บทที่ 3
คนไม่สำคัญที่สำคัญ
หลังผ่านศึกรักแสนเร่าร้อนรอบห้องทำงานกว้างจนเวลาล่วงเลยไปเกือบเย็น นะโมก็ก้าวเดินออกจากห้องอาบน้ำซึ่งซ่อนอยู่ด้านหลังด้วยสภาพทุลักทุเล ช่องรักบวมแสบทั้งยังรู้สึกเจ็บไม่น้อย
ที่บอกว่ารอบห้องทำงานเพราะว่าเรนัลจัดได้ทุกพื้นที่ ทั้งเก้าอี้ โต๊ะทำงาน โซฟา พื้นพรม หรือแม้กระทั่ง…
พนังกระจกใส!
แม้ห้องนี้จะอยู่สูงถึงชั้นที่ 69 แถมยังเป็นกระจกด้านเดียวที่คนภายนอกไม่สามารถมองเข้ามาได้ แต่ความเขินอายปนหวั่นวิตกกลัวถูกพบเห็นก็ใช่ว่าจะห้ามกันได้โดยง่าย ทว่าเขากลับปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันยิ่งปลุกอารมณ์รัญจวนให้แผ่ซ่านจนเสร็จเลอะผนังเป็นคราบ ก่อนแด๊ดดี้จะยอมตามใจเปลี่ยนไปทำตรงอื่นต่อ
เพียงแค่คิดถึงความเร่าร้อนที่พึ่งจบลงก็ทำเอาพวงแก้มขึ้นสี ทั้งยังได้แต่ก้มหน้ามองพื้นไม่กล้าทอดสายตาดูสนามรักตรงหน้าอย่างขัดเขิน ก่อนสะดุดกับคราบขาวขุ่นที่กระเซ็นเลอะเป็นด่างดวงตัดกับพรมสีเทา
อ่า… ผลงานของเขาเองแหละ
เพราะแด๊ดดี้ขี้โกงใส่ถุงยางอนามัย น้ำรักของอีกฝ่ายจึงถูกจัดเก็บไว้ไม่กระเด็นเลอะ แต่พอเขาร้องขอบ้างด้วยไม่อยากให้คนอื่นมาเห็นร่องรอยพวกนี้ เจ้าตัวกลับปฏิเสธหน้าตาเฉยแล้วจัดการทำให้เขาพูดอะไรต่อไม่ได้
...ได้แต่ครางเท่านั้นน่ะนะ
“นอนรอที่โซฟาก่อน เดี๋ยวฉันประชุมเสร็จแล้วจะไปส่ง”
เรนัลพูดพลางจัดชุดสูทตัวใหม่ที่โรเบิร์ตนำมาให้เปลี่ยนอยู่ด้านหน้าผนังกระจก ดวงตาคมทอดชมวิวเบื้องล่างที่แสนวุ่นวายของมหานครใหญ่อย่างราบเรียบ
แต่เมื่อใบหน้าหล่อเหลาของชายสัญชาตอังกฤษหันมาทางคนฟัง รอยยิ้มเล็กๆ ก็แต่งแต้มมุมปากโดยไม่รู้ตัว นัยน์ตาสีน้ำทะเลอ่อนโยนขึ้นชั่วขณะ
“เดินไม่ไหวทำไมไม่เรียก” ประธานบริษัทยักษ์ใหญ่เดินเข้าไปพยุงแขกคนสำคัญที่กลายมาเป็นเด็กใต้อาณัติของเขาเหมือนเดิมด้วยท่าทางเอ็นดู
ยิ่งเห็นแก้มใสๆ ขึ้นสีแดงระเรื่อก็ยิ่งทำให้นะโมดูน่าฟัดน่าแกล้งจนเขาไม่อยากละจากไปทำงานเลยสักนิด
อยากจะฟังเสียงหวานครางซ้ำๆ ต่ออีกสักหน่อย
“อ่า... นะโมเห็นแด๊ดดี้ต้องเตรียมไปประชุมแล้วก็เลยไม่อยากกวน” แววตาที่มองทอดมาทำให้หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบก่อนเต้นรัวแรงไม่เป็นจังหวะ เขารู้สึกราวกับได้ย้อนไปยังอดีตที่แสนหอมหวานอีกครั้ง
แต่ดวงตาทรงเสน่ห์ที่มักจะอ่อนโยนเสมอมากลับถูกซ้อนทับด้วยความเย็นชาในค่ำคืนนั้น
ภาพความเป็นจริงอันแสนโหดร้ายตอกย้ำทุกสิ่งให้ตกอยู่ในสภาวะมืดมน นัยน์ตาสีน้ำตาลหมองวูบจนเรนัลสังเกตเห็น ปากเรียวทำท่าจะเอ่ยถามถึงสาเหตุ แต่ไม่นานสมองที่ปราดเปรื่องก็เหมือนจะประมวลผลเองได้
“ยังไม่หายโกรธฉันอีกหรอไง”
“...นะโมไม่ได้โกรธแด๊ดดี้หรอกครับ”
คนตอบก้มหน้าลงต่ำจนคางชิดอก นะโมพยายามปิดบังความน้อยใจเอาไว้แม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรไปมากกว่าการถามไถ่ตามมารยาท
เพราะไม่เช่นนั้นแด๊ดดี้ก็คงพยายามแก้ไขเรื่องทุกอย่างตั้งแต่ห้าปีก่อนแล้ว…
...ไม่ปล่อยให้เขาจมอยู่กับฝันร้ายเช่นนั้นตามลำพังหรอก
เพียงแค่คิดก็รู้สึกร้อนผ่าวที่กระบอกตาจนต้องกะพริบขึ้นลงถี่ๆ ก่อนจะกลืนก้อนสะอึกลงคอแล้วซบหน้าลงที่บ่ากว้างคล้ายกำลังออดอ้อนออเซาะขอรางวัล แม้ความจริงจะเป็นการหลบหน้าเรนัลก็ตามที
“แด๊ดดี้อย่าลืมรางวัลของนะโมนะครับ เงินทุน…” ประโยคคำพูดขาดช่วงกระทันหันเมื่อโดนมือเรียวประคองใบหน้าให้แหงนรับจูบอ่อนโยน สัมผัสบางเบาและนุ่มนวลโอบประคองหัวใจที่เหวอะหวะด้วยรอยกรีดให้กลับมาเต้นช้าๆ อีกครั้ง
หลังอีกฝ่ายผละจูบออกอย่างอ้อยอิ่ง นัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลก็ทอประกายสับสนจนสังเกตเห็นได้ชัด คนอายุน้อยกว่าได้แต่จ้องลึกลงไปแววตาเพื่อค้นหาความรู้สึกที่แท้จริง
เขาไม่ได้คิดไปเองใช่ไหม…
แด๊ดดี้… กำลังรู้สึกผิดอยู่ใช่ไหม
“ฉัน…”
ก๊อกๆ
“ถึงเวลาแล้วครับบอส”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมประโยคทักท้วงจากโรเบิร์ต เลขาคนสนิทและบอดี้การ์ดประจำตัวเรนัล นั่นทำให้ริมฝีปากหยักที่คล้ายจะเอ่ยบางคำออกมาต้องหยุดชะงักลง
“รู้แล้ว” ประธานหนุ่มเอ่ยตอบรับเสียงเรียบก่อนจะใช้สองมือขยับโอบอุ้มเด็กคนโปรดขึ้นสู่วงแขนแข็งแรง นะโมร้องโอดครวญน้อยๆ หลังความรู้สึกเจ็บแปล๊บแล่นจากช่องรักขึ้นสู่สมอง นิ้วมือจิกลงบนเสื้อสูทสีดำเป็นเงาจนเกิดรอยยับ
“อึก...”
