ในค่ำคืนที่ฟ้าไร้ดาว

“คีย์ เดี๋ยวกลับพร้อมคุณพ่อเลยนะลูก”

แพทย์หญิงสิรินบอกพร้อมมองด้วยสายตาไม่ใคร่พอใจนักที่เห็นลูกชายนำหนังสือที่ไม่ใช่ตำราเรียนมาอ่านด้วยขณะรับประทานอาหารเช้า

ฐิรดลไม่ได้มองที่แม่ของเขาด้วยซ้ำตอนที่ตอบสวนท่านออกไป ตาของเขาจับจ้องอยู่ที่หนังสือเล่มโปรดนิ่งเพราะถึงตอนไคลแม็กซ์ของเรื่องพอดี

“ผมยังไม่กลับวันนี้ครับคุณแม่ เปิดเทอมอีกตั้งสามอาทิตย์”

นายแพทย์กัมปนาทมาทันได้ยินคำพูดของบุตรชายเข้าพอดี เดินไปนั่งที่เก้าอี้ตัวหัวโต๊ะ บอกเสียงขรึมโต้แย้งทันที

“แล้วไม่ต้องไปลงทะเบียน ไปเตรียมอ่านตำราที่พ่อส่งรายชื่อให้เราหรอกหรือไง”

ฐิรดลนั่งเงียบ เก็บการ์ตูนเล่มโปรดลง ก้มหน้ากินมื้อเช้าโดยไม่พูดอะไรออกไปอีก คนเป็นพ่อเห็นอย่างนั้นแล้วก็สบสายตากดดันไปยังภรรยา ก่อนจะเอ่ยปากตักเตือนลูกชาย

“คีย์ต้องตั้งใจมากกว่านี้นะ กว่าจะจบหมอ มันไม่ง่ายเลย พ่อรู้ว่าคีย์หัวดี และปีหนึ่งก็ยังไม่มีวิชาอะไรที่มันหนักมากเกินกว่าที่คีย์จะต้องมานั่งกังวลมากนัก แต่ก็ไม่ใช่ว่าคีย์จะเที่ยวเล่น ขับรถเที่ยวตะลอน ๆ พ่อว่าถ้าคีย์ว่างมากนักก็น่าจะเอาตำราของปีสองมาอ่านรอเลยก็ได้นะ หนังสือพ่อเตรียมไว้ให้ที่หอแล้วนั่นไง อ่านครบหมดแล้วหรือยัง”

ฐิรดลถอนใจหนัก ๆ บอกพ่อไปว่า “ครับ”

คนเป็นพ่อได้ยินลูกชายรับปากแล้วไม่ยอมขยายความต่อว่านั่นคืออะไร หมายถึงอ่านตำราที่ตนเตรียมไว้ให้จนครบทุกเล่มแล้ว หรือแค่ตอบรับคำให้รับรู้เพียงเท่านั้นก็ฉุนกึก บอกเสียงมีโมโหกลับไปว่า

“ถ้าอย่างนั้นพ่อจะส่งแบบทดสอบของปีสองแล้วก็จะเอาตำราของปีสามและปีสี่ให้คีย์อ่านเลย”

ฐิรดลก้มหน้าไม่ตอบโต้อะไร นายแพทย์กัมปนาทก็เข้าใจได้ถึงอาการต่อต้านของลูกชาย รู้สึกไม่พอใจขึ้นในทันที แล้วหาเรื่องต่อว่าไม่หยุด

“แล้วไอ้พวกเพื่อนที่เรียนช่างกลนั่นน่ะแกควรเลิกคบพวกมันได้แล้ว นอกจากจะเป็นกุ๊ย ไม่ได้เรื่อง ยังไม่ช่วยเสริมบารมีของแกเลย ทีพ่อชวนไปติวที่บ้านลุงชริน แกก็ไม่อยากจะไป ทำไมกันฮึ”

ก็ที่นั่นเอาแต่คุยข่ม ลุงชรินที่พ่อพูดถึงเป็นศาสตราจารย์นายแพทย์ที่มีลูกชายโตกว่าเขาเพียงปีเดียว ชนุตม์รวมถึงลุงชรินมีนิสัยชอบคุยข่มทับคนที่ด้อยกว่า

ก็ไม่รู้ว่าพ่อของเขาคบกับคนแบบนั้นไปทำไม

ฐิรดลเงียบคว่ำหนังสือลงกับโต๊ะ เขี่ยอาหารในจานตรงหน้าไปมาด้วยสีหน้าเซ็ง ๆ ฟังพ่อกับแม่พูดเตือนเขาอยู่ร่วมชั่วโมง เห็นว่าพวกท่านหนำใจแล้วกับการอบรมเขาและตั้งท่าจะออกจากบ้าน จึงรีบบอกท่านว่าจะขอออกไปทำธุระข้างนอก แล้วจะกลับพร้อมพ่อในช่วงบ่ายของวันตามที่ท่านสั่ง

