1
ดวงตาคู่นั้น
ปี 1997
ภาพขาวดำของบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ในชุดนายทหารยศพันเอกแห่งกองทัพของสหราชอาณาจักร ที่ติดอยู่ด้านหน้าทางเข้างานนิทรรศการประวัติศาสตร์ของโรงแรมนั้นดูสะดุดตา จนทำให้บัวบุษบาอดหันกลับไปมองไม่ได้ ดวงตาคู่น้อยของหญิงสาวมองภาพนั้นราวกับต้องมนตร์ คนในภาพช่างดูคุ้นตาเหลือเกิน เหมือนกับว่าเธอเคยเห็นเขามานานแสนนาน และเธอรู้สึกได้ว่าคนในภาพนั้นก็กำลังจ้องมองเธออยู่ ดวงตาของเขามีอะไรบางอย่างที่สะกดเธอไว้
“เบล มองอะไรอยู่” เสียงหวานที่ดังขึ้นทางด้านหลังทำให้เจ้าของชื่อละสายตาจากภาพ หันกลับมามองคนที่เอ่ยถาม
“มองคนในภาพอยู่ ผู้ชายคนนี้เป็นใครเหรอ” เสียงหวานของหญิงสาววัยยี่สิบห้าปีถามเพื่อนสนิทอย่างสงสัย
“ไม่แน่ใจ แต่ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของโรงแรม อืม เหมือนว่าเป็นผู้ก่อตั้งโรงแรมนี้ที่อังกฤษ แต่ต่อมาทายาทรุ่นปัจจุบันขยายสาขาไปหลายที่ หนึ่งในนั้นคือเมืองไทยของเรา แต่น่าเสียดาย ตายตอนอายุสี่สิบเองมั้ง” สายน้ำบอกอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่นัก
“เหรอ” บัวบุษบาพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะหันกลับมามองภาพของบุรุษผู้นั้นอีกครั้งและไม่ยอมละสายตาไปจากภาพตรงหน้าแต่อย่างใด
“ทำไม ชอบเขาเหรอ” คนเป็นเพื่อนถามล้อๆ เมื่อเห็นว่าเพื่อนรักยังคงมองภาพนั้นไม่ละสายตา
“ไม่รู้สิ เหมือนว่าเคยเจอเขาที่ไหนมาก่อน แต่ก็ไม่รู้ว่าที่ไหน”
บัวบุษบาบอกด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เหมือนไม่ใส่ใจ แต่ทว่าเธอรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เธอรู้สึกว่าเคยเจอคนในภาพนี้ที่ไหนสักแห่ง
“เฮ้ย จะไปเคยเจอเขาได้ที่ไหนล่ะ เขาเป็นคนอังกฤษแต่แกเป็นคนไทยและไม่เคยไปเมืองนอกเลยนี่นา” สายน้ำบอกอย่างอารมณ์ดี
“ก็จริง” หญิงสาวหันมาตอบเพื่อน ก่อนจะหันไปมองภาพนั้นอีกครั้งและคิดตามที่เพื่อนพูด
“ไปกันเถอะ เข้าไปด้านในของงานได้แล้ว” สายน้ำบอกเพื่อนอย่างรีบร้อน
“ไปสิ ว่าแต่นึกยังไงพาฉันมางานนี้ ปกติแกไม่ชอบนิทรรศการพวกนี้ไม่ใช่เหรอ” บัวบุษบาถามอย่างแปลกใจที่อยู่ๆ สายน้ำก็ชวนเธอมางานเปิดตัวนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของโรงแรมแกรนด์
“ฉันก็ไม่ได้อยากมาหรอก แต่งานนี้เป็นงานที่แฟนฉันเป็นโต้โผใหญ่ แกก็รู้” สายน้ำบอกอย่างขัดใจ
“แล้วนึกยังไงมาชวนฉันยะ” บัวบุษบาถามทั้งที่รู้เหตุผล
“ถ้าไม่ชวนแกแล้วจะชวนใคร แกชอบอะไรเก่าๆ นี่นา ฉันเลยคิดว่าแกน่าจะชอบ” สายน้ำตอบเพื่อนอย่างขอไปที
“อย่างนั้นเหรอ แต่ก็จริง อีกอย่างถ้าฉันไม่มาแกต้องงอนแน่ๆ” บัวบุษบาบอกเพื่อนเรียบๆ
“เอาน่า มันก็เป็นนิทรรศการโชว์ภาพถ่ายเก่าๆ และข้าวของเครื่องใช้เก่าๆ อย่างที่แกชอบนั่นแหละ รับรองว่าแกจะไม่ผิดหวัง” สายน้ำตอบพร้อมทั้งจูงมือเพื่อนสนิทให้เดินตามเร็วๆ
บัวบุษบามองเพื่อนสนิทยิ้มๆ ขณะเดินตามไปเร็วๆ ตามแรงดึงของสายน้ำ
บัวบุษบายืนมองภาพถ่ายของบุรุษคนเดียวกับภาพใหญ่ด้านหน้าทางเข้างานอย่างสนใจ แต่ทว่าภาพนี้มีท่าทางที่ต่างกันออกไป การแต่งตัวของคนในภาพอยู่ในชุดทักซิโด้ และมันถูกวางอยู่บนโต๊ะที่ใช้ในการจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ในสมัยเมื่อเกือบร้อยปีที่ผ่านมา
ใบหน้าและดวงตาของคนในภาพช่างคุ้นตาเหลือเกิน แต่ไม่ว่าบัวบุษบาจะพยายามนึกแค่ไหน ก็นึกไม่ออกว่าเธอเคยเห็นใบหน้าและดวงตาคู่นี้ที่ไหนมาก่อน
“ท่าทางแกจะชอบคนในภาพนี้นะเบล” สายน้ำถามขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนรักมองภาพตรงหน้าเป็นเวลานาน
“ฉันคิดว่าฉันเคยเจอเขาจริงๆ นะ รู้สึกคุ้นๆ ยังไงไม่รู้เหมือนกัน” บัวบุษบาพูดขึ้นเบาๆ อะไรบางอย่างบอกเธอว่าเธอเคยเจอเจ้าของภาพนี้มาแล้ว
“ได้ยินมาว่าถ้านับตามบรรดาศักดิ์แล้วเขาเป็นท่านเอิร์ลเชียวนะ” สายน้ำบอกเพื่อน ก่อนจะหันมาเรียกคนรักของเธอที่กำลังเดินมาทางนี้พอดี
“พี่ชายคะ พี่ชาย” สายน้ำเรียกคนรักยิ้มๆ ไม่นานบุรุษร่างสันทัดก็เดินเข้ามาหาเธอ
“เรียกพี่มีอะไรหรือเปล่าน้ำ” ชาติชายถามคนรักอย่างคนใจดี
“พี่ชายรู้จักประวัติของคนในภาพไหมคะ” สายน้ำถามทันที
“รู้ว่าเป็นคนที่ก่อตั้งโรงแรมนี้ขึ้นมา และพอท่านเสีย ญาติสนิทของท่านก็รับช่วงบริหารต่อพร้อมทั้งทำให้มันมีชื่อเสียง ถ้ายังนับบรรดาศักดิ์ที่สืบทอดต่อกันมา ท่านมีตำแหน่งเป็นเอิร์ล พี่ก็พอจะทราบเรื่องของเขาแค่นี้ แต่ถ้าจะให้รู้จักมักคุ้นถึงขั้นเคยคุยกันนี่ไม่ใช่ เพราะเขาตายก่อนที่พี่จะเกิด” เขาบอกคนรักด้วยท่าทางกวนๆ
“พี่ชายอย่ากวนสิคะ” สายน้ำต่อว่าคนรักแต่ก็ไม่จริงจังนัก
“ถามทำไมเหรอ”
“น้ำว่าเพื่อนน้ำท่าทางจะชอบเขา” สายน้ำพูดด้วยน้ำเสียงล้อเลียน
“จริงเหรอเบล ตาถึงนะนี่ รู้ไหมเขาเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงสมัยนั้นกรี๊ดกร๊าดมากเลยนะ เพราะ ดาร์ก ทอล แฮนซั่ม หล่อรวยนิสัยดีครบสูตร” ชาติชายบอก
“เหรอคะ” บัวบุษบาพยักหน้ารับรู้เงียบๆ สายตายังคงมองที่ภาพนั้นอยู่
“ใช่ เรียกได้ว่าเป็นชายในฝันของผู้หญิงเลยทีเดียว แต่น่าเสียดายนะ เขาอายุสั้นไปหน่อย สี่สิบเองมั้งตอนที่เขาเสีย นี่ถ้าอยู่ในช่วงสมัยวิกเตอเรีย เขาคงเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงยุคนั้นจ้องจะจับแน่ๆ มีตำแหน่งติดตัวเสียด้วย แต่หลังๆ มาในช่วงยุคสมัยของเขาดูเหมือนว่าตำแหน่งพวกนี้ไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าไหร่เมื่อเทียบกับความมั่งมีของคน ตัวของท่านเองก็ไม่เคยใช้ชื่อตำแหน่งต่อท้ายเสียด้วย” ชาติชายบอกตามความคิดของเขา
“พี่ชายท่าทางจะรู้ประวัติเขาดีนะคะ” บัวบุษบาเอ่ยถามอย่างสนใจ
“เขาเป็นผู้ก่อตั้งโรงแรมนี่จ๊ะ แล้วโรงแรมนี้ก็เป็นสาขาของเขา” ชาติชายบอกกับเพื่อนสนิทของคนรักอย่างไม่ปิดบัง
“พี่ชายน่ะเขาศึกษาประวัติโรงแรมนี้เสียจนจะกลายเป็นแฟนพันธุ์แท้อยู่แล้ว” สายน้ำบอกเพื่อนอย่างติดตลก
บัวบุษบามองเพื่อนรักแล้วยิ้มหลังจากฟังเพื่อนพูดจบ
“หิวกันหรือยังสาวๆ พี่ว่าเราไปหาอะไรทานกันดีกว่านะ”
ชาติชายเอ่ยชวน
“หิวค่ะ น้ำหิวมาก ส่วนเบล น้ำก็ว่าต้องหิวเหมือนกัน” สายน้ำบอกเสร็จสรรพ ชาติชายยิ้มเมื่อได้ยินคนรักพูดแบบนั้น
“เราไปหาอะไรทานกัน มื้อนี้พี่เลี้ยงเอง” ชายหนุ่มบอกพร้อมทั้งเดินนำหน้าสองสาว สายน้ำเดินตามคนรักไปอย่างรวดเร็ว
บัวบุษบามองเพื่อนรักยิ้มๆ ก่อนจะเดินตามทั้งคู่ไป แต่สักพักก็หยุดหันกลับไปมองภาพถ่ายที่เธอเห็นครั้งแรก ทำไมเธอถึงอยากจะร้องไห้เมื่อเห็นภาพนี้ ความรู้สึกบางอย่างบอกว่าเธอรู้จักเขาเป็นอย่างดี แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อเธอไม่เคยพบเขามาก่อนเลย และที่สำคัญ เขาเสียชีวิตก่อนที่เธอจะเกิดนานแสนนานด้วยซ้ำ
“เบล เบล...เร็วเข้า” เสียงเรียกนั้นทำให้เธอละสายตาจากคนในภาพ ก่อนจะเดินตามเพื่อนสนิทไปอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเธอหันกลับมามองภาพนั้นอีกครั้ง ก็จะเห็นว่าดวงตาของคนในภาพดูหม่นลงไปกว่าเดิม
