ขณะพลิกดูหนังสือที่เพิ่งหยิบจากชั้นโชว์หนังสือมาใหม่ในร้าน ซึ่งมีหนังสือทุกประเภทจากหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย วางจำหน่าย ขวัญณภัทร จันทร์ฉาย- เกรย์เมอร์ หรือนามที่ใช้ในปัจจุบัน คลารา เคท เกรย์เมอร์ ก็บอกตัวเองว่านี่คือปาฏิหาริย์สำหรับหล่อน
ทั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาในหนังสือที่หล่อนกำลังจ้องอยู่ด้วยสายตาตื่นตะลึง แต่เป็นชื่อผู้แต่ง เพียงแต่หนังสือเล่มที่หล่อนกำลังพลิกดูมือไม้สั่น ใช้คำว่า ‘ผู้รวบรวม’ แปลว่าไม่ได้เขียนขึ้นเอง เป็นแต่เพียงผู้สรรหาจากสิ่งที่มีอยู่เดิมมาพิมพ์รวมเล่มเอาไว้ อาจจะเพื่ออนุรักษ์ หรือเพื่อความสะดวกในการค้นหาข้อมูลสำหรับอนุชนรุ่นหลัง
ด้านหน้าปกมีชื่อหนังสือ‘ดนตรีและศิลปวัฒนธรรมไทย’
มุมขวาล่างมีระบุเอาไว้ รวบรวมโดย... ‘แสงโสม จันทร์ฉาย’
คำว่า ‘จันทร์ฉาย’ เหมือนจะลอยเด่นขึ้นมาในม่านตาเบิกกว้างของหล่อน เพราะตรงกับนามสกุล ของบิดาที่หล่อนไม่เคยรู้จัก
พ่อ...ซึ่งเคยพูดกับแม่ของหล่อนเอาไว้ตั้งแต่ก่อนหล่อนเกิด หากมีลูกสาวจะให้ชื่อขวัญนภัทร ในเวลาต่อมาก็กลายเป็นชื่อต้นตามกฎหมายที่หล่อนใช้ตั้งแต่แรกเกิดจนอายุแปดขวบ
ชีวิตของขวัญณภัทรอาจสะดวกสบาย แต่ไม่น่าสนุกเท่าใดนัก
มารดาของหล่อน เจสสิก้า จันทร์ฉาย- เกรย์เมอร์ หรือ เจน จากไปเพราะอาการปอดติดเชื้อรุนแรง ขณะขวัญณภัทรอายุเจ็ดขวบ ทำให้ขวัญณภัทรต้องอยู่ในปกครองอันเข้มงวดของ มาเรีย เกรย์เมอร์ ผู้เป็นยาย มีเบ็ตติน่าเป็นพี่เลี้ยง
หลังมรณกรรมของมารดา คุณยายให้หล่อนใช้ชื่อ คลารา เคท เกรย์เมอร์ ตัดทิ้งทั้งชื่อไทย และนามสกุลบิดาที่หล่อนเคยใช้ตั้งแต่แรกเกิด ขวัญณภัทร จันทร์ฉาย-เกรย์เมอร์ จึงเป็นเพียง คลารา เคท เกรย์เมอร์ แต่ขวัญณภัทรก็ไม่เคยลืมว่าในตัวหล่อนมีสายเลือดไทยอยู่ครึ่งหนึ่ง
ขวัญณภัทรใจเต้นแรง หลังเปิดดูเนื้อหาด้านในพบว่ามีการลงภาพผู้เขียน ซึ่งในที่นี้เป็นผู้รวบรวมเนื้อหาในหนังสือเล่มที่หล่อนถืออยู่ แทรกเอาไว้ในหน้าที่ห้า นับจากปกหน้า เป็นภาพขาวดำ
ภาพดังกล่าวเกือบเป็นพิมพ์เดียวกับภาพถ่ายในซองพลาสติก ที่หล่อนเก็บเอาไว้อย่างทะนุถนอมมาหลายปี