กลับขึ้นห้องได้ ชายหนุ่มเปิดตู้เสื้อผ้าออกยืนมองเป็นนาน

ปกติแล้วเสื้อผ้าของเขา จะเป็นแม่ที่จัดซื้อ จัดหามาให้อยู่เรื่อย ๆ น้อยครั้งที่จะเห็นว่ามันชำรุด

แต่มันไม่ยากเกินความสามารถของเขาหรอก หากจะทำให้ชำรุดสักยี่สิบหรือสามสิบตัว

ดึงเอาตัวที่ดูเก่ากว่าพวกหน่อย ออกมาฉีกตรงชายเบา ๆ ยืดออกมองว่าแบบนี้พอได้หรือไม่ เห็นว่าใช้ได้ เขารื้อเอาออกมากางอีกเป็นตั้ง แล้วจับใส่ลงในถุงผ้า เดินหอบลงมาที่ด้านล่าง เจอน้องสาวตัวดีเข้าเสียก่อนก็ชะงักกึกทันที

ฐิติชญาหรี่ตามองพี่ชายก่อนจะลากสายตาลงไปยังถุงผ้าในอ้อมกอดของพี่อย่างสอดรู้สอดเห็น แล้วถึงร้องทักออกไปว่า

“เป็นอะไรคะพี่คีย์ ทำไมทำท่ามีลับลมคมแปลก ๆ”

ฐิรดลตีหน้าขรึม ถามกลับน้องสาวไปว่า “อะไรล่ะ”

“แล้วนั่นหอบอะไรมา ขอครีมดูหน่อย”

“เอ้อ เรานี่ ไม่มีมารยาทเลย” ร้องดุน้อง “ขยะ พี่จะเอาไปทิ้ง”

ฐิรดลตอบเมิน ๆ น้องแล้วก็เลี่ยงเอาถุงใส่เสื้อผ้าลากไปที่รถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ของเขา รีบตรงไปยังบ้านหลังที่เขาเพิ่งไปมาเมื่อคืนนี้ จอดรถได้ ก็ค่อยตวัดขาลงไปยืนตรงพื้นมองเข้าไปที่ในร้าน เพราะเห็นว่าร้านเปิดแล้ว แต่ไม่มีใครในนั้นเลยสักคน

ไม่นานร่างเล็ก ๆ ของภัทรวรินทร์ก็เดินออกมาจากด้านในพร้อมจานข้าวราดกับในมือ

เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นเห็นว่าใครอยู่หน้าร้านก็มือไม้อ่อน จานข้าวเกือบร่วงจากมือ พอตั้งสติได้ รีบเอาไปวางไว้ที่โต๊ะแล้วรีบตรงไปที่เขา ยืนยิ้มประดักประเดิดพร้อมเอ่ยปากทักทาย

“พี่คีย์ไปไหนมาหรือคะ”

ฐิรดลมองร่างเด็กสาวในชุดเสื้อผ้าง่ายด้วยสายตาเป็นประกายยิ้ม สว่างไสว แล้วส่งถุงผ้าให้

“พี่เอากางเกงมาซ่อม”

ยื่นมือไปรับมาแล้วก็เสียหลักเล็กน้อยเพราะถุงผ้านั่นหนักมาก จนฐิรดลต้องเข้าไปประคอง รีบขยับห่างออกจากเขาด้วยใบหน้าออกสีแดงระเรื่อ อ้อมแอ้มถามออกไปว่า

“พี่คีย์รีบไหมคะ”

“ไม่” เขาบอกพร้อมเบ้ปากส่ายหน้าน้อยกระแอมเบา ๆ ที่ตัวเองตอบออกไปไวเหลือเกิน ก่อนขยายความไปว่า “พี่ไม่ได้มีธุระที่ไหน”

ภัทรวรินทร์ฟังจบก็กะพริบตาปริบ ๆ อมยิ้มแล้วขำออกมาเบา ๆ จนฐิรดลเริ่มหน้าเครียดลง “ขำอะไร”

“พราวขำพี่คีย์” เด็กสาวบอกแล้วก็เม้มปากแล้วรีบแก้คำพูดของตัวเองใหม่ “ขอโทษค่ะ พราวไม่ได้หมายถึงแบบนั้นค่ะ พี่คีย์รีบใช้เสื้อผ้านี้ไหมคะ”

“ไม่ครับ เพราะเดี๋ยวพี่ต้องกลับไปลงทะเบียนเรียบของเทอมหน้า ถ้าลงทะเบียนเสร็จแล้วพี่ถึงจะแวะมาเอาได้ ประมาณสองอาทิตย์ ทันไหม”

“ทันค่ะ” รีบพยักหน้าบอกเขา ใจหายนิด ๆ ที่รู้ว่าเขากำลังจะกลับไปเรียนแล้ว ก่อนนึกได้ บอกออกไปว่า “หรือให้พราวฝากครีมไปดีคะ”

“ไม่ต้องหรอก มันหนัก เดี๋ยวพี่ขับรถมาเอาเองดีกว่านะ”

พยักหน้าอย่างเข้าใจ ยืนเงียบ ๆ มองตากันแล้วฐิรดลก็จำต้องเอ่ยลา

“พี่ไปนะ”

“ค่ะ”

เขาเดินหันหลังไปแล้วก็หันกลับมาใหม่ “ถ้าเป็นอาทิตย์หน้าเสร็จทันไหม”

กะพริบตาปริบ ๆ แล้วตัดสินใจอย่างรวดเร็วแทนคนที่เป็นช่างซ่อม ทันค่ะ เห็นเขายิ้มตอบอย่างพอใจก็รู้สึกหัวใจพองฟูขึ้น อาทิตย์หน้าเธอก็จะได้เจอเขาอีก

ฐิรดลกลับเข้าบ้านอีกครั้ง เก็บสัมภาระ ก่อนจะมองไปยังของที่เป็นชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งบนโต๊ะ เขาเลือกที่จะไม่เอาของไปจนหมดเพื่อที่จะได้มีข้ออ้างกลับมาที่บ้านอีกในอาทิตย์หน้า

ฐิติชญาเข้ามากอดลา แล้วแหงนหน้าขึ้นบอกด้วยน้ำเสียงแบบเดียวกับมารดาแทบไม่เพี้ยน “ตั้งใจเรียนนะคะ อย่าเอาแต่เหล่สาวในเมืองจนเกรดตกซะล่ะ”

เขาส่ายหัวเบา ๆ แล้วเคาะหน้าผากน้องสาวด้วยสันมือตัวเองอย่างที่เคยทำเสมอเวลาอีกฝ่ายทำตัวหรือพูดจาทะเล้นใส่เขา บอกกลับว่า “เราก็ด้วย อย่าเอาแต่กินจนอ่านหนังสือสอบเข้าแพทย์ตามพี่ไม่ได้”

สองพี่น้องร่ำลากันแล้วก็จำต้องแยกย้ายกันไปทำตามหน้าที่ของตนเองจากนั้น

เสียงโทรศัพท์ในร้านซ่อมเสื้อสมสมรดังระรัวติดกันสองสามครั้งแล้ว แต่ทั้งเธอและสมสมรมัวแต่ยุ่งกันอยู่เลยไม่มีใครปลีกตัวไปรับสายได้

จนส่งลูกค้าเจ้าปัญหาของสมสมรกลับไปได้แล้ว ภัทรวรินทร์จึงค่อยเดินไปรับสายที่เพียรโทรเข้ามาไม่หยุดไม่หย่อนนั่นได้เสียที

“สวัสดีค่ะ”

“พี่เองนะ” ปลายสายบอกมาแค่นั้น เด็กสาวก็ยืนตัวชา หน้าแดง แล้วก็เงียบไปอย่างคนที่ทำอะไรไม่ถูก จนปลายสายต้องเรียกซ้ำ

“พราว”

“ค่ะ คะ ใครคะ” เด็กสาวจำเสียงของเขาได้ให้หัวใจเต้นแรง ถามกลับด้วยเสียงตะกุกตะกัก แม้จำเสียงเขาได้แต่ก็ยังหลุดปากถามไปอย่างคนไร้ไหวพริบแบบนั้น ขนาดว่าเขาไม่ได้ยืนอยู่ตรงหน้าเธอเลยนะ เธอยังประหม่าเขาได้ถึงขนาดนี้

ขณะที่คิดกังวลอยู่นั่นเอง ฐิรดลก็เอ่ยตามสายมาว่า

“พี่คีย์เองนะครับ”

ยิ้มแล้วก็รีบบอกออกไปว่า “จะถามเรื่องเสื้อผ้าที่ส่งซ่อมเอาไว้ใช่ไหมคะ เสร็จหมดแล้วค่ะ มารับได้เลยค่ะ”

เด็กสาวซ่อมมันเองกับมือเลย โดยให้สมสมรช่วยแล้วก็ให้น้าสอนวิชาให้ด้วยเลย ความที่เป็นคนตั้งใจและหัวไวมาก ไม่นานก็ทำเองได้และทำได้ดีด้วย

เสื้อผ้าของเขา ซ่อมเสร็จตั้งแต่สามวันแรกนู่นแล้ว สมสมรยังบ่นอีกด้วยว่าขาดนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นเอง แถมยังเหมือนว่าฉีกขาด ไม่ใช่ซักหรือใส่จนขาดเสียหน่อย

“อาทิตย์หน้าพี่จะกลับบ้าน จะแวะไปเอากางเกงด้วยเลย”

“ได้ค่ะได้”

“พราว”

“คะ?”

“มีงานวัดจัดอยู่ด้วยนะ พราวอยากไปเดินเที่ยวดูไหม”

เงียบ ยิ้มและหน้าแดงจัดพยักหน้าตอบอย่างไว ก่อนจะเงียบแล้วอ้อมแอ้มพูดไปว่า “ไปค่ะ พราวอยากไปค่ะ”

“อย่างงั้นเดี๋ยวพี่ไปรับพราวนะ”

ฐิรดลวางสายลงจากนั้น

เขารอคอยวันที่จะได้กลับบ้านอย่างใจจดจ่อ

แล้วไปรับภัทรวรินทร์ที่บ้าน ขอผู้ใหญ่ของเธอ พาออกไปงานวัดด้วยกัน เด็กสาวไปยืนรอที่หน้างาน ไม่นานก็เห็นมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ขับเข้ามาจอดก่อนจะเห็นว่าเป็นเขานั่นเอง

“รอนานไหม”

“ไม่ค่ะ ไม่นานเลย พราวก็เพิ่งมาถึงเหมือนกันค่ะ”

“พี่ขอโทษนะที่มาช้ากว่าพราว”

เด็กสาวยิ้มจนตาแทบปิด ส่ายหน้าบอกไปว่า “พราวมาก่อนเวลานัดต่างหากล่ะค่ะ”

“เราเข้าไปในงานกัน”

ฐิรดลพาเดินไปที่ซุ้มอาหารพร้อมกับถามว่ากินอะไรมาหรือยัง เธอส่ายหน้าหวือ ก่อนหน้านี้ยังไม่ได้กินอะไรเลยสักคำเพราะความตื่นเต้นที่จะได้ออกมาเที่ยวงานวัดกับชายรุ่นพี่ที่แอบชอบ เขาถามเธออีกเป็นระยะ ๆ ว่าหิวไหม กินไอ้นั่น ไอ้นู่น ไอ้นี่หรือเปล่า แม้จะเดินขนาบข้างเขามาได้พักใหญ่ ๆ แล้ว แต่ภัทรวรินทร์อาการตื่นเต้นก็ไม่หายลงไปเสียที เลยยังไม่หิว ส่ายหน้าตอบเขาไป

ฐิรดลหยุดมองป้ายงานขนาดใหญ่ เธอเองก็หยุดมองเช่นกัน อ่านรายละเอียดว่างานจัดถึงวันไหน มีโชว์ มีขายอะไรบ้างในงาน ก่อนจะสะดุดเข้ากับชื่อคนดังบนแผ่นป้ายบอกว่าเป็นคนสนับสนุนหลักของงานนี้

“ถ้ายืนยาว ๆ ลุงต้องเมื่อยแน่ ผมแนะนำให้นั่งลงนะครับ”

ฐิรดลเอ่ยล้อเลียนนามสกุลของคนบนป้ายทำเอาเธอหัวเราะลั่นในอารมณ์ขันของเขา เพราะนามสกุลที่ว่านั่นคือ ‘สกุลยืนยาว’ นั่นเอง

“ไปทางโน้นดีกว่า”

เขาจับข้อมือของเธอพาเดินแล้วปล่อยออก ก่อนเอียงหน้าลงถามเพราะเสียงดนตรี เสียงคนในงานดังมากจนคุยกันแทบไม่รู้เรื่อง

“พราวจะสอบเข้าคณะอะไร คิดไว้หรือยัง”

“คิดแล้วค่ะ”

“อยากเรียนคณะอะไร”

“พราวอยากเรียนหมอแบบพี่คีย์ค่ะ”

“จริงหรือ”

“ทำไมคะ พราวดูโง่จนไม่น่าสอบได้ใช่ไหม”

