จอมมารกับผู้กล้าเป็นของคู่กันไม่ใช่เหรอ?

ณ อาณาจักรกริฟส์ ในทุกๆ หนึ่งร้อยปีจะมีผู้กล้าถือกำเนิดพร้อมกับพลังเวทย์แห่งแสงซึ่งมีพลังเหนือกว่าเวทย์อื่นๆ

ไม่ว่าจะเกิดในชนชั้นใด คนคนนั้นจะเป็นใคร เมื่อได้รับพรจากพระเจ้า ล้วนถูกเลือกให้เป็นผู้กล้า เด็กคนนั้นจะถูกเลี้ยงดูโดยโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์นามว่า ‘คีรีแห่งแสง’ ถูกฝึกฝนในฐานะวีรบุรุษ และคอยปกป้องอาณาจักรกริฟต์อันยิ่งใหญ่

และแล้ว หนึ่งร้อยปีก็เวียนมาบรรจบ หญิงสาวยากไร้จากหมู่บ้านกันดาร ได้ให้กำเนิดเด็กชายคนหนึ่ง

เด็กชายที่มีสายอื่นเจือปน หากแต่ถูกเลือกโดยพระเจ้า

หลังจากหัวหน้าหมู่บ้านล่วงรู้ ชีวิตของเด็กชายวัยสามขวบก็ได้เปลี่ยนไป เขาถูกซื้อตัวโดยโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ นอกจากต้องพลัดพรากกับมารดาซึ่งเป็นครอบครัวเพียงหนึ่งเดียว เด็กชายยังถูกตั้งชื่อใหม่ว่า ‘เอลเลียต โอฮาดอล์ก’

สิบเจ็ดปีผ่านไป เด็กที่ถูกเลี้ยงดูจากโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์เติบโตเป็นชายหนุ่มหล่อเหลา แต่ก็ต้องฝึกฝนและถูกทดสอบอย่างหนักทุกวี่วัน พร้อมกับทำหน้าที่ปกป้องราชอาณาจักร ปราบปรามสิ่งชั่วร้าย

ทว่ารางวัลที่ได้รับหาใช่ความภาคภูมิใจ หากเป็นหัวใจที่ค่อยๆ เย็นชืดทีละน้อยพร้อมกับความสงสัย

ไม่มีอะไรกระตุ้นหัวใจที่เย็นชืดนี้ได้เลยเหรอ...

อะไรก็ได้

อะไรก็ได้

เอลเลียตคิดขณะยืนรับลมกลางคืนบนหอคอยสูง

อาจเป็นความคิดที่ไม่เหมาะสมกับคำว่า ‘ผู้กล้า’ ทว่าความตื่นเต้นที่ต้องการก็ไม่ใช่ความรื่นรมย์ที่ได้รับจากอิสตรี ว่ากันตามจริง ถึงเอลเลียตได้รับอนุญาตให้สร้างครอบครัวตั้งแต่สามปีที่แล้ว และมีสตรีมากมายเข้ามาเสนอตัว แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้น ไม่ว่าจะกับสตรีหน้าไหนก็ตาม

สิ่งที่รอคอยจริงๆ เหมือนไม่ได้อยู่ที่นี่ ก้นบึ้งในจิตใจบอกเขาเช่นนั้น

ระหว่างนั้นเอง จู่ๆ ท้องฟ้าก็มีสภาพแปรปรวน ก้อนเมฆมืดครึ้มลอยไปรวมตัวกันทางทิศตะวันตก กระแสลมกรรโชกแรงคละเคล้ากับกลิ่นคาวโลหิต

ตลอดหลายปีที่ศึกษาตำราประวัติศาสตร์แห่งผู้กล้า เอลเลียตรู้ว่าเหตุการณ์แบบนี้คือสัญญาณของการลืมตาตื่นของจอมมาร

เหนืออื่นใด หัวใจที่เย็นชืดของเอลเลียตร้อนผ่าวด้วยความตื่นเต้น

[ท่านเอลเลียต ท่านวิลลอสเรียกพบขอรับ]

เสียงของชายวัยกลางคนแทรกเข้ามาในความคิด นี่คือ [เวทย์สื่อสาร] เป็นพื้นฐานของนักเวทย์

[เข้าใจแล้ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้]

