คดีฆาตกรรมสกุลหลิน

จากคำพูดสุดท้ายของผู้เป็นบิดา หลินจินเซี่ยคิดว่า สมุดบัญชีรายชื่อก็คือสาเหตุสำคัญของเรื่องทั้งหมด ทั้งยังอาจมีความเป็นไปได้ว่าเรื่องนี้ต้องมีความเกี่ยวพันกับผู้ช่วยเกาจงเฉิงแน่ แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเขาอย่างไรก็ยังไม่อาจสรุปได้ ทว่าการที่ผู้เป็นบิดาเอ่ยถึงผู้เป็นมารดามันหมายความว่าอย่างไร? เหตุใดผู้เป็นบิดาถึงได้เอ่ยชื่อของผู้เป็นมารดาด้วย!

คำพูดสามคำนั้นของผู้เป็นบิดาทำให้หลินจินเซี่ยรู้สึกสับสน และเจ็บปวดมาก หากเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับผู้เป็นมารดา แล้วเหตุใดผู้เป็นบิดาถึงได้เอ่ยถึงคำว่า ‘แม่..’ ออกมาด้วยเล่า! หรือยังมีประโยคอื่นที่ยังพูดไม่จบอยู่กันแน่ หรือเขาเพียงแค่ต้องการบอกว่าให้ตนที่เป็นลูกไปดูว่ามารดาปลอดภัยดีหรือไม่กันแน่

ขอให้ความคิดจากที่เป็นจุดเล็ก ๆ ในก้นบึ้งของหุบเหวลึกในใจที่ไม่ได้โผล่ออกมานั้นเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ก็พออย่าได้เป็นจริงเลย

ความคิดที่ว่านั้นก็คือ ‘หรือเรื่องนี้ท่านแม่ก็มีส่วนรู้เห็นด้วย’ นั่นเอง

หลินจินเซี่ยรู้สึกสับสนวุ่นวายใจอย่างบอกไม่ถูก.. ไม่แน่ว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวพันเป็นวงกว้าง ผู้ช่วยนายอำเภอเกาจงเฉิง มารดาของเขา.. 

ห้าวันก่อนวันเทศกาลตงจื้อ คนของกลุ่มที่เรียกตนเองว่าดวงตาสวรรค์บังเอิญไปได้ยินคนกลุ่มหนึ่งพูดคุยกันถึงเรื่องสมุดบัญชีรายชื่อที่หายไป พวกเขาคาดเดาว่าน่าจะตกไปอยู่ในมือของนายอำเภอแน่! คนกลุ่มนั้นจึงแอบวางแผนกันอย่างลับ ๆ ว่าในคืนเทศกาลตงจื้อระหว่างที่ผู้คนกำลังสนุกสนาน ไร้ซึ่งการระวังป้องกันภัยอันตราย ถือโอกาสที่ไม่มีคนสนใจบุกเข้าไปช่วงชิงสมุดบัญชีรายชื่อในจวนสกุลหลิน หากนายอำเภอไม่ยอมมอบสมุดบัญชีรายชื่อคืนให้แต่โดยดี และหากเขาขัดขืนแผนการไม่ราบรื่นก็สังหารให้สิ้นทั้งตระกูลให้สิ้นเรื่องไป

หลังจากนายอำเภอได้รับข่าวจึงวางแผนให้บุตรชายออกไปฉลองเทศกาลและเที่ยวชมความสวยงามด้านนอกพร้อมกับบ่าวรับใช้คนสนิทหากเกิดเรื่องไม่ชอบมาพากลขึ้นกับสกุลหลินอย่างน้อยบุตรชายของตนก็ยังสามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้ เขารู้ว่าบุตรชายชื่นชอบการดูดอกไม้ไฟเป็นที่สุดดังนั้นจึงตั้งใจจัดให้มีการประกวดดอกไม้ไฟขึ้น ทั้งยังมีรางวัลเป็นเงินห้าร้อยตำลึงเพื่อชักจูงความสนใจให้มีคนเข้าร่วมจำนวนมากและแผนของเขาก็สำเร็จ

หลินจินเซี่ยถูกซื้อความสนใจด้วยดอกไม้ไฟ เขาจึงตกปากรับคำบิดาด้วยสีหน้าระรื่น ตื่นเต้นดีใจที่จะได้เห็นดอกไม้ไฟสวย ๆ ให้ดูจำนวนมาก ทั้งยังหมายมั่นว่าตราบใดที่ดอกไม้ไฟดอกสุดท้ายยังไม่ถูกจุดเขาก็จะยังไม่กลับเข้าบ้าน

โถงหลักตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างเรือนทางปีกซ้ายและปีกขวา ข้างกันยังมีโถงเปิดโล่งอีกโถงซึ่งศพของนายอำเภอก็ถูกนำมาวางไว้ที่โถงเปิดโล่ง ไม่นานผู้ช่วยนายอำเภอเกาจงเฉิงก็พาพวกหลินจินเซี่ยมาถึงโถงหลัก ประตูโถงหลักถูกเปิดกว้างทั้งสองบานรออยู่แล้ว

ทันทีที่มาถึงหลินจินเซี่ยก็ไม่รอช้ารีบถลันตัวกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้าไป เพิ่งรับเรื่องแสนสาหัสบิดาสิ้นใจคาอ้อมกอดไปหมาด ๆ ตอนนี้ยังต้องมาเห็นสภาพมารดานอนตายจมกองเลือดอยู่ภายในโถงหลักอีกเป็นใครก็ยากเกินรับไหว

สายตาของเขาหยุดนิ่งที่ร่างของคนผู้หนึ่งที่นอนแน่นิ่งบนพื้นกลางโถง สองขายืนสั่นเทามองศพของมารดาด้วยสายตาว่างเปล่าและสิ้นหวัง เอ่ยเรียกท่านแม่ด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้แทรกอยู่ในทุกคำพูด เวลาผ่านไปสักพักใหญ่เขาก็ทรุดเข่านั่งกับพื้นข้างศพมารดา ลักษณะการตายของมารดาถูกเชือดที่ลำคอด้วยคมกระบี่เป็นรอยยาว บนรอยยาวนั้นมีคราบเลือดที่เริ่มแห้งไปบ้างแล้วเกาะกรังติดอยู่ที่ปากแผล พรมสีแดงปูพื้นมีคราบเลือดเกาะอยู่และซึมลงสู่พื้นจากพรมสีแดงกลายเป็นพรมม่วงแก่อมดำไปเสียแล้ว สองมือค่อย ๆ บรรจงซ้อนใต้ร่างของมารดาขึ้นมาสวมกอดเอาไว้แน่น ร่ำไห้จนตัวสั่นไปทั้งร่างเป็นครั้งที่สอง

ปากก็พึมพำไม่หยุด “ท่านแม่.. ท่านแม่ทำไมพวกท่านถึงได้ใจร้ายกับข้านัก ทำไมพวกท่านถึงทอดทิ้งข้า.. ฮา ๆ ฮือ ๆ แล้วข้าจะอยู่อย่างไร? เป็นฝีมือของผู้ใด!”

น้ำเสียงของเขาสั่นเครือด้วยความเศร้าโศกเสียใจ ดวงหน้าฉายประกายเจ็บปวดอย่างสุดซึ้ง เมื่อนึกถึงว่าบิดายังพอได้ฟังคำพูดสุดท้าย ทว่ามารดากลับสิ้นใจไปก่อนแล้วน้ำเสียงอ่อนโยนที่เคยได้ฟังได้ยินกลับไม่อาจได้ยินอีกแล้วในชีวิตนี้ หลินจินเซี่ยขบฟันกรามแน่นจนเห็นรอยนูนปูดปูนขึ้นสองข้างแก้ม สีหน้าของเขาดูหดหู่ราวกับถูกทอดทิ้ง คลื่นลมเงียบสงบใบไม้สักใบก็ไร้การกระดิก บรรยากาศมืดดำและหนักอึ้งไม่ต่างอะไรกับจิตใจของชายหนุ่มในตอนนี้

ผู้ช่วยนายอำเภอเกาจงเฉิงเดินเข้ามาวางมือข้างหนึ่งแตะบนบ่าไหล่ขยับปลายนิ้วสองทีเป็นการปลอบใจเขาแต่ไม่ได้เอ่ยคำพูดใด แล้วยกมือข้างหนึ่งขึ้นกวักเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาให้เข้ามานำศพมารดาหลินจินเซี่ยไปวางไว้คู่กันกับศพของนายอำเภอหลินที่โถงเปิดโล่ง

ศพของมารดา หลินจินเซี่ยต้องการอุ้มนางไปด้วยตนเอง ผู้ช่วยนายอำเภอเกาจงเฉิงก็มิได้ขัดขวางความต้องการของเขาปล่อยให้เขาอุ้มและวางศพเอาไว้คู่กันกับศพของบิดาตามที่ปรารถนา