ฐิรดลมองด้วยสายตาเอ็นดู อยากก้มลงหอมแก้มนวล ๆ ใส ๆ นั่นเหลือเกินแต่ไม่กล้าทำ แล้วก็ต้องยกแขนกันคนที่กำลังจะเข้ามาเบียดภัทรวรินทร์

เธอเลยตกอยู่ในอ้อมกอดของเขากลาย ๆ ก่อนจะดึงสติของตัวเองได้ ดันเขาออกให้ห่างจากตัวแล้วเดินตรงไปเรื่อย ๆ ไม่กล้ามองเขา เพราะความใกล้ชิดเมื่อครู่ทำให้รู้สึกเขินอายเขาไม่น้อย

“อยากได้ตุ๊กตาไหม”

เสียงถามดังมาจากชายรุ่นพี่ ภัทรวรินทร์ส่ายหน้าบอกสั้น ๆ ไปว่า “ไม่ค่ะ”

“ไม่ชอบตุ๊กตาหรือ” ฐิรดลถามด้วยความแปลกใจไม่น้อย

“ก็ ยังไงดีล่ะ คือพราวก็ไม่ได้ไม่ชอบนะคะ เพียงแต่ไม่ได้อยากได้อะไรขนาดนั้นน่ะค่ะ” บอกเก้อ ๆ แต่ดูเหมือนฐิรดลจะไม่ฟังเสียงของเธอเลย เขาจับแขนเธอดึงให้ตามไปที่ซุ้มปาเป้า

“มานี่มา เดี๋ยวพี่ปาให้ พราวเลือกเลยว่าจะเอาตัวไหนบ้าง”

“ไม่เอาได้ไหมคะ” ภัทรวรินทร์บอกแล้วถอยออกมายืนมองชายรุ่นพี่ที่หัวเสียกับเกมปาเป้า จนต้องสะกิดเขาเบา ๆ แล้วเอ่ยปากชวน

“พราวว่า...เราไปดูทางนั้นกันไหมคะ”

“เดี๋ยวสิ พี่ยังไม่ได้ตุ๊กตาให้พราวเลยนะ”

“ไม่ต้องหรอกค่ะพี่คีย์ พราวไม่ได้...”

เธอจะบอกเขาว่าไม่ได้อยากได้มากถึงขนาดนั้น

แต่ดูเหมือนฐิรดลจะไม่ได้ยิน หัวหูของเขาออกร้อนไปหมดเพราะปาไปหลายดอกแล้วแต่ไม่ได้ของมาให้คนข้าง ๆ เสียที สุดท้ายยืนเท้าเอวอย่างมีโมโหนิ่งก่อนจะชี้มือไปยังตุ๊กตาตรงหน้า บอกอย่างหมดความอดทนว่า

“ไม่ปาแล้ว เอาตัวนี้มาเลยดีกว่า เท่าไรนะ”

สุดท้ายฐิรดลก็จำต้องควักเงินซื้อเอง เพราะไม่สามารถปาเป้าจนคว้ารางวัลเอามาได้ เขาส่งให้ตุ๊กตาให้แล้วก็ก้มลงกระซิบบอกว่า

“เดี๋ยววันที่สิบสองเดือนเมษาปีหน้าพี่จะซื้อตัวใหญ่กว่านี้ให้พราว”

“ทำไมต้องเป็นวันที่สิบสองเมษา…” ภัทรวรินทร์ถามออกมาแค่นั้นก็อมยิ้มเขินอาย “พี่คีย์รู้ได้ยังไงคะว่าวันเกิดพราวตรงกับวันที่เท่าไรเดือนไหน”

“นี่ใครครับ” ฐิรดลยืดอกชี้นิ้วเข้าหาตัวเองแกล้งทำโอ่ใส่เธอ “ว่าที่คุณหมอฐิรดลผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่างครับ”

เลยยิ้มกว้างกว่าเดิม ก่อนจะถูกจับมือแล้วดึงให้เดินไปยืนรอขนมด้วยกัน ได้มาเขาก็ส่งให้ถึงปากพร้อมกับคะยั้นคะยอ

“กินขนมอันนี้เร็ว อร่อยมากเลย พราวต้องชอบแน่นอน”

“จริงน่ะ” ถามจบ ฐิรดลยื่นจ่อใกล้กว่าเดิมเลยจำต้องรับเอาเข้าปากมาแล้วก็เบ้หน้าเพราะรสชาติไม่ได้อร่อยอย่างที่เขาบอกเลยสักนิด เลยบอกด้วยใบหน้างอนิด ๆ

“พี่คีย์น่ะ ทำไมชอบแกล้งคนอื่นแบบนี้คะ”