‘วิลลอส โอฮาดอล์ก’ ผู้นำลัทธิคีรีแห่งแสง และเป็นบิดาบุญธรรมของเอลเลียต เรียกพบด่วนอย่างนี้ ฝ่ายนั้นคงเห็นปรากฏการณ์ประหลาดเมื่อสักครู่แล้ว

คิดจบ เอลเลียตใช้ [เวทย์เคลื่อนย้าย] พาตัวเองมาที่โถงส่วนกลางของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ในชั่วพริบตา

“ท่านเอลเลียตมาแล้วขอรับ”

หลังจากหัวหน้านักเวทย์อายุห้าสิบกว่าๆ เดินเข้าไปรายงานวิลลอส ผู้นำลัทธิคีรีแห่งแสง ซึ่งยืนอยู่ตรงหน้าต่างบานใหญ่และกำลังมองออกไปข้างนอกนั้น ชายผู้อยู่ในชุดนักบวชสูงสุดก็ส่งเสียงตอบรับ “อืม” ก่อนหมุนร่างกลับมา แล้วเดินเข้ามาหาเอลเลียต

ทว่าในห้องโถงนี้ไม่ได้มีเพียงแค่พวกเขาสามคน ข้างหลังของวิลลอสคือ ‘เวโรนิก้า โอฮาดอล์ก’ บุตรสาวที่อยู่ในวัยบานสะพรั่ง

สายตาของเวโรนิก้าตอนมองเอลเลียตบอกความรู้สึกไปถึงไหนต่อไหน ยิ่งตอนนี้เธออายุสิบหกย่างสิบเจ็ด การแสดงออกนับวันยิ่งชัดเจน

ถึงอย่างนั้น ชายหนุ่มยังแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น และไม่สนใจความรู้สึกของเด็กสาว

“เอลเลียต เมื่อครู่เจ้าคงเห็นท้องฟ้าที่แปรปรวนนั่นแล้ว” วิลลอสกล่าวเข้าเรื่องด้วยสีหน้าจริงจัง

“ท้องฟ้าแปรปรวนผสมกลิ่นของโลหิต ข้าสังหรณ์ใจว่า เหตุการณ์ประหลาดครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ที่อันตราย”

เอลเลียตบอกสิ่งที่ตนสังหรณ์ แต่ถ้าเทียบกันแล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดที่เขาจัดการไมได้

วิลลอสเห็นด้วย “เจ้าคิดไม่ผิด ข้าเองก็สัมผัสถึงไอชั่วร้ายได้ลางๆ ถ้าสิ่งนั้นไม่ได้เกิดที่หมู่บ้านกันดารก็คงมาจากดินแดนรกร้าง เอลเลียต เจ้าจงไปตรวจสอบ จะพาอัศวินหรือนักเวทย์ไปกี่คนก็ได้ แต่ถ้าสิ่งนั้นเป็นอันตรายต่ออาณาจักรกรีฟส์ เจ้าจงรีบกลับมาเตรียมทัพทันที”

หมู่บ้านกันดารที่ว่าอยู่ใกล้กับดินแดนรกร้าง ดินแดนที่เต็มไปด้วยสิ่งชั่วร้ายมีขนาดกว้างขวางเกือบเท่ากับอาณาจักรหนึ่ง นอกจากนักผจญภัยระดับสูง น้อยนักจะมีมนุษย์สักคนย่างกายเข้าไปใกล้ เนื่องจากสถานที่แห่งนั้นถือเป็นสถานที่ที่อันตราย และอยู่นอกเขตปกครองของราชอาณาจักร

“ท่านพ่อบุญธรรม ให้ข้าไปที่นั่นคนเดียวจะสะดวกกว่า ถ้ามีอันตรายจริงๆ ข้าคนเดียวยังหนีได้ทัน”

“จริงของเจ้า”

“แต่ว่า...”

ขณะที่วิลลอสกับเอลเลียตปรึกษาเรื่องภารกิจ เสียงของเวโรนิก้าแทรกขึ้น ทุกคนในห้องโถงจึงเลื่อนสายตาไปมองเธอ

“มีอะไร เวโรนิก้า” วิลลอสถามบุตรสาว

“ท่านพ่อ จะให้ท่านพี่เอลเลียตไปตรวจสอบสิ่งที่ไม่รู้คนเดียวจริงๆ เหรอคะ ถ้าเกิดอะไรขึ้น...”