สมัยยังเด็กใครบอกยังไงหล่อนก็เชื่อ แต่จำได้ว่าเคยถามเบ็ตติน่าเกี่ยวกับพ่อที่ให้กำเนิด ว่าเป็นคนยังไง หน้าตาเป็นอย่างไร ก็ได้รับคำตอบเพียงว่า ตายไปแล้วจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก เป็นคนหน้าตาดี ผมดำ ตาดำแต่เบ็ตติน่าก็กำชับว่าไม่ควรไปถามคุณยาย เพราะจะทำให้คุณยายโกรธเอาได้ ซึ่งหล่อนก็เชื่อมาตลอด
กระทั่งอายุสิบสาม หล่อนพบรูปถ่ายใบหนึ่ง สอดอยู่ในหนังสือที่เป็นของสะสมของมารดาในลังกระดาษแข็ง พิมพ์ด้วยภาษาที่หล่อนอ่านไม่ออก เป็นรูปชายหนุ่มหน้าตาเข้มคมคาย ผมดกดำ คิ้วหนา ดวงตาพร่างยิ้ม
มีลายมือเขียนหวัดๆ ไว้ข้างหลังรูปว่า ‘เจน ดาร์ลิ่ง’ เป็นภาษาอังกฤษ เซ็นชื่ออักษรย่อด้วย ‘PS’ ซึ่งหล่อนคิดว่าคงจะย่อมาจากชื่อ ‘ภูมิ จันทร์ฉาย’ อันเป็นชื่อบิดาที่ให้กำเนิด แต่แปลกว่าเขาใช้ ‘S’ แทนที่จะใช้ ‘J’
บรรทัดถัดลงมาจากชื่อย่อ มีเครื่องหมายขีดเล็กๆ เหมือนตัวเอ็กซ์ ไว้สองสามอัน ซึ่งหล่อนทราบว่าเป็นเครื่องหมายแทนจุมพิต
หล่อนตัดสินใจนำหนังสือเล่มนั้นไปถามผู้ที่หล่อนคิดว่าจะให้คำตอบได้ และก็เลยได้รู้ว่า เป็นหนังสือกาพย์-กลอน ไทย
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หล่อนก็พยายามขวนขวายที่จะเรียนรู้ภาษาไทย โดยปิดเป็นความลับ ไม่ให้คุณยายรู้ อีกทั้งไม่บอกใครเรื่องรูปชายหนุ่มที่หล่อนเจอโดยบังเอิญ และได้นำไปสอดใส่ซองพลาสติกเก็บไว้อย่างทะนุถนอม
เวลาผ่านไปหลายปี ความรู้ภาษาไทยของหล่อนแตกฉาน โดยเฉพาะการพูด เพราะมีคนไทยพอสมควรในเมืองที่หล่อนอยู่ ทำให้ได้ฝึกพูดออกเสียงเป็นประจำ และอาจจะเป็นได้ว่า เมื่อหล่อนเริ่มเรียนพูดไทย อายุยังไม่มาก ลิ้นยังไม่แข็งจนเกินไป สำเนียงภาษาจึงใกล้เคียงเจ้าของภาษาแทบจะไม่เพี้ยนถ้าไม่ตั้งใจจับสังเกต
คนไทยที่หล่อนรู้จัก รวมถึงครูที่สอน ซึ่งเป็นนึกศึกษาชาวไทยที่เดินทางมาเรียนต่อในระดับปริญญาโท ด้านการศึกษา เคยชมหล่อนว่าพูดไทยชัดกว่านักเรียนไทยที่มาเรียนต่างประเทศสี่ห้าปีบางคนเสียอีก
ขวัญณภัทรรีบนำหนังสือไปคิดเงินที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ จากนั้นก็รีบดิ่งกลับบ้าน
ถึงบ้าน ซึ่งเป็นอพาร์ตเมนต์ขนาดสามห้องนอน มีห้องนั่งเล่น และห้องรับแขกแยกเป็นสัดส่วน ก็ตรงเข้าห้องนอนส่วนตัว มือไม้สั่นขณะเปิดกระเป๋าถือแบบสะพายที่ใช้เป็นประจำ ซึ่งเมื่อออกไปยังร้านหนังสือ หล่อนหยิบแต่กระเป๋าสตางค์ติดตัวไป เพราะร้านอยู่ไม่ไกลจากบ้าน
ซองพลาสติกที่ใส่ไว้ซอกเล็กถูกดึงออกมาวางเทียบรูปที่ลงแทรกไว้ในหนังสือ
รูปในซองนั้นเป็นรูปขนาดโปสการ์ด เห็นดวงหน้าชัด และเห็นลงมาเพียงอก ขณะรูปที่ลงแทรกไว้ในหนังสือขยายสามในสี่ของขนาดหนังสือ เป็นรูปถ่ายเล่นธรรมดาเต็มตัวของบุรุษ สวมเสื้อเชิ้ตสีอ่อน ดวงหน้ามีริ้วรอย ขอบหางตาก็มีรอยตีนกา หน้าผากมีรอยย่น รอยจากจมูกลงมามุมปากก็เห็นชัดว่าอายุมากกว่าคนในรูปในซองพลาสติก
ขวัญณภัทรรีบพลิกกลับมาดูหน้าในหลังปกหนังสือ เพื่อดูปีพ.ศ. ที่ตีพิมพ์ พบว่าเป็นเล่มที่ตีพิมพ์ครั้งที่สาม สองปีมาแล้ว
หล่อนเริ่มคิดว่าจะทำอย่างไร เพื่อติดต่อสืบเสาะหาตัวคนเขียนหนังสือเล่มนี้ ถึงแม้จะใช้ชื่อผู้หญิง แต่ก็อาจจะเป็นแค่นามแฝง เพราะรูปที่ลงแทรกเอาไว้เป็นรูปบุรุษ ซึ่งหล่อนอดคิดไม่ได้ว่า อาจจะเป็นบิดาที่ยังมีชีวิตอยู่
ไม่แน่ ข้อมูลที่ว่าบิดาของหล่อนเสียชีวิตไปแล้ว อาจจะเป็นแค่คำลวงตามบัญชาของคุณยาย ซึ่งหล่อนพอจะทราบว่าคุณยายไม่เคยชอบลูกเขยคนไทย ฉะนั้นก็คงไม่อยากให้หลานสาวเสาะแสวงหาพ่อที่ให้กำเนิด จึงตัดปัญหาด้วยการบอกว่าตายไปแล้ว
ขวัญณภัทรลุกขึ้น ตามหาเบ็ตนิน่า คนเดียวที่น่าจะให้คำตอบแก่หล่อนได้
ตั้งแต่คุณยายเสีย คู่หมั้นของหล่อน สตีฟ เคลเลอร์ ก็แนะนำให้เช่าบ้านหลังใหญ่ของตระกูลเกรย์เมอร์ ซึ่งตั้งอยู่ไกลตัวเมืองออกไปเกือบสามสิบไมล์ ให้ย้ายมาอยู่อพาร์ตเมนต์ใจกลางเมืองชั่วคราว ก่อนจะย้ายไปบ้านเขา เมื่อแต่งงานกันแล้ว เพื่อเขาจะได้ดูแลสะดวก ไปมาหาสู่ก็ง่าย
ขวัญณภัทรทำตาม เพราะรู้สึกอยู่บ้านใหญ่เมื่อไม่มีคุณยายออกจะวังเวง คนรับใช้ทุกคนต้องออกจากงาน โดยที่หล่อนจ่ายเงินเดือนให้คนละหนึ่งปีทุกคน แม้สตีฟค้านว่ามากไป
อันที่จริง เรื่องแต่งงานนี้ ควรจะแต่งานก่อนหน้านี้ ถ้าคุณยายของหล่อนไม่มาเสียซะก่อน ทำให้ต้องเลื่อนเวลาออกไป



![DarkZ [I] MYZTERY HORO](https://v.pinedrama.com/b1265344voduse1318177724/2bb97e3f5001834806827233239/wYK9PcffXwAA.webp!15491.webp)

