับสวมชุดสีแดงได้อย่างไม่ละอาย……”
ซูเฉิงอิ้งที่นั่งอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาวได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังมาจากรอบตัวอย่างต่อเนื่อง นางค่อยๆ ยกมือขึ้นมาลูบคอที่ยังอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์ของนางอย่างช้าๆ ปลายนิ้วเย็นๆ นั้นสั่นอย่างรุนแรง
นับตั้งแต่ที่ถูกตัดหัวไปวันนั้น พอลืมตาขึ้นมาซูเฉิงอิ้งก็มาอยู่ที่นี่แล้ว
เท่าที่จำความได้ ในช่วงชีวิตที่แสนสั้นนั้นนางเคยสวมเสื้อผ้าสีแดงเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
เวลานี้ ลูกชายของตระกูลซูได้ละเมิดกฎทหาร ซึ่งก่อนที่จะถูกตัดหัว ปู่และพ่อแม่ของเขาได้ทำการเอาหัวกระแทกลงไปกับพื้นกรวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยอมปล่อยให้หัวแตกจนมีเลือดออกมา เพราะอยากที่จะช่วยชีวิตของนางและน้องสาวของนางเอาไว้
เพื่อแสดงความเมตตาต่อประชาชน จักรพรรดิได้ทรงอภัยโทษให้แก่ซูเฉิงอิ้งและซูเจินเจินให้รอดพ้นจากความตาย
แต่ถึงจะรอดพ้นจากโทษประหารแล้ว แต่ก็ยากที่จะรอดพ้นจากความผิดที่กระทำเอาไว้ได้
ซึ่งบังเอิญว่าในเวลานี้ทูตจากแคว้นเป่ยเหลียงได้มาขอแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีพอดี
ปัจจุบันนี้แต่ละแคว้นล้วนแล้วแต่กำลังทำสงครามกันอยู่ตลอด ส่วนแคว้นเป่ยเหลียงกับแคว้นเซิ่งถังแค่ทำสงครามกันตบตาเท่านั้น ด้วยความที่จักรพรรดิก็ไม่สามารถทำใจให้บุตรสาวของตนเองแต่งงานออกไปได้ เขาจึงต้องแต่งตั้งซูเฉิงอิ้งเป็นองค์หญิงจ้าวเหอ แล้วก็ให้ซูเจินเจินไปเป็นสินสมรสติดตัวนางไปด้วย
“อาอิ้ง ถึงแม้ว่าเจ้าจะรอดชีวิตจากแคว้นเซิ่งถังมาได้ แต่เจ้าคงกลับไปลืมตาอ้าปากอีกครั้งได้ยากแล้วล่ะ สู้เจ้าไปเก็บตัวอยู่ที่แคว้นเป่ยเหลียงก่อนจะดีกว่า……”
“อาอิ้ง ข้าจะรับตัวเจ้ากลับมาแน่นอน ต่อให้เจ้าจะแต่งงานไปแล้วก็ไม่สำคัญหรอก หากข้าได้ขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าจะต้องได้เป็นฮอง……”
“อาอิ้ง รอข้าก่อนนะ……”
ถ้อยคำหวานๆ ขององค์ชายใหญ่ยังคงดังกึกก้องอยู่ในหูไปนานแสนนานและไม่จางหายไป
ในอดีต ซูเฉิงอิ้งต้องอาศัยอยู่ในแคว้นเป่ยเหลียงด้วยความยากลำบากและอัปยศอดสู นางได้แต่หวังว่าจะได้กลับมาพบกับคนรักโดยเร็วที่สุด
ตอนนี้พอซูเฉิงอิ้งนึกถึงเรื่องพวกนี้ นางก็อยากจะอาเจียนออกมาเสียจริง
นางหน้ามืดตามัวไปหมด นางมองไม่ออกได้อย่างไรว่า ชายผู้นั้นเป็นสัตว์ร้ายในร่างมนุษย์!
“ท่านพี่……”
ด้านนอกเกี้ยวมีเสียงที่คุ้นเคยเรียกนางขึ้นมา
เป็นเสียงของซูเจินเจินนั่นเอง!
เมื่อนึกถึงใบหน้าที่โหดเหี้ยมและความร้ายกาจของซูเจินเจินในชาติที่แล้ว มือทั้งสองข้างของซูเฉิงอิ้งก็กำหมัดแน่นจนข้อต่อเปลี่ยนเป็นสีขาวไปเลยทีเดียว หัวใจของนางเต้นแรงราวกับจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว
นอกจากความเกลียดชังแล้ว……
ก็มีแต่ความเกลียดชังเท่านั้น!
โชคดีที่ตอนนี้ซูเจินเจินยังไม่ได้เป็นฮองเฮา
หากนางหนักแน่นพอ ทุกอย่างก็สามารถที่จะเริ่มต้นใหม่ได้
ซูเฉิงอิ้งสูดหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง ดวงตาที่เร่าร้อนของนางเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาทันที นางเอื้อมมือไปยกม่านในเกี้ยวขึ้น แล้วก็มองไปที่ใบหน้าของซูเจินเจิน
ใบหน้านางดูใสและเรียบเนียน ดูงดงามไปเสียหมด เรียกได้ว่าเป็นดอกบัวที่โผล่พ้นน้ำได้เลย
ตอนที่พวกนางสบตากัน ใบหน้าเล็กๆ ที่โศกเศร้าของซูเจินเจินก็บึ้งตึง นางพูดออกมาอย่างน่าสงสารว่า “ท่านพี่ พวกเรารออยู่ที่นี่มาตั้งสองชั่วยามแล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นจวนกั๋วกงแห่งแคว้นเป่ยเหลียงก็ตาม แต่ก็จะรังแกกันมากเกินไปแล้วนะเจ้าคะ……”
หลังจากซูเจินเจินพูดจบ ร่างกายของนางก็เริ่มโอนเอนไปมา ราวกับว่านางกำลังจะล้มลงไปอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมองยังไงก็ดูเหมือนนางจะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของที่นี่ได้
เซ่อเยียนที่ยืนอยู่ข้างเกี้ยวขมวดคิ้ว ทุกครั้งคุณหนูรองมักจะเป็นเช่นนี้ตลอดเลย เห็นๆ อยู่ว่าตัวนางเองไม่สามารถรับมือได้ แต่นางก็ยังไปยั่วยุให้คุณหนูของนางออกหน้าให้เสียอย่างนั้น