เวโรนิก้าทักท้วง แต่เธอก็พูดไม่จบประโยคดีนัก วิลลอสผู้เป็นบิดาที่รู้จิตใจของบุตรสาวรีบกล่าวแทรกเพราะไม่อยากเสียเวลา

“นี่คือหน้าที่ของผู้กล้าอย่างเอลเลียต แค่ตรวจสอบที่มาของปรากฏการณ์ประหลาดเท่านั้นเอง ภารกิจครั้งนี้ไม่ได้ไปเพื่อต่อสู้”

“แต่ข้าเป็นห่วงท่านพี่เอลเลียต”

“เวโรนิก้าเอ๋ย อย่าลืมว่าผู้กล้ามีเวทย์เคลื่อนย้ายระดับสูง สามารถไปไหนมาไหนได้ในชั่วพริบตา เดินทางได้รวดเร็วกว่าใครๆ เจ้าไม่ต้องกังวลไป”

“เจ้าค่ะ”

เด็กสาวตอบหลังจากกัดริมฝีปากล่างและครุ่นคิดอยู่สักพักใหญ่ๆ

ต่อให้เป็นคนโง่ที่สุด แต่ด้วยสายตาและคำพูดของเวโรนิก้า ทุกคนจึงรู้ดีว่าเธอมีใจให้กับเอลเลียต ถึงอย่างนั้น ผู้กล้าหนุ่มยังคงแสร้งทำเมินความรู้สึกดีๆ ที่เด็กสาวมีให้

ไม่ใช่ว่าเวโรนิก้าไม่คู่ควร แต่อย่างที่บอก เอลเลียตหาได้สนใจความจำเจ ส่วนลึกในจิตใจของเขามีความคลุ้มคลั่งยิ่งกว่านี้ สิ่งที่จะมาเติมเต็มได้ไม่ใช่เธอ

หัวใจราวกับว่ากำลังรอคอยใครบางอยู่ เอลเลียตคิด

อย่างไรเสีย เอลเลียตเองก็ไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้ หลังจากรับภารกิจ เขาจึงขอตัวกลับห้องตัวเองในทันที

ค่ำคืนนั้น ทันทีที่เอลเลียตกลับมาถึงห้อง เขาหยิบดาบศักดิ์สิทธิ์ขึ้นสะพายหลัง ก่อนจะใช้เวทย์เคลื่อนย้ายขั้นสูงตัวเองมาที่หมู่บ้านกันดาร สถานที่ที่เคยมาแล้วหลายครั้ง

เดิมที พื้นที่แห่งนี้มีพลังเวทย์ด้านลบเจือจางอันเนื่องจากอยู่ใกล้กับดินแดนรกร้าง สถานที่ซึ่งเผ่าปีศาจอาศัยอยู่ ทว่าการมาดูลาดเลาครั้งนี้ เหมือนไอชั่วร้ายของปีศาจจะเข้มข้นกว่าเดิมมาก

ในดินแดนรกร้าง เกิดอะไรขึ้นกันแน่

หลังจากชั่งใจครู่หนึ่ง เอลเลียตใช้ [เวทย์ไร้ตัวตน] เพื่อลบจิตสังหารและกลิ่นอายของตัวเอง จากนั้นใช้ [เวทย์เคลื่อนที่ความเร็วสูง] เข้าไปในดินแดนรกร้าง หลบใต้เงามืดของต้นไม้ใหญ่บ้าง ซากปรักหักพังบ้าง อย่างไม่รีบไม่ร้อน ในที่สุดก็เข้ามาในเขตที่ลึกที่สุด

“เฮ้อ...ในที่สุดก็ได้เข้าไปที่แดนมนุษย์แล้ว”

เสียงทุ้มกังวานดังขึ้นไม่ไกล เอลเลียตเลื่อนสายตามอง คนพูดคือโอเกอร์ร่างใหญ่ที่มีดาบใหญ่สะพายข้างหลังสองเล่ม นั่นคือดาบคู่ในตำนาน ผู้นำเผ่าโอเกอร์เท่านั้นจะสามารถครอบครองได้

แต่คำพูดนั้น หมายความว่าอย่างไร

“ถึงจะไม่ใช่สิ่งที่ข้าคาดหวังจริงๆ แต่การรุกรานดินแดนมนุษย์ในรอบหลายร้อยปีครั้งนี้ อาจทำให้ข้าได้ยืดเส้นยืดสายได้บ้าง หรือข้าควรจะขัดเขี้ยวรอไว้เลยดีล่ะ”

คำพูดนี้มาจากบุรุษที่มีเขี้ยวแวมไพร์

“แต่ก็นะ นายท่านยังไม่ได้สรุปว่าจะเลือกใครติดตาม อาจจะเป็นข้าก็ได้”

“หึ ยังเหลือเวลาอีก ถึงตอนนั้นก็ยังไม่แน่เลย บางทีจอมมารอาจเลือกข้า”

เมื่อพวกเขาสนทนามาถึงตรงนี้ เอลเลียตถึงได้เข้าใจอะไรๆ เพิ่มขึ้น

จอมมาร?

ตามคัมภีร์ประวัติศาสตร์ ไม่มีการลืมตาตื่นของจอมมารมาเป็นร้อยๆ ปี แต่ตอนนี้กลับมีจอมมารตนใหม่ และพวกเขากำลังวางแผนรุกรานดินแดนมนุษย์ ซึ่งดูเหมือนจะไม่เกินสองวันข้างหน้า

เอลเลียตใช้ [เวทย์เคลื่อนย้ายขั้นสูง] พาตัวเองกลับมาที่โบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ รายงานเรื่องนี้ต่อวิลลอสทันที

“สรุปแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือจัดเตรียมกองทัพ!”

วิลลอสถามความเห็นของชายหนุ่ม

“ครับ”

“คาดว่าเจ้าคงประเมินสถานการณ์มาดีแล้ว ต้องใช้อัศวินสักกี่นาย จำเป็นต้องให้อัศวินศักดิ์สิทธิ์ออกโรงด้วยไหม เจ้าสรุปมาได้เลย”

อัศวินและอัศวินศักดิ์สิทธิ์แตกต่างกันนิดหน่อย อัศวินคือทหารรับใช้อาณาจักร แต่อัศวินศักดิ์สิทธิ์จะฟังคำสั่งจากวิลลอสโดยตรง แน่นอน ภาระหน้าที่ย่อมไม่เหมือนกัน

ถึงจะเป็นคำพูดที่สวยหรูและให้เกียรติผู้กล้า แต่ความหมายลึกๆ วิลลอสต้องการผลักภาระทั้งหมดมาให้เอลเลียต

“ข้าต้องการอัศวินหนึ่งพันนายครับ ท่านพ่อบุญธรรม”

อันที่จริง แค่เอลเลียตคนเดียวก็สามารถยับยั้งการรุกรานของจอมมารได้ในระดับหนึ่ง แต่เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด และถูกผู้นำลัทธิคีรีแห่งแสงอย่างวิลลอสซ้ำเติม จึงต้องเตรียมกองทัพหนึ่งพันนายเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

การรุกรานที่จะนำไปสู่สงคราม อยากรู้ว่าจอมมารตนใหม่จะมีความสามารถทำให้เป็นเช่นนั้นหรือไม่

เบื้องหน้าเอลเลียตยืนสงบนิ่ง คนทั่วไปคงคิดว่าเขาคงกำลังวางแผนรับมือกับจอมมารอยู่ในหัว หากลึกลงไป เอลเลียตกำลังยิ้ม และรอยยิ้มของเขาก็ชั่วร้ายยิ่งกว่าจอมมารตนไหนๆ เสียอีก

ใช่ หลังจากรับรู้การลืมตาตื่นของจอมมาร หัวใจที่เย็นชืด รอคอยอะไรบางอย่างมากระตุ้น ตอนนี้ได้เต้นแรง เป็นความตื่นเต้นที่รอคอยมานาน...

อ่านต่อ
อ่านนิยายฉบับเต็มได้ที่ Moboreader
Uปลดล็อกทุกตอน
ค้นหา “251UBJ” บน Moboreader เพื่ออ่านหนังสือฉับเต็ม
คัดลอกรหัสและค้นหาในแอป Moboreader เพื่ออ่านต่อ
251UBJ
novels.copy
ไปที่เว็บไซต์ทางการ
รายชื่อตอน
ปรับแต่ง

เรื่องที่คุณน่าจะชอบ

Logo
ศูนย์รวมซีรีส์สั้นออนไลน์ที่ดีที่สุดสำหรับคุณ ครบจบในที่เดียว ทั้งตัวอย่างตอนฟรี ข้อมูลนักแสดงแบบจัดเต็ม และลิงก์ไปยังแพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการ
©2026 PinesDramas สงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