“คนชั่ว! นิสัยเสเพลลุ่มหลงในอิสตรี ถึงแม้ว่าขนบธรรมเนียมประเพณีจะกล่าวว่าบุรุษมีอนุได้ก็ตาม แต่ทุกเรื่องล้วนต้องมีขอบเขต สมควรเกรงใจกันบ้าง ฮึก! ข้าเกลียดท่าน เกลียดท่าน เกลียดท่านยิ่งนัก!”
ตึก! ตึก!
“คนใจบาป ไม่มีมโนสำนึกว่าอันใดคือความละอายใจ เหลวไหลสิ้นดี!”
ตึก! ตึก!
เสียงคร่ำครวญคำรามกับเสียงกระทืบเท้าหลายครั้งดังขึ้นพร้อม ๆ กันอย่างมีโทสะ หนิงอวี่ทนไม่ไหวด้วยความอยากรู้อยากเห็นทำให้นางต้องเดินไปเกาะหน้าต่างเพื่อแอบทอดสายตามองดูข้างนอกว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ เมื่อมองดูแล้วก็ได้เห็นว่ามีสตรีนางหนึ่งที่ข้างกายมีกระเป๋าไม้ใบใหญ่ที่มองดูก็รู้ว่าเป็นกระเป๋าเสื้อผ้าวางอยู่หนึ่งใบ พร้อมกับบ่าวรับใช้สองนาง
แต่สิ่งที่สะดุดตาหนิงอวี่มากที่สุดก็คือใบหน้าของสตรีเบื้องนอก ที่ได้เห็นก็ถึงกับมองค้างอ้าปากหวอ เพราะนางผู้นั้นช่างงามพิลาศล้ำ คิ้วใบหลิว ดวงตาเป็นประกายลึกล้ำยากจะหยั่ง ทั้งยังงดงามสง่ายากจะละสายตา แต่ใบหน้างดงามนั้นเจือทั้งความทระนงและจองหองอยู่ไม่น้อย ใบหน้าสวยแต่บูดบึ้งไม่ยิ้มแย้ม บัดนี้แดงก่ำด้วยแรงโทสะเหมือนผ่านเรื่องที่ทำให้หงุดหงิดเป็นอย่างมากมาหยก ๆ
“คนถ่อยขาดสำนึกผิดชอบชั่วดี ตายไปก็ไร้ดินกลบฝัง!”
สตรีผู้ที่เจ็บแค้นในตัวของสามีร่วมเตียงเคียงหมอนกันมาหลายปีนั้น ยังคงพ่นถ้อยคำผรุสวาทประหนึ่งมีสายฟ้าฟาดผ่านร่างของนางออกมาไม่ขาดสาย สายตาทั้งดุดันและกราดเกรี้ยว ในอกมีเปลวไฟลุกโชนกองหนึ่งแผดเผา ไม่ไว้ไมตรีต่อกันอีกต่อไป แต่ถึงจะโมโหจนแทบอกแตกตายเพียงใดแต่ก็ยังอาลัยอาวรณ์ตัดไม่ขาด เพราะยังมีน้ำตาที่คลออยู่ในดวงตาพร้อมจะร่วงหล่นอาบแก้มอยู่เสมอ
ไก่บินสุนัขกระโดด ความอลหม่านวุ่นวาย เสียงเอะอะดั่งลมพายุหมุนที่เกิดขึ้นจากคนคนเดียวสงบเงียบลงไปได้ หลังจากเสียงตบเท้าของคนในจวนดังขึ้น และปรากฏให้เห็นสตรีมีอายุแต่ยังมีเค้าโครงความงดงามหลงเหลืออยู่ไม่น้อยนางหนึ่งที่เร่งรีบเดินเข้าไปหาหญิงงามนางแรกที่กำลังยืนเศร้าโศกโศกาอาดูรอยู่มาสักพักก่อนหน้า แต่พึ่งจะมีคนจากในจวนออกไปแลดูถึงตัว
ยามนี้กำไลหยกในข้อมือเล็กของหนิงอวี่ส่องสว่างวาบขึ้นมาอีกรอบ ในหัวของนางเกิดภาพและความคิดว่าสตรีเบื้องหน้าสองนางนั้นคือผู้ใด สตรีที่กำลังเสียใจคือชิงเจ๋อ ส่วนสตรีมีอายุคือเจินห่าน ทั้งสองเป็นแม่ลูกกัน
ชิงเจ๋อ น้องสาวเพียงผู้เดียวของเจ้าบ้าน มีนิสัยที่ประชดประชันเก่งเป็นที่หนึ่ง ทั้งยังเอาแต่ใจยิ่งกว่าบุตรสาวของตัวเองอย่างลี่ซือ จึงทะเลาะกับสามีอยู่บ่อยครั้ง และครั้งนี้ก็เช่นกัน ทะเลาะกันหนักถึงขั้นเก็บเสื้อผ้ากลับมายังจวนของตัวเองครั้งที่นับไม่ถ้วน
ส่วน เจินห่าน มารดาของเจ้าบ้าน ก็เป็นท่านผู้เฒ่าที่รักหน้ายิ่งชีพ เสียอะไรเสียได้แต่จะไม่ยอมเสียหน้าอย่างเด็ดขาด เนื่องจากเป็นถึงมารดาของขุนนางในราชสำนักและมีกิจการที่ใหญ่โต มีคนนับหน้าถือตามากมาย ทั้งยังเติบโตและแต่งเข้ามาในสกุลที่สร้างคุณงามความดีให้กับแผ่นดินไว้อย่างใหญ่หลวงหลายชั่วรุ่น เงินทองมีใช้ไม่ขาดมือล้วนเหลือกินเหลือใช้จนถึงทุกวันนี้ ตลอดชีวิตไม่เคยสัมผัสกับความทุกข์ยาก และยากจนมาก่อนเลยสักครั้ง
“โถ่...ชิงเจ๋อลูกรัก สามีของเจ้าทำให้เจ้าเสียใจถึงเพียงนี้อีกแล้วหรือไร จะหยามเกียรติสกุลหลินของพวกเราเกินไปแล้วกระมัง”
เจินห่านกระชับอ้อมกอดอบอุ่นที่มอบให้ชิงเจ๋อแน่นขึ้น ไม่ปล่อยให้บุตรสาวของตนเสียใจอยู่ผู้เดียว ดวงตาของผู้เป็นมารดาซ่อนความนัยทั้งห่วงใยและคะนึงหาลูกรักที่แต่งออกไปอยู่จวนของสามีหลายปี แต่ทุกครั้งที่กลับมาจวนสกุลหลินต้องได้มีเรื่องทุกข์ใจกลับมาเช่นนี้ทุกทีไป คนเป็นแม่ก็อดน้ำตาไหลไปด้วยไม่ได้ สงสารบุตรสาวสุดที่รักจนจับใจ
“ลูกเจ็บจนเกินจะทนแล้วท่านแม่ ครั้งนี้ลูกต้องได้หย่าเป็นแน่นอน ฮึก!”
เสียงสั่นเครือพร้อม ๆ กับน้ำใสรื้นขึ้นคลอนัยน์ตา ปลายคิ้วตกลู่ลงด้วยความทุกข์ในใจ เสียงสะอื้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ความเจ็บปวดกลั่นออกมาเป็นน้ำตาที่เริ่มไหลริน
ชิงเจ๋อสะอื้นกอดมารดาอย่างสั่นเทิ้ม จิตใจบอบช้ำเกินจะทานทน ก่นด่าโชคชะตาของตัวเองในใจที่ลิขิตมาให้พานพบกับสามีเช่นนี้
“ลูกไม่สน ลูกต้องการหย่าท่านแม่ ข้าต้องการหย่า ฮึก! ไม่อยากทนทุกข์กับบุรุษที่ทำตัวแสร้งเป็นผู้เที่ยงธรรม แต่เป็นแค่ไอ้ลูกเต่าเยี่ยงนั้นอีกต่อไปแล้ว!”