“เจ็บมากเลยหรอ”
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันที เรนัลรีบเดินเร็วๆ เพื่อตรงไปยังโซฟาก่อนจะเอนร่างผอมบางในวงแขนลงอย่างเบามือ ท่าทางเป็นห่วงเป็นใยแบบที่ไม่ค่อยพบเจอพาลทำให้หัวใจคนเจ็บเต้นระส่ำราวกับตีกลอง ทว่าประโยคต่อมากลับฉีกกระชากความฝันทุกอย่างให้ลอยหายไป “เดี๋ยวฉันต้องไปประชุมแล้ว ถ้าอยากไปหาหมอก็บอกโรเบิร์ตละกัน”
“...ครับ”
นะโมไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเขาเค้นเสียงตอบรับออกมาได้ตอนไหน รู้แค่ก้อนความน้อยใจมันตีตื้นอยู่ตรงคอจนอยากจะร้องไห้ออกมาเสียเดี๋ยวนั้น เปลือกตาปิดลงเพื่อบดบังภาพความจริงที่กรีดย้ำรอยแผลเดิมให้ปริแตก
หยุดได้แล้ว หยุดคิดว่าตัวเองสำคัญได้แล้ว…
เพราะไม่ว่ายังไง… งานก็สำคัญสำหรับแด๊ดดี้เสมอ
หรือบางที… มันอาจจะเป็นตัวเขากันแน่นะที่ไม่เคยสำคัญ
เรนัลก้าวเดินออกห่างจากชุดโซฟาด้วยจังหวะปกติ ทว่าใบหน้าคมเข้มกลับยุ่งเยิงและสับสน ยิ่งทอดสายตามองคนที่กำลังนอนกลั้นเสียงสะอื้นไห้อย่างสุดความสามารถก็ยิ่งว้าวุ่นใจ
ทว่าสุดท้ายร่างสูงจำต้องใจแข็งเปิดประตูออกไปจากห้องเพราะไม่อาจละทิ้งหน้าที่ได้
จะปล่อยให้คนอื่นพูดว่าเขาหลงเด็กคนหนึ่งจนเสียการเสียงานไม่ได้เด็ดขาด!
“ไม่ต้องตามฉันเข้าประชุม” เลขาหนุ่มใบหน้านิ่งเรียบไม่ต่างจากเจ้านายพยักหน้าตอบรับ ทว่าดวงตาสีเข้มกลับต้องฉายแววประหลาดใจกับคำสั่งถัดมา “เฝ้าไว้จนกว่าฉันจะประชุมเสร็จ ถ้าเด็กนั่นต้องการอะไรก็จัดเตรียมให้เรียบร้อย”
“ครับบอส”
แม้จะสงสัยไม่น้อยว่าคนที่ทำให้บอสเอ่ยปากเช่นนี้ได้จะเป็นใคร ทว่าโรเบิร์ตก็ยังคงท่าทีสุภาพราบเรียบไว้ตามเดิม แต่เมื่อคล้อยหลังผู้มีอำนาจสูงสุดในตึก ใบหน้าเฉยชากลับเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
เขาทำงานกับเรนัสมาเกือบสิบปี ที่ผ่านมาอีกฝ่ายไม่เคยสนใจไยดีบรรดาเด็กๆ หรือพนักงานที่เรียกมาเล่นสนุกกันแบบนี้เลยสักคน เมื่อหมดหน้าที่ก็ไล่ให้พ้นหูพ้นตาเพราะอยากได้ความเป็นส่วนตัว
ไม่สิ รู้สึกจะมีอยู่คนหนึ่งที่บอสถูกใจจนพาไปอยู่ด้วยที่คฤหาสน์…
…เด็กที่ชื่อนะโม
พนักงานมากฝีมือครุ่นคิดเรื่องของเจ้านายได้เพียงไม่นานก็สลัดทุกอย่างออกจากหัวแล้วหมุนตัวตรงไปยังห้องทำงานใหญ่
แกร๊ก!