ฐิรดลมองแล้วก็หัวเราะลั่น ดึงให้ไปคายทิ้งตรงที่ไม่มีคน ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปหาอย่างที่เขาเองห้ามใจไม่ไหวต่อความน่ารักของอีกฝ่าย ภัทรวรินทร์ใจเต้นแรงที่เห็นอีกฝ่ายโน้มใบหน้าลงหา จึงเม้มปากแน่น พร้อมหลับตาปี๋พร้อมกับจินตนาการไปตามวัย

ก่อนจะแว่วเสียงหัวเราะของเขาดังเบา ๆ แล้วก็ไม่มีรอยสัมผัสใด ๆ ทั้งสิ้นก็ค่อยเปิดตาข้างหนึ่งขึ้นมอง

“เป็นอะไร” เสียงเขาถาม ทั้งยังมองมาด้วยสายตาที่ทำให้เธอต้องอายหนักยิ่งขึ้นไปอีก เลยอ้อมแอ้มพูดไปว่า

“ปะ เปล่าค่ะ”

“แล้วทำไมหน้าแดงขนาดนั้น”

“พราวเปล่าหน้าแดงนะ” ปฏิเสธเขาแล้วหันหน้าหนี ยกมือขึ้นประคองใบหน้าของตัวเอง ที่คิดสงสัยไปว่ามันแดงจริงอย่างที่เขาว่าหรือเปล่า แล้วแก้เขินด้วยการเดินไปที่รถเข็นขายไส้กรอกอีสานข้าง ๆ ตรงนั้น ถามคนขายไปว่า

“เปรี้ยวไหมคะ”

คนขายพยักหน้าชี้ว่ากองไหนบ้างที่เปรี้ยวและไม่เปรี้ยว เลยชี้ว่าเอาสองไม้นี้ กำลังจะล้วงเงินจ่ายแต่แล้วฐิรดลกลับยื่นเงินของเขาส่งให้ เขารับถุงของกินแล้วส่งให้เธอ พร้อมเอียงหน้าลงถาม

“อร่อยหรือ”

แหวกปากถุงออกแล้วก็ค่อยยื่นให้เขากินก่อนหนึ่งไม้

ฐิรดลรับมาแล้วกัดคำเล็ก ๆ ก่อนหนึ่งคำ เคี้ยวด้วยสีหน้าชอบกล บอกกลับมาว่า “รสชาติแปลก ๆ เปรี้ยวยังไงก็ไม่รู้บอกไม่ถูก”

“อร่อยออกค่ะ”

“พราวดูนั่น” ฐิรดลชี้ชายแต่งตัวแปลก ๆ คนหนึ่งให้เธอดู

“แต่งตัวเหมือนไส้กรอกที่พราวกินเลย”

“พี่คีย์” เด็กสาวร้องเรียกเขาพร้อมกับขำจนสำลักไส้กรอกอีสานไปด้วย ฐิรดลเองก็ขำไปด้วยเขาส่งน้ำดื่มให้ รับมาดื่มแล้วกินที่เหลือต่อจนหมดพร้อมกับผักสดในถุง ก่อนจะถูกจับมือแล้วดึงให้ลุกขึ้น พาวิ่งออกจากงานยังอีกทิศทาง

ภัทรวรินทร์ไม่มีเวลาคิด เด็กสาววิ่งตามเขาไปด้วย จนเขาหยุด ถึงได้ออกปากถามเขา

“มีอะไรหรือคะ”

“เจอโจทย์น่ะสิ”

“อย่างพี่คีย์ มีโจทย์ด้วยหรือคะ”

“มีสิ”

เขาพาเธอวิ่งอ้อมไปยังรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ของเขาที่จอดอยู่ด้านนอก ถึงแล้วก็ถามเธอว่า

“พราวหิวไหม”

“นิดหน่อยค่ะ”

“เพิ่งกินไส้กรอกถุงใหญ่ไปเมื่อกี้ยังไม่อิ่มอีกนะ” เขาแซวก่อนบอกต่อ “ถ้ายังไม่อิ่ม เดี๋ยวพี่จะพาเด็กกินจุไปร้านอร่อยร้านนี้ พราวเคยไปหรือยัง”

“ร้านไหนคะ”

“มาขึ้นมา” ฐิรดลเดินไปคร่อมบนรถจักรยานยนต์คู่ใจของเขาแล้วเสียบกุญแจ ตบเบาะให้เธอตามขึ้นมา

“เร็ว”

