ไปทำงานอย่างที่พี่ต้นบอกดีกว่า เรื่องบางเรื่องเก็บมาคิดก็รังแต่จะทำให้รกสมองเปล่าๆ กนิษฐาบอกตัวเองเช่นนั้น ก่อนจะดึงสายตาไปมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดค้างไว้ กำลังจะเริ่มทำงาน แต่ประตูห้องก็ถูกเคาะและผลักเข้ามาเสียก่อน ซึ่งคนที่เข้ามาก็คือพรชิตาผู้ช่วยคนสนิทของเธอนั่นเอง
“พี่ก้อยคะ งานโพรเจกต์ใหม่ที่จะเอาไปเสนอบริษัทคุณพิธาน ฟางเตรียมให้เรียบร้อยแล้วนะ”
“โครงการใหม่ที่พัทยาใช่มั้ยฟาง”
“ค่ะพี่ก้อย แต่โพรเจกต์นี้คุณพิธานไม่ได้ดูเองแล้วนะคะ เห็นทางโน้นบอกว่าคุณพิชญะหลานชายคุณพิธานเป็นคนดูแลแทน”
ชื่อหลานชายของคู่หมั้นทำให้กนิษฐาเกิดอาการกระตุกวาบในหัวใจขึ้นมาทันที เหมือนยิ่งหนีก็ยิ่งตามติด ยิ่งอยากหลีกเลี่ยงกลับยิ่งต้องได้เจอ เธอก็พอรู้แหละว่ายังไงก็คงต้องได้เจอกันอีกอยู่ดี แต่เธอยังไม่พร้อมจะเผชิญหน้ากับพิชญะในเวลานี้
“ฟางไปแทนพี่ก็แล้วกัน พอดีพี่ติดงานของลูกค้าอีกเจ้าหนึ่ง”
“จะดีเหรอคะพี่ก้อย ฟางเกรงว่าทางโน้นจะว่าเอา”
“ไปเถอะ ฟางก็รู้จักกับคนที่นั่นอยู่บ้างไม่ใช่เหรอ”
“แต่ถ้าพี่ก้อยไปเองน่าจะดีกว่านะคะ ยังไงคุณพิชญะก็ต้องเกรงใจพี่ก้อยอยู่บ้างในฐานะที่พี่ก้อยเป็นคู่หมั้นคุณพิธาน ถ้าเป็นพี่ก้อยงานน่าจะผ่านง่ายกว่า อีกอย่างโพรเจกต์นี้พี่ก้อยก็เป็นเมนไอเดียด้วย” พรชิตาเอ่ยแย้งพร้อมกับบอกเหตุผลที่กนิษฐาควรไปเอง
“ฟางช่วยพี่ตั้งแต่ต้นไม่ใช่เหรอ ฟางก็รู้รายละเอียดพอๆ กับพี่นั่นแหละ ฟางไปเถอะ พี่เชื่อมือฟาง ถ้ามีปัญหาอะไรก็โทร.หาพี่”
“ถ้าพี่ก้อยเชื่อใจฟาง ฟางก็จะไปให้ค่ะ” พรชิตาได้แต่รับคำแล้วออกจากห้อง โดยที่กนิษฐาได้แต่มองตามอย่างไม่สบายใจนัก ใช่ว่าเธอจะอยากผลักภาระให้ลูกน้อง แต่ครั้งนี้เธอไม่พร้อมจะไปจริงๆ
กนิษฐานั่งทำงานของตัวเองต่อและรอฟังข่าวจากพรชิตาด้วย แต่จนแล้วจนรอดลูกน้องคนสนิทก็ยังไม่ติดต่อกลับมา กระทั่งสี่โมงเย็นเสียงโทรศัพท์มือถือจึงดังขึ้น
“เรียบร้อยดีมั้ยฟาง” เสียงหวานถามทันทีหลังจากกดรับสาย
“ไม่ค่ะพี่ก้อย”
“ทำไมล่ะก้อย ติดปัญหาตรงไหนหรือเปล่า”
“ไม่ติดตรงไหนหรอกค่ะแต่ฟางโดนแกล้งให้รอตั้งแต่เช้า คุณพิชญะบอกติดประชุม พอประชุมเสร็จก็บอกว่าจะคุยกับเจ้าของไอเดียเท่านั้น ฟางเลยรอเก้อเลย”
“บ้าจริง” กนิษฐาพึมพำพลางนึกสงสารลูกน้องของตัวเอง
“พี่ก้อยจะเอาไงต่อดีคะ”
“ฟางกลับบ้านได้เลย เดี๋ยวเรื่องนี้พี่จัดการเอง”
สนทนาทางโทรศัพท์แค่นั้น อินทีเรียสาวก็กดวางสายแล้วลุกพรวดพราดจากโต๊ะ คว้าเอากระเป๋ากับกุญแจรถ ขับตรงดิ่งไปยังบริษัทของคู่หมั้น โดยใช้ความเร็วค่อนข้างสูง เพราะกลัวว่าคู่กรณีจะกลับบ้านไปก่อนที่เธอจะได้เคลียร์กับเขา
บรรยากาศยามบ่ายแก่ๆ เริ่มคืบคลานเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของเวลาเย็นย่ำ เช่นเดียวกับสภาพการจราจรที่เริ่มจะหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ พนักงานของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่กำลังทยอยกลับบ้าน สวนทางกับว่าที่ภรรยาประธานบริษัทที่ก้าวย่างฉับๆ เข้าไปข้างในอย่างเร่งรีบ ทำให้หลายคนมองอย่างสงสัย แต่ก็ได้แต่เก็บงำความสงสัยนั้นไว้อย่างเงียบๆ
“สวัสดีค่ะคุณก้อย มีอะไรให้อรรับใช้หรือเปล่าคะ” อรอุมาซึ่งเป็นผู้ช่วยเลขาฯ ของพิธานเอ่ยทักทาย เมื่อเห็นกนิษฐาเดินตรงดิ่งมาหาตน
“เจ้านายอีกคนของคุณอรกลับหรือยังคะ” กนิษฐาตรงเข้าประเด็นอย่างไม่อ้อมค้อม แต่กลับเลี่ยงที่จะเอ่ยชื่อของพิชญะออกมาตรงๆ
“คุณพิชยังไม่กลับค่ะ แต่น่าจะใกล้แล้ว ปกติคุณพิชจะกลับช่วงนี้ล่ะค่ะ”
ได้ยินเช่นนั้นกนิษฐายิ่งไม่รอช้า ก้าวดิ่งไปยังห้องทำงานที่มีชื่อของพิชญะติดอยู่หน้าประตูอย่างไม่ต้องถามอรอุมา เพราะเธอเป็นคนตกแต่งห้องนี้ด้วยตัวเอง ก่อนที่พิชญะจะกลับมาจากเมืองนอก
มือเล็กยกขึ้นเคาะประตูตามมารยาท ก่อนจะผลักเข้าไปโดยไม่รอฟังเสียงอนุญาตจากคนข้างใน และการพรวดพราดเข้าไปเช่นนั้นก็ทำให้เธอเกือบจะชนกับร่างสูงที่ยืนอยู่หน้าประตูพอดี
“นั่นคุณจะไปไหน” กนิษฐาเปิดฉากก่อนด้วยเสียงหอบๆ ทันที
“ผมกำลังจะกลับ” พิชญะตอบกลับมาเรียบๆ คล้ายดั่งว่าการมาของเธอไม่ได้สลักสำคัญอะไร ทำให้กนิษฐาเริ่มเลือดร้อน
“ฉันมีเรื่องต้องคุยกับคุณ”
“ถ้าเป็นเรื่องงานเอาไว้วันหลัง วันนี้หมดเวลาทำงานของผมแล้ว”
“โอเคฉันจะไม่คุยเรื่องงาน แต่ขอถามหน่อยเถอะว่าทำไมคุณแกล้งลูกน้องฉัน ถ้าคุณไม่อยากคุยงานกับฟางทำไมไม่บอกแต่เช้า ปล่อยให้คนของฉันรอทำไมตั้งหลายชั่วโมง สุดท้ายก็บอกว่าไม่อยากคุย” ตอนนั้นกนิษฐาไม่สนว่าเขาจะรีบกลับหรือไม่ เธอเปิดศึกต่อว่าเขาอย่างคนคับข้องใจทันที