“...ใครน่ะ! ออกไปนะ อย่ามายุ่งกับผม!!” ทันทีที่โรเบิร์ตเปิดประตูเข้าไปในห้อง ชายหนุ่มผิวขาวรูปร่างผอมที่กำลังนอนคว่ำหน้าอยู่บนโซฟาก็ผวาลุกขึ้นร้องโวยวายเสียงดังลั่น
เลขาหนุ่มจำเป็นต้องยื่นมือรับหมอนอิงขนาดต่างๆ ที่ถูกโยนมาก่อนจะฟาดโดนตนเอง นัยน์ตาเฉยชาปรากฏความสงสารวูบหนึ่งแล้วกลับมาเรียบนิ่งอีกครั้ง
ไม่ผิดแน่ เด็กคนนี้คือคนเดียวกับที่บอสให้ความสนใจ… จนเป็นเหตุให้เกิดเรื่องในคืนนั้นขึ้นมา
“คุณนะโม ผมโรเบิร์ตเองครับ ไว้ใจผมได้”
หลังเห็นอีกฝ่ายหยุดเขวี้ยงปาหมอนอิงใส่แล้วเปลี่ยนเป็นนั่งกอดเข่าตัวสั่นเทาจนดูน่าสงสาร เสียงทุ้มจึงเอ่ยแนะนำตัวเผื่อจะช่วยลงความหวาดระแวงลงได้บ้าง
ทว่ากลับไม่ได้ผล นะโมคล้ายไม่ได้ยินสิ่งใดนอกจากเสียงในหัวของตัวเอง ร่างเล็กสั่นเทาจากแรงสะอื้นปนหวาดกลัว ใบหน้าซบต้นขาไม่กล้ามองผู้มาเยือนคนใหม่ ปากก็พึมพำไม่ยอมหยุด
“ออกไป… ฮึก อย่าทำอะไรผมเลย… ได้โปรด…”
“ผมเป็นเลขาคุณเรนัลไงครับ เราเคยเจอกันเมื่อห้าปีก่อน คุณจำผมไม่ได้หรอ”
หลังทิ้งเวลาให้ผ่านไปสักพัก โรเบิร์ตก็ตัดสินใจเอ่ยขึ้นอีกรอบ เขาพูดช้าๆ ด้วยหวังให้คนที่ยังไม่พร้อมรับสารจะเข้าใจได้โดยง่าย แต่นะโมก็ยังคงท่าทีระแวงและซุกหน้ากอดตัวเองไว้เช่นเดิม
จวบจนกระทั่งประตูถูกเปิดออกโดยเหล่าแม่บ้าน แวบแรกร่างเล็กบนโซฟาถึงกับสะดุ้งเฮือกพร้อมเงยหน้ามองด้วยดวงตาเบิกโพลง ทว่าเมื่อเห็นคนที่เดินเข้ามาเป็นหญิงวัยกลางคนจนถึงชรา ในมือถืออุปกรณ์ทำความสะอาดมากมาย ท่าทางตื่นตระหนกจึงคลายลงเล็กน้อย
“...!”
เลขาหนุ่มที่ยืนเฝ้าดูอาการอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเบาใจได้ไม่นาน เพราะเมื่อนะโมเริ่มเบนสายตามาทางเขา อีกฝ่ายก็สะดุ้งแล้วรีบกลับไปอยู่ในท่าเดิมทันที
“ผมไม่ทำอะไรคุณหรอกครับ” น้ำเสียงอ่อนใจปนสงสารพูดขึ้นแผ่วเบา แต่ก็ดังมากพอจะเข้าหูบรรดาแม่บ้านซึ่งไม่เคยเห็นเลขาหุ่นยนต์ของบอสมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน แต่ละคนมีสีหน้าประหลาดใจไม่น้อย ทว่าจากอายุงานและประสบการณ์ที่เคยพานพบ การทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องของคนอื่นโดยเฉพาะบุคคลที่มีตำแหน่งสูงกว่าเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง
แม่บ้านแต่ละนางรีบก้มหน้าก้มตาทำความสะอาดอย่างแข็งขัน แม้ว่าหูจะเงี่ยฟังประโยคสนทนามากแค่ไหนก็ตาม ทว่าสิ่งที่ได้ยินกลับเป็นประโยคพึมพำวกวนคล้ายคนพูดไร้ซึ่งสตินึกคิดใดๆ นำพาความสงสัยระคนสงสารเข้าสู่จิตใจจนเผลอหันไปมองต้นเสียง
“อะแฮ่ม” เสียงกระแอมเบาๆ ทำให้ผู้ฟังสะดุ้งเฮือกกันถ้วนหน้า เหล่าหญิงวัยกลางคนรีบหันกลับไปทำงานของตนเองต่อทันที ก่อนที่โรเบิร์ตจะรู้ตัวว่าการกระทำเมื่อสักครู่ได้เรียกสติคนบนโซฟาให้กลับมา
“คุณ… โรเบิร์ต?”
น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยติดๆ ขัดๆ ราวกับกำลังพยายามรวบรวมสติให้คงที่ ดวงตาคู่สวยกะพริบขึ้นลงทั้งที่ยังจ้องผู้มาเยือนไม่ละสายตา สีหน้างุนงงสับสนไม่น้อย เจ้าของชื่อจึงพยักหน้าตอบรับแต่ก็ไม่ได้ขยับเข้าไปใกล้เพราะกลัวอีกฝ่ายจะเกิดอาการหวาดระแวงอีกครั้ง
“...ผมขอน้ำหน่อยได้ไหมครับ”
หลังตั้งสติได้แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ทั้งยังเชื่อใจได้พอสมควรว่าโรเบิร์ตจะไม่ทำแบบเดียวกับผู้ชายคนนั้น นะโมถึงกล้าเอ่ยปากขอน้ำดื่มดับกระหาย
เขาในตอนนี้รู้สึกเหมือนอุณหภูมิร่างกายจะสูงขึ้นกว่าปกติจนร้อนไปทั้งตัว ลำคอก็แห้งผากราวกับทะเลทราย บางทีมันอาจจะเป็นผลพวงของการโหมใช้งานทั้งปากบนปากล่างหนักหน่วงในรอบห้าปีก็เป็นได้
“รอสักครู่นะครับ” พูดจบผู้ชายใบหน้าเรียบนิ่งก็เดินออกจากห้องไปในพลัน ก่อให้เกิดความรู้สึกโล่งอกจนร่างเล็กสามารถขยับเอนลงนอนราบกับโซฟาได้ดั่งตอนแรก
นะโมเบ้หน้าร้องโอดโอยเมื่อการขยับเปลี่ยนท่าทำให้เจ็บแสบบริเวณเบื้องล่างไม่น้อย ทว่าการฝืนนั่งชันเข่าก็ทำให้กลีบกุหลาบบวมช้ำได้รับการกระทบกระเทือนมากพอกัน
แด๊ดดี้ไม่ปรานีเขาเลยสักนิด
ยามหวนคิดถึงสาเหตุของอาการบาดเจ็บ ดวงหน้าเนียนใสก็ขึ้นสีระเรื่อ ความรู้สึกร้อนวูบวาบกลับมาอีกครั้งอย่างไม่รู้จักพอ
หรือต้องบอกว่าไม่รู้จักจำด้วยดี
ทั้งๆ ที่แด๊ดดี้ทำให้ตกอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความทรมานไม่รู้จักจบสิ้น ทั้งที่พึ่งดึงสติให้หลุดจากอาการหวาดระแวงด้วยภาพหลอนของคืนวันนั้นฉายทับ แต่เมื่อนึกถึงอีกฝ่าย เขากลับหลงใหลทุกสิ่งที่ได้รับจนไม่อาจถอนตัว
ถ้าพี่อิฐรู้ว่าเขาเผลอทั้งตัว… เผลอทั้งใจให้แด๊ดดี้อีกครั้ง มีหวังโดนด่าหูชาแน่ๆ
รอยยิ้มน้อยๆ แต่งแต้มมุมปากยามคิดถึงลูกพี่ลูกน้องเพียงคนเดียวที่คอยช่วยเหลือในเวลาตกทุกข์ได้ยาก ก่อนจะผวาลุกขึ้นนั่งตัวตรงอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังมาจากกระเป๋าหนัง
พี่อิฐแน่เลย!
ไม่ต้องหยิบมาดูนะโมก็รู้ได้ทันทีว่าปลายสายเป็นใคร เพราะตัวเขาไม่ได้มีเพื่อนสนิทหรือคนที่จะโทรหาเยอะแยะ แถมเย็นนี้ยังตกลงกันว่าจะไปซื้อของเข้าห้องพร้อมกันหลังคุยกับสปอนเซอร์เสร็จ และนี่ก็เลยเวลาที่นัดไว้เกือบชั่วโมงแล้วด้วย
“ทำไงดีๆ” นะโมพึมพำกับตัวเองหลังทำใจกล้าเดินไปหยิบโทรศัพท์มาถือไว้ ยิ่งเห็นชื่อบนหน้าจอเป็นบุคคลที่คาดเดา เขาก็ยิ่งเลิ่กลั่กหันซ้ายหันขวาราวกับจะหาตัวช่วย
ทว่าทั้งห้องนอกจากเขาก็มีเพียงแม่บ้านสี่ห้าคนที่กำลังถืออุปกรณ์ทำความสะอาดหน้าตาโลเทคอย่างที่ไม่ค่อยพบเห็นในสมัยนี้ นักวิจัยหนุ่มกัดปากตัวเองแน่นหลังต้องเค้นสมองคิดคำโกหกญาติผู้พี่
ปกติเขาก็โกหกไม่ค่อยเก่งอยู่แล้ว ยิ่งต้องมาใช้ความคิดหลังสติหลุดแบบเมื่อกี้ยิ่งนึกอะไรไม่ออกเลย แต่โชคดีที่เครื่องเก่าซึ่งมีเทคโนโลยีสื่อสารกันแบบสามมิติได้นำไปขายหาเงินมาเลี้ยงชีพในช่วงหลายเดือนที่ทำงานให้แลบโดยไม่ได้ค่าจ้าง โทรศัพท์ในมือตอนนี้จึงทำได้แค่โทรเข้าออกตามปกติเท่านั้น
เอาวะ! ทำทีเป็นพึ่งคุยกับแด๊ดดี้เสร็จแล้วกัน พี่อิฐคงไม่รู้หรอก
ติ๊ด
[อยู่ไหนเนี่ยนะโม กูยืนรอจะเป็นชั่วโมงแล้วนะ]
“ขอโทษครับพี่ พอดีผมพึ่งคุยกับดะ… สปอนเซอร์เสร็จ” ปากกระจับเกือบหลุดคำว่าแด๊ดดี้ออกไปแล้ว โชคดีที่กลับคำได้ทัน มือเล็กยกขึ้นลูบหน้าลูบตาตัวเองหวังให้มีสติในการคุยมากกว่านี้
พี่อิฐจะรู้เรื่องของแด๊ดดี้ไม่ได้!
ไม่ใช่ว่าเขาอับอายกับสถานะที่ไม่ต่างจากเด็กบำเรอความใคร่ในตอนนี้ แต่มาจากเหตุการณ์หลังแยกทางกับแด๊ดดี้ เพราะกลับไปอยู่กับพี่อิฐด้วยสภาพไม่เป็นผู้เป็นคน ในตอนนั้นถ้าไม่เก็บตัวเงียบอยู่ในห้องก็ต้องกรีดร้องหวาดระแวงทุกคนที่เข้าใกล้ ไปหาหมอรักษาตัวอยู่นานกว่าจะใช้ชีวิตได้อย่างปกติ
ปกติแบบที่ต้องใช้ยานอนหลับทุกวันถึงจะสามารถพักผ่อนได้น่ะ…
พี่อิฐโกรธแด๊ดดี้มากจนถึงขั้นจะไปทำร้ายอีกฝ่ายถึงคฤหาสน์ โชคดีที่เพื่อนคนอื่นๆ ช่วยกันห้ามไว้ได้ทันจึงไม่เกิดเรื่องเลวร้ายอื่นใดอีก
เพราะถ้าหากพี่อิฐหุนหันพลันแล่น คนที่จะได้รับบาดเจ็บย่อมไม่ใช่เจ้าของอำนาจมหาศาลในเมืองใหญ่อย่างเรนัล แลนด์คอปอยู่แล้ว
[ทำไมคุยนานจังวะ ทางนั้นไม่ยอมให้ทุนหรอ]
“เอ่อ มีปัญหานิดหน่อยน่ะครับ แต่เขายอมตกลงแล้วนะพี่”
[จริงดิ! แบบนี้ต้องฉลองหน่อยแล้ว เก่งมากไอ้น้องชาย!] น้ำเสียงร่าเริงจากปลายสายทำให้คนฟังระบายยิ้มตาม ความภูมิใจหลังได้รับคำชมเชยมันดีอย่างนี้นี่เอง
รอยยิ้มแต่งแต้มใบหน้าเนียนใสได้ไม่นานก็ต้องจางหาย เมื่อคนที่เขายังไม่อยากให้กลับมามากที่สุดกำลังเดินตรงมาทางนี้
แด๊ดดี้!
“คุยกับใครน่ะ” เจ้าของห้องเดินหน้าถมึงทึงหงุดหงิดอย่างไม่ทราบสาเหตุ เขาเอ่ยเสียงดังหมายจงใจให้ปลายสายได้ยิน ก่อนจะเห็นสีหน้าเลิ่กลั่กของนะโมพร้อมประโยคตัดบทที่ทำเอาความโกรธพุ่งสูงจนอยากกระชากร่างเล็กมาจูบแรงๆ สักที
“แค่นี้ก่อนนะพี่อิฐ ไว้เจอกันที่ห้องเลย”
[ฮะ! แล้วไม่มาช่วย…]
ติ๊ด!
“ฉันถามว่าคุยกับใคร”
“คุยกับพี่อิฐ… เอ่อ ลูกพี่ลูกน้องนะโมเองครับ” คนโดนจ้องด้วยแววตาดุๆ ตอบกลับอย่างงุนงง สมองที่ยังตื้อและพร่ามัวไม่สามารถประมวลผลได้ว่าอีกฝ่ายเป็นอะไร ทำได้แค่กะพริบตามองโครงหน้าหล่อเหลาเพียงเท่านั้น
“งั้นก็บอกลูกพี่ลูกน้องเธอใหม่ซะ”
“ครับ?”
“บอกไปว่าเจอกันอีกทีอาทิตย์หน้าเลย เพราะเดี๋ยวเธอต้องบินไปเกาะส่วนตัวกับฉัน” เรนัลพูดหน้าตาย อารมณ์หงุดหงิดที่พลุ่งพล่านทั่วร่างกายทำให้เขาตัดสินใจยกเลิกตารางงานทั้งอาทิตย์ในทันที “โรเบิร์ต เคลียร์คิวนัดให้เรียบร้อยแล้วก็ไปเตรียมเครื่องบินซะ”
“ครับบอส”
โรเบิร์ตที่หยุดยืนอยู่ห่างๆ พร้อมแก้วน้ำดื่มซึ่งนะโมร้องขอตอบรับคำสั่งด้วยใบหน้าราบเรียบไมเปลี่ยนไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่ในใจถึงกับสบถคำหยาบเพราะการจัดเรียงคิวงานใหม่ทั้งอาทิตย์มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด
จะหวงจะอะไรก็ช่วยมีลิมิตหน่อยได้ไหมครับบอส!
----บอสเจ้าแผนการ----





![พยศรัก [ The Vice Love ]](https://v.pinedrama.com/b1265344voduse1318177724/a07f89495001834806832644994/5PBwAG248b8A.webp!15491.webp)