ทะนงยิ้มให้กับร่างบอบบางของลูกสาวที่เพิ่งเดินเข้ามาในบ้าน บัวบุษบาตรงเข้าไปหอมแก้มบิดาเหมือนทุกครั้งที่ทำเวลากลับมาถึงบ้าน
“นิทรรศการสนุกไหมลูก” ทะนงถามลูกสาวอย่างสนใจ
“ก็ดีค่ะ พ่อคะ พ่อเคยรู้สึกเหมือนว่ารู้จักใครคนหนึ่งมาก่อนไหมคะ รู้สึกว่าคุ้นเคยทั้งๆ ที่ไม่เคยเจอเขามาก่อนเลยสักครั้ง” บัวบุษบาถามอย่างอยากรู้
“ความรู้สึกแบบนั้นพ่อไม่เคยมีนะ แต่เพื่อนพ่อบางคนเขาก็บอกว่าเคยเป็นตอนที่พบกับภรรยาพวกเขา แต่ก็อย่างว่า พ่อคิดว่าพวกนั้นคงเวอร์” ทะนงบอกอย่างไม่ใส่ใจ
“อย่างนั้นเหรอคะ”
“ใช่ ว่าแต่ลูกถามทำไมเหรอ หรือว่าไปรู้สึกแบบนั้นกับใครที่ไหนเข้า” ทะนงถามอย่างสนใจ เพราะเขาไม่เคยได้ยินบัวบุษบาถามอะไรแบบนี้มาก่อน
“เปล่าค่ะ ถามไปอย่างนั้น ว่าแต่แม่ไปไหนหรือคะ” หญิงสาวถามเมื่อไม่เห็นมารดา
“แม่ขึ้นข้างบนแล้วจ้ะ พ่อรอลูกกลับมาก่อน”
“แล้วน้องล่ะคะ”
“น้องติดประชุมที่ทำงานคงกลับค่ำ พ่อว่าเบลขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าดีกว่านะลูก” ทะนงบอกลูกสาวคนโตเพราะตอนนี้ดึกมากแล้ว
“ค่ะ พ่อเองก็ขึ้นได้แล้วนะคะ” บัวบุษบาบอกพ่อของเธอพร้อมทั้งลุกขึ้น ก่อนจะดึงทะนงให้ลุกตาม
“จ้ะ เราไปพร้อมกันเลยดีกว่านะ” คนเป็นพ่อบอก ก่อนจะเดินโอบไหล่ลูกสาวขึ้นไปชั้นสองของบ้านด้วยท่าทางสบายใจ
บัวบุษบานั่งมองหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างตั้งอกตั้งใจพร้อมทั้งทำการเก็บข้อมูลที่ได้มานั้นไว้อย่างรวดเร็ว เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องอยากรู้เรื่องของเขานัก แต่ดวงตาของผู้ชายที่เธอเห็นในภาพมันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เธออยากรู้เรื่องราวของเขามากขึ้นกว่าที่ได้ฟังมา แต่ข้อมูลที่ได้มีไม่มากนัก สิ่งที่เธอพบมีเพียงประวัติคร่าวๆ เท่านั้น นอกนั้นก็เป็นพวกภาพวาดสีน้ำมันและภาพถ่ายของเขาอีกสามสี่ภาพ หญิงสาวนั่งมองภาพที่ปรากฏตรงหน้าจอคอมพิวเตอร์ ก่อนจะยิ้มให้คนในภาพอย่างเผลอตัว
“คุณกับฉันเคยรู้จักกันมาก่อนใช่ไหมคะ” หญิงสาวถามขึ้นเบาๆ กับภาพที่ปรากฏตรงหน้าจอคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะตรงหน้า
“แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง คุณตายก่อนที่ฉันจะเกิดเสียอีก แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกคุ้นเคยกับคุณจัง” หญิงสาวยังคงบ่นพึมพำคนเดียว
สายน้ำมองเพื่อนรักอย่างแปลกใจเมื่อเห็นหนังสือที่เพื่อนสั่งซื้อ ในขณะที่บัวบุษบามองหนังสือเล่มหนาอย่างพอใจในสภาพของมัน เพราะมันไม่เก่าอย่างที่คิดไว้
“เบล แกสั่งหนังสือเล่มนี้มาทำไม อย่าบอกนะว่าปลื้มเขาจนต้องเก็บสะสมของที่เกี่ยวกับเขาน่ะ”
สายน้ำถามเพื่อนล้อๆ เมื่อเห็นหนังสือที่เพื่อนสั่งซื้อ เป็นหนังสือเกี่ยวกับบุคคลสำคัญในอังกฤษ ซึ่งบุคคลหนึ่งที่มีชื่ออยู่ในหนังสือคือคนที่เพื่อนของเธอยืนมองรูปภาพของเขาตาไม่กะพริบในงานนิทรรศการของโรงแรม
“ไม่รู้สิ แต่รู้สึกว่าอยากรู้เรื่องของเขามากกว่านี้ อีกอย่างหนังสือเล่มนี้ก็ไม่ได้มีแค่เรื่องของเขานะ มีเรื่องของคนอื่นด้วย ที่สั่งก็เพราะรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้เขียนเรื่องราวของเขามากที่สุด แล้วก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์หลายเรื่องที่น่าสนใจ ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง”
บัวบุษบาบอกกับเพื่อนด้วยน้ำเสียงปรกติ
“เป็นเอามากนะนี่เพื่อนฉัน”
“ไม่ได้เป็นเอามากเสียหน่อย ฉันก็คงชอบเขาแบบพวกคนที่แอบชอบดาราในดวงใจนั่นแหละ” หญิงสาวบอกเพื่อนอย่างไม่ใส่ใจนัก ทั้งที่ความจริงแล้วในใจคิดตรงกันข้าม
“เออ ว่าแต่เรื่องที่แกบอกว่าจะไปอังกฤษสักสองปีนี่จริงไหม” สายน้ำถามเพื่อนเพื่อความแน่ใจ
“จริง จะไปช่วยงานป้าที่นั่นสักปีสองปีหาประสบการณ์ แล้วก็ว่าจะไปเรียนภาษาเพิ่มด้วย” บัวบุษบาบอกถึงความตั้งใจของเธอ
“อะไรกัน จะเรียนเพิ่มอีกเหรอ”
“ใช่ ถึงฉันจะจบโทแล้วแต่เรื่องภาษาอังกฤษบอกตรงๆ ว่ายังอ่อนมากเลยนะ” หญิงสาวบอก
“แต่ฉันก็เห็นแกพูดกับฝรั่งรู้เรื่องนี่นา อ่านออกเขียนได้อีกต่างหาก” สายน้ำย้อน
“ถึงจะทำได้แต่มันยังไม่ดีพอ สำเนียงฉันนี่บ้านนอกมากเลย แกก็เห็นว่าบางทีฉันต้องพูดสองครั้งกว่าจะคุยกับเขารู้เรื่อง” บัวบุษบาพูดอย่างปลงๆ
“เอาเถอะ ตามใจแก แต่ว่าไปที่นั่นแล้วช่วยเอาเพื่อนเขยที่เป็นฝรั่งมาฝากด้วยนะ” สายน้ำพูดทีเล่นทีจริง
“แหม เอาเป็นว่าจะหาให้ได้อย่างคนนี้ก็แล้วกัน” บัวบุษบาบอกพร้อมทั้งชี้ไปที่ภาพของเอิร์ลแห่งเดวอน ลอยด์ สก็อต แลมป์ตัน ที่อยู่ในหนังสือ และหัวเราะออกมาเบาๆ
*****