เสียงตวาดด้วยความโกรธของชิงเจ๋อประโยคสุดท้ายทำให้หนิงอวี่หลุดออกจากความคิดที่พลังของกำไลหยกสร้างขึ้นมา ก่อนที่นางจะกุมขมับจากอาการมึนเมาศีรษะที่อยู่ดี ๆ ก็เกิดขึ้น ทั้งที่ปกติหนิงอวี่จะไม่มีอาการเช่นนี้เมื่อกำไลหยกแสดงอิทธิฤทธิ์
หนิงอวี่ยืนกุมขมับ ร่างกายก็เซไปมาอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเสียงของบุรุษท่านหนึ่งดังขึ้นมาจากทางนอกหน้าต่าง อาการมึนเมาศีรษะของหนิงอวี่ก็ทุเลาลงอย่างทันทีจนน่าตกใจ
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น เสียงดังเอะอะโวยวายไปถึงด้านนอกจวน ไม่รู้จักอายผู้อื่นกันเลยหรืออย่างไร”
หนิงอวี่ใช้มือทั้งสองข้างดันขอบหน้าต่างเพื่อพยุงตัวเองขึ้นทอดสายตาไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง ก็ได้เห็นคุณชายหน้าหยก คิ้วหนา ตาคม จมูกชันน่าหลงใหล รวบผมสูงเหมือนหางม้า ประดับรัดเกล้าสีเงินเรียบง่ายผู้หนึ่งที่พึ่งเดินก้าวข้ามประตูจวนเข้ามาพร้อมกับมีบ่าวรับใช้ประกบข้างคอยถือสัมภาระให้
ใบหน้าของบุรุษผู้นั้นยามนี้ดูเคร่งขรึม ดวงตาคู่งามเรียบนิ่งดุจสายน้ำ ประเมินจากทางสายตาก็รู้ได้ทันทีว่าบุรุษผู้นั้นเป็นคุณชายชาติตระกูลสูง โดดเด่นองอาจชาติกำเนิดสูงส่ง จากการแต่งกายที่ดูภูมิฐาน ท่วงท่าขยับตัวล้วนแล้วแต่มีภูมิฐานและรู้มารยาท บุคลิกน่าเสื่อมใสยิ่งนัก
แต่ประเมินจากสายตาดูแล้ว บุรุษผู้นี้ต้องถือฉายาใบหน้าน้ำแข็งเป็นแน่ ยามยิ้มกับไม่ยิ้มล้วนหาความต่างไม่ได้ ร่างหนาแน่นให้ความรู้สึกเหมือนกำแพงเหล็กสูงชัน และสงวนวาจาอยู่ไม่น้อย แววตาก็นิ่งสุขุมเกินมนุษย์ทั่วไป
หนิงอวี่พิจารณาบุรุษเบื้องหน้าไปเรื่อย ก่อนที่กำไลหยกจะบอกผ่านความคิดในหัวของหนิงอวี่ว่าเขาผู้นั้นมีนามว่า เจียวซิ่น เจ้าบ้านของสกุลจาง เป็นบุรุษผู้ปราดเปรื่องหลักแหลม อนาคตสดใสสุดประมาณ เป็นทั้งขุนนางและเถ้าแก่เจ้าของกิจการใหญ่โตมั่งคั่ง ทั้งยังมีหน้ามีตาไม่เลว ไม่ว่าผู้ใดมาเทียบเคียงล้วนด้อยรัศมีไปส่วนหนึ่ง แต่ช่วงนี้มีปัญหาเกิดขึ้นกับเจียวซิ่นมากมาย ทั้งเรื่องงานที่ราชสำนักและร้านค้า
ทรัพย์สินของวังหลวงที่จะนำไปช่วยน้ำท่วมที่เจียวซิ่นดูแลนั้นถูกยักยอกไป โดยหาจับมือผู้ใดดมมิได้ เขาพยายามตามกลับมาคืน ไม่อย่างนั้นจะถูกทำโทษ จึงทำให้อารมณ์เหมือนตกอยู่ในห้วงน้ำลึก มีเมฆปกคลุมดำทะมีนลอยอยู่เหนือศีรษะตลอดทุกช่วงยาม ยิ่งเหนื่อยงานแล้วกลับมาที่จวนของตัวเองแล้วพบเจอน้องสาวตนกำลังอาละวาดและเก็บข้าวของกลับมาและบอกว่าจะหย่ากับสามี ก็ยิ่งทำให้อารมณ์ขุ่นหมองมากขึ้นไปอีก
เจียวซิ่นถึงกับส่ายหน้าอย่างระอา นึกเอือมกับความเอาแต่ใจของน้องสาวอยู่ในใจ ก่อนจะเอ่ยคำสอนซ้ำซากน่าเบื่อที่ตนมักจะใช้สอนน้องสาวของตนอยู่บ่อย ๆ ออกไป
“แต่งกับไก่อยู่กับไก่ แต่งกับสุนัขอยู่กับสุนัข ภรรยาแต่งสามีไปแล้ว ยากดีมีจน ดีหรือชั่วก็ต้องอยู่ด้วยกัน”
เมื่อเจียวซิ่นกล่าวจบ เจินห่านก็เอ่ยปกป้องบุตรสาวต่อในทันที
“ทำไมเจ้าต้องต่อว่าน้องด้วยเล่า น้องกำลังเสียใจอยู่ปลอบใจน้องบ้างไม่ได้หรืออย่างไรกัน”
เจียวซิ่นเบือนหน้าหนีไม่อยากมองหน้าของน้องสาวและมารดาที่พานทำเอาตนเสียอารมณ์ เจียวซิ่นไม่เพียงแค่เบื่อหน่ายน้องสาวเท่านั้น แต่ในตอนนี้ยังรู้สึกเอือมระอามารดาของตนอีกด้วยที่ยังคงตามใจบุตรสาวอย่างชิงเจ๋อไม่เลิก คิดว่าตัวเองยังเป็นสกุลที่ร่ำรวยที่สุดไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ใด หารู้ไม่ว่าบัดนี้เจียวซิ่นโดนใส่ร้ายว่าเป็นขุนนางฉ้อฉล ผู้คนในราชสำนักต่างถ่มน้ำลายใส่
“เจ้ากำลังดูสิ่งใดกัน ข้าดูบ้าง”
พรึ่บ!
หนิงอวี่ที่กำลังแอบมองและแอบฟังเหตุการณ์เบื้องนอกที่กำลังออกอรรถรสกันอย่างตั้งใจอยู่นั้น เสียงเล็กของลี่ซือก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างน้อย ๆ ที่กำลังพยายามกระโดดขึ้นเกาะแขนเกาะเอวของหนิงอวี่หมายจะมองดูเหตุการณ์ภายนอกหน้าต่างบ้าง หลังจากปล่อยให้สาวรับใช้คนสนิทดูผู้เดียวอยู่นาน
หนิงอวี่ที่ไม่มีทางเลือกจึงต้องอุ้มคุณหนูลี่ซือขึ้น แต่พอแม่นางน้อยได้เห็นบุคคลที่ยืนอยู่นอกหน้าต่างทั้งหมด นางก็กระโดดลงจากวงแขนของหนิงอวี่ในทันที แล้ววิ่งออกไปจากห้อง โดยไม่สนใจเสียงเรียกของสาวใช้ ทำให้หนิงอวี่ต้องรีบวิ่งตามไปพร้อม ๆ กับสาวใช้อีกคน
“คุณหนูลี่ซือจะไปไหนเจ้าคะ อย่าวิ่งเจ้าค่ะเดี๋ยวหกล้ม”
หนิงอวี่ที่วิ่งตามคุณหนูลี่ซือออกมา แต่เด็กน้อยได้กระโดดกอดผู้เป็นมารดา ไม่ได้สนใจสาวใช้อย่างหนิงอวี่อีกต่อไป
“ท่านแม่”
หนิงอวี่ที่ไม่รู้จะวางสายตาไว้จุดใด แอบกวาดมองทุกคนที่ตนพึ่งแอบดูอยู่นาน แต่ตอนนี้ได้มายืนอยู่ใกล้ ๆ จึงเกิดอาการทำตัวไม่ถูก จนกระทั่งสายตาไปตกลงบนใบหน้าของผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าบ้านของจวนหลังใหญ่แห่งนี้ สบดวงตาคู่งามเข้าอย่างเหมาะเจาะ แต่หนิงอวี่รู้สึกได้ว่าดวงตาคู่นั้นเย็นชาและดูแคลนตัวของนางเหมือนผงธุรีอย่างไรอย่างนั้น จึงรีบเก็บสายตากลับคืนมา
ดวงตานิ่ง ๆ ของท่านเจ้าบ้านที่มองหนิงอวี่อย่างน่ากลัวแปลก ๆ สายตาสะท้อนทุกความรู้สึกออกมาโดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากพูด ความดูถูกเดียดฉันท์ฉายชัดผ่านแววตา เขาส่งสายตาแปลความหมายว่าให้หนิงอวี่ออกห่าง ถ้าดวงตาสามารถลุกเป็นไฟได้เขาคงมอดไหม้ไปแล้ว
จนกำไลหยกเกิดพลังงานและส่องแสง ทำให้ความหลังของร่างนี้ผุดขึ้นมาในหัวของหนิงอวี่ นางจึงได้รู้ว่าก่อนหน้านี้เจ้าของร่างนี้ได้พยายามปีนเตียงของนายท่านเจียวซิ่นยามวิกาลหลายครั้งก็รู้สึกตกใจไม่น้อย
เมื่อความจริงในหัวเริ่มปรากฏ ภาพเหตุการณ์เก่าก่อนของร่างนี้กับท่านเจ้าบ้านเริ่มฉายขึ้นในหัวของหนิงอวี่ ยิ่งภาพในหัวชัดเจนมากขึ้นเท่าไร เส้นขนตามตัวของหนิงอวี่ก็พลันพากันลุกขึ้นชูชันขึ้นมา เนื่องจากรับการกระทำที่ผ่านมาของร่างนี้แทบไม่ได้
และเหตุการณ์ในหัวของหนิงอวี่ในตอนนี้ก็คือ...