ภัทรวรินทร์ยิ้มแล้วเข้าไปขึ้นคร่อมที่เบาะที่เหลือด้านหลัง ยังไม่ทันตั้งท่า เขาบิดเร่งความเร็วออกรถเบา ๆ จนเธอผวากอดเอวเขาเอาไว้แน่น

“พี่คีย์น่ะ เกิดพราวตกรถหัวฟาดไปเนี่ย พิการเลยนะ”

ฐิรดลเอียงหน้ามาบอกทันทีเลยว่า “พี่จะรักษาพราวเอง”

“จบก็ยังไม่จบเลย จะรักษาพราวหายได้ยังไงกัน”

“ระดับพี่คีย์ ปีนี้เรียนจนจบเลยก็ยังได้”

ไม่เคยคิดมาก่อนว่าเขาจะขี้โม้ได้ขนาดนี้ ภัทรวรินทร์นั่งโต้ลมเดี๋ยวเดียวก็โอบแขนไปกอดเอวเขาไว้หลวม ๆ ฐิรดลยิ้มก่อนจะละมือข้างหนึ่งมาดึงแขนเธอเอาไปโอบรอบเอวของเขาทั้งยังกดออกแนวบังคับให้เธอกอดให้แน่นอีกด้วย

เด็กสาวออกร้อนไปทั้งหน้า ยอมถูกบังคับ หรือจะเรียกว่าเป็นการยินยอมให้ถูกบังคับก็ว่าได้

เขาพาเธอไปกินก๋วยเตี๋ยวน้ำตกท้ายซอยลึกที่ทั้งไกลและเปลี่ยว แต่ไปถึงที่ร้าน คนกลับพลุกพล่านอย่างไม่น่าเชื่อ เกือบต้องรอคิวนานเลย แต่ดีที่เจ้าของร้านรู้จักกันดีกับฐิรดลจึงยกโต๊ะในสุดของร้านให้เข้าไปนั่งได้เป็นแขกพิเศษ

ภัทรวรินทร์ไม่เคยออกมากินอะไรแบบนี้กับเพื่อนต่างเพศมาก่อนก็ให้ออกอาการเก้อกระดากไม่น้อย ขณะกำลังนั่งรอก๋วยเตี๋ยวอยู่นั่นเอง พบว่าเหมือนถูกจ้องมองจากใครบางคน หันไปมองรอบ ๆ พบว่ามีคนจ้องเธออยู่จริง ๆ ก่อนที่เสียงเรียกของฐิรดลจะดังขึ้นที่ข้าง ๆ

“พราว”

เด็กสาวตกใจเล็กน้อย หันไปหาเขาพร้อมขานรับ “คะ”

“เหม่ออะไร”

“ไม่มีอะไรค่ะ”

“พี่ถามว่าเรื่องติว พราวอยากเริ่มเลยไหม พี่จะจดสรุปเนื้อหาเอาไว้ให้” ฐิรดลถามเรื่องเรียนและเนื้อหาของวิชาที่เธอเคยบอกเขาไป ไม่คิดว่าเขาจะอาสาช่วยเธอถึงขนาดนี้ นึกว่าเขาแค่ชวนพูดชวนคุยเฉย ๆ เพียงเท่านั้น

คุยกันไปไม่นาน ก๋วยเตี๋ยวน้ำตกที่ชายรุ่นพี่การันตีว่าอร่อยก็ถูกนำมาวางลงที่ตรงหน้า

ขนาดว่ากินอะไรมาจากงานวัดแล้วนะ ยังสามารถอัดก๋วยเตี๋ยวไปได้ถึงสองชามได้เลย กินอิ่มมองหาเจ้าของสายตาคู่ที่มองเธอเมื่อครู่ ปรากฏว่าทางนั้นไปแล้ว ออกไปตอนไหนเธอไม่ทันได้มองเสียด้วยสิ

เขาพามาส่งบ้านในเวลาต่อมา

ภัทรวรินทร์ถือเจ้าตุ๊กตาที่ฐิรดลควักเงินซื้อให้จากซุ้มปาเป้าแน่นไม่ยอมปล่อย รู้สึกดีและหวงแหนขึ้นมาเล็กน้อย ตั้งใจว่าจะเอาไว้นอนด้วยที่บนเบาะนอนของตัวเอง

“พราว”

“คะ”

“พรุ่งนี้พี่ต้องกลับแล้ว”

“ค่ะ ตั้งใจเรียนนะคะ”

“พราวก็เหมือนกัน”

“พราว”

“คะ”

“พี่โทรหาพราวทุกวันได้ไหม”

เด็กสาวยิ้มเอียงอายก่อนจะอ้อมแอ้มตอบไปว่า “ค่ะ ได้ค่ะ”

ฐิรดลไม่ถามอะไรอีก เขามองเธอนิ่ง ๆ ก่อนจะหันกลับไปควบรถของเขา พาออกไปจากตรงนั้น

“กลับดึกนักนะ”

สมสมรร้องทักตอนที่เด็กสาวเปิดประตูบ้านแย้มเบา ๆ จะเดินเข้าไป

“จ้ะ”

“อย่าเที่ยวไปทั่ว อย่าทำตัวให้เขามองว่าง่าย อย่าได้หลงละเลิงไปคำของพวกผู้ชาย น้าจะเตือนเอ็งเอาไว้ก่อน”

ยิ้มแล้วพยักหน้าเบา ๆ ตอบรับท่านกลับไป

“จ้ะน้า พราวไปนอนก่อนนะจ๊ะ”

หลังจากวันที่ออกไปเที่ยวกับเขา ฐิรดลโทรศัพท์หาเธอทุกวัน คุยด้วยเรื่องเรียนของเขา และเรื่องเรียนของเธอ ภัทรวรินทร์ไม่เข้าใจตรงไหนจะทำเครื่องหมายเอาไว้ แล้วตั้งหน้าตั้งตารอโทรศัพท์ที่เป็นสายของเขา

“ตั้งใจเรียนนะคะ”

เสียงอ่านข้อความที่ด้านหลังทำเอาหัวใจของภัทรวรินทร์หายวับก่อนจะรีบพับกระดาษเก็บอย่างไว ยัดใส่หนังสือแทบไม่ทัน

“เขียนให้ใคร มีแฟนแล้วหรือ”

“ใช่ที่ไหนกัน มีคนจ้างให้พราวทำต่างหาก”

“จริงหรือ” เพื่อนซี้หรี่ตามองจับผิด “ไหนเอามาให้ครีมดูหน่อย”

“ไม่ได้ ของลูกค้าเอาให้ดูได้ไง”

“อ้อ ช่วยเก็บความลับลูกค้าหรือ”

“อือ”

“ครีมมีเรื่องอะไรยังเอามาบอกพราวตลอดเลยมี แล้วถ้าพราวมีอะไรแล้วไม่เล่าให้ครีมฟัง อย่างเช่นคบใครอยู่ หรือมีแฟนแล้วแต่ไม่ยอมเล่าให้ครีมฟังนะ ครีมงอนจริง ๆ ด้วย”

ยิ้มอ่อนใจกับเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของตนเอง

ฐิติชญามีนิสัยเอาแต่ใจ

จริงที่อีกฝ่ายมักนำเรื่องส่วนตัวมาเล่าให้ฟังเสมอ แต่แล้วตนเป็นคนไม่ชอบเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟังนี่นา

เด็กสาวมองหน้าเพื่อนที่สนิทที่สุดของตนเองแล้วก็คิดว่าคงยังไม่เล่าให้ฟังในตอนนี้ เพราะระหว่างเธอกับฐิรดลไม่ใช่แฟนกันเสียหน่อย

ก็แค่ เขาเอาเสื้อผ้ามาซ่อมที่ร้านของน้าเธอ

ก็แค่ เคยไปเดินที่งานวัดด้วยกันแล้วเขาก็แค่ซื้อตุ๊กตาให้

แล้วก็แค่ แค่เขาโทรศัพท์มาคุยด้วยทุกวันหลังเลิกเรียนเท่านั้นเอง

ภัทรวรินทร์สองจิตสองใจว่าจะเล่าให้เพื่อนฟังดีไหม แต่แล้วก็ตัดสินใจว่ายังก่อน เอาไว้ให้มีอะไรมากกว่านี้ก่อนก็แล้วค่อยเล่าให้เพื่อนฟังคงไม่สาย ฐิติชญาเป็นคนมีเหตุผล ถึงตอนนั้นเพื่อนของเธอต้องเข้าใจอย่างแน่นอน

อ่านต่อ
อ่านนิยายฉบับเต็มได้ที่ Moboreader
Uปลดล็อกทุกตอน
ไปที่เว็บไซต์ทางการ
รายชื่อตอน
ปรับแต่ง

เรื่องที่คุณน่าจะชอบ

Logo
ศูนย์รวมซีรีส์สั้นออนไลน์ที่ดีที่สุดสำหรับคุณ ครบจบในที่เดียว ทั้งตัวอย่างตอนฟรี ข้อมูลนักแสดงแบบจัดเต็ม และลิงก์ไปยังแพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการ
©2026 PinesDramas สงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