ท่านพ่อ ท่านแม่พวกท่านโปรดวางใจการตายของพวกท่านยังเป็นปริศนาบวกกับเรื่องที่ท่านพ่อได้บอกกับข้า ข้าให้คำมั่นกับพวกท่านว่าข้าจะต้องตามสืบหาความจริงและนำตัวคนร้ายมารับโทษทางกฎหมายให้ได้โดยเร็วที่สุดเพื่อเป็นการปลอบขวัญพวกท่าน พวกท่านจะได้ตายตาหลับและไปสู่สุคติได้อย่างสบายใจ หลินจินเซี่ยคิดไปด้วยในขณะที่อุ้มร่างไร้วิญญาณของมารดาไปที่โถงเปิดโล่ง สีหน้าของเขายังคงหม่นหมอง ดวงตาสองข้างแดงก่ำจากการร่ำไห้อย่างหนัก

ตอนนี้โถงเปิดโล่งมีศพสองศพนอนเรียงกัน ศพหนึ่งคือศพของผู้เป็นบิดา ศพหนึ่งคือศพผู้เป็นมารดา ในเมื่อคนของทางการจัดการเก็บศพทั้งหมดภายในเรือนจนหมดแล้วก็ถึงเวลาที่คนของทางการต้องนำศพกลับไปฝังวิญญาณของผู้ตายจะได้กลับเข้าสู่วัฏสงสาร ก่อนที่ผู้ช่วยนายอำเภอจะกล่าวขอลากลับเขาก็ได้บอกกล่าวกับหลินจินเซี่ยว่า “ศพของคนอื่น ๆ ในสกุลหลินทางการจะเป็นผู้รับผิดชอบจัดการหาที่ฝังให้เองหลานชายไม่ต้องเป็นห่วง ส่วนศพของบิดา และมารดาเจ้า เจ้าก็จัดการเองแล้วกันเป็นการแสดงความกตัญญูต่อพวกเขาและเป็นการไว้อาลัยพวกเขาครั้งสุดท้าย หากขาดเหลือสิ่งใดหรือมีอะไรให้ทางการช่วยเหลือก็บอกได้ไม่ต้องเกรงใจ เจ้าก็เหมือนหลานชายของข้าคนหนึ่ง”

หลินจินเซี่ยนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างศพของผู้เป็นบิดา และมารดา เขาสะอื้นไห้ลุกขึ้นประสานมือข่มกลั้นน้ำตากล่าว “ขอบคุณผู้ช่วยเกา ลำบากท่านแล้ว เรื่องอื่นต่อจากนี้ข้าไม่รบกวนท่านจะดีกว่า การที่ท่านช่วยฝังศพของทุกคนให้ก็เป็นพระคุณมากแล้ว”

“คนกันเองไยต้องเกรงใจถึงเพียงนี้” กล่าวจบผู้ช่วยนายอำเภอเกาจงเฉิงก็พาคนของเขากลับไปพร้อมกับศพของคนสกุลหลินจำนวนมาก

หลินจินเซี่ยบอกให้ฝูจิ้นเดินไปส่งพวกเขาถึงประตูหน้าบ้าน “ผู้ช่วยเกาเดินดี ๆ นะขอรับ”

เช้าวันถัดมาข่าวสกุลหลินถูกสังหารดังไปถึงเมืองหลวงในชั่วข้ามคืน เดิมทีเรื่องนี้ควรเป็นหน้าที่ของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรที่ประจำอยู่ในเมืองหยางโจวทว่าเนื่องจากเป็นพื้นเดียวกัน พวกเขาจึงไม่สามารถรับหน้าที่สืบคดีนี้ได้โดยตรงจำต้องมีคนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรจากเมืองหลวงมาเป็นผู้นำในการสืบคดี รวมถึงทางสำนักนายอำเภอเองก็ไม่สามารถรับหน้าที่สืบคดีนี้ได้โดยตรงเช่นเดียวกันเนื่องเพราะผู้ที่ถูกสังหารคือนายอำเภอเมืองหยางโจว ดังนั้นเรื่องจึงถูกส่งและรายงานไปที่เมืองหลวง ผู้ที่ควบม้าเร็ววิ่งไปส่งสารนั้นก็คือคนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรเมืองหยางโจว ขึ้นชื่อว่าม้าเร็วนั่นย่อมไปมารวดเร็วดั่งสายลม สมชื่อ เพียงชั่วข้ามคืนก็ไปถึงเมืองแล้ว!

ภายในห้องพระโรงบรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดันเมื่อผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพรฝ่ายเหนือนำเรื่องนายอำเภอเมืองหยางโจวถูกสังหารทั้งตระกูลต่อหน้าพระพักตร์องค์ฮ่องเต้

“นอกจากเรื่องภัยหนาวที่เทียนจินแล้วยังมีเรื่องอื่นใดอีกหรือไม่?” องค์จักรพรรดิจูจงหยวน สีพระพักตร์เรียบเฉยตรัสถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

‘จูจงหยวน’ คือพระนามขององค์จักรพรรดิแผ่นดินต้าหมิง ตอนนี้สามสิบเจ็ดพรรษาแล้ว องค์จักรพรรดิทรงขยันว่าราชกิจ เป็นกษัตริย์ที่ปกครองใต้หล้าด้วยความเมตตา ทรงมีพระปรีชาสามารถยิ่ง ไม่ชอบการเข่นฆ่า ก่อนที่พระองค์จะได้ขึ้นครองราชย์นั้นพระองค์ยังทรงเคยออกรบกับหน่วยทหารแนวหน้าปราบกบฏชาวนอกด่านจนได้รับชัยชนะมาแล้วถึงสามศึก แต่ข้อเสียก็คือทรงเป็นกษัตริย์ขี้ระแวง ระแวงและคิดเล็กคิดน้อยไปเสียทุกเรื่อง

ผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพรก้าวเท้าออกด้านข้างยืนนอกแถวประสานมือโค้งเอวก้มหน้า สายตามองลงไปที่ปลายเท้าของตนเอง กราบทูลรายงานด้วยน้ำเสียงดังกังวาน “ถวายบังคมฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ”

หน่วยองครักษ์เสื้อแพรกราบทูลรายงานหากไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับขุนนาง ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับราษฎร เมื่อขุนนางบางคนเห็นผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพรขึ้นกราบทูลต่อเบื้องพระพักตร์โดยที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายนำเรื่องใดมากราบทูลก็พากันอกสั่นขวัญแขวนเพียงแค่เก็บอาการหวาดหวั่นเอาไว้ในใจ

“ผู้บัญชาการหลี่เชิญท่านกล่าวมาได้เลย” องค์จักรพรรดิจูจงหยวนรับสั่ง

ผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพรแห่งกองปราบฝ่ายเหนือมีชื่อว่า ‘หลี่ซุนซวน’ รูปร่างสูงใหญ่กำยำ อายุสามสิบห้าปี ลักษณะองอาจผ่าเผย น่ายำเกรง หน้าตาคมคาย อุปนิสัยใจคอเปิดเผย หนักแน่น รับใช้จักรพรรดิด้วยความซื่อสัตย์ภักดี

หลังจากผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพรกราบทูลเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดแด่ฮ่องเต้จบสิ้น องค์ฮ่องเต้รู้สึกกริ้วเป็นอย่างมาก กำหัตถ์ทุบโต๊ะด้วยพระทัยหนักอึ้งหลังได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับครอบครัวนายอำเภอเมืองหยางโจว พระองค์ก็มีรับสั่งถามถึงคนอื่น ๆ ว่ามีผู้รอดชีวิตจากคดีนี้หรือไม่?

“ทูลฝ่าบาทมีผู้รอดชีวิตพ่ะย่ะค่ะ” หลี่ซุนซวนประสานมือโค้งเอวกราบทูลต่อ

“ผู้ใด?” ฮ่องเต้ย่นพระขนงถอนพระทัยหนักหน่วงตรัสถาม สีพระพักตร์ถึงได้คลายความเครียดลงมาได้เล็กน้อย

“บุตรชายเพียงคนเดียวของนายอำเภอ นามหลินจินเซี่ยกับบ่าวรับใช้คนสนิท นามฝูจิ้นพ่ะย่ะค่ะ” หลี่ซุนซวนรายงาน

“อา..เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้อย่างไรกัน?” เสียงจ้อกแจ้กจอแจของเหล่าขุนนางเริ่มดังอื้ออึงราวกับเสียงแมลงวี่แมลงวันดังขึ้น

ฮ่องเต้ทรงมีพระเมตตาและห่วงใยต่อราษฎรนับเป็นบุญวาสนาของราษฎร พระองค์ทรงมีรับสั่งให้หน่วยองครักษ์เสื้อแพรส่งคนไปคุ้มกันความปลอดภัยของบุตรชายของนายอำเภอให้ดี ทั้งยังมีรับสั่งให้ผู้บัญชาการหลี่ซุนซวนแห่งหน่วยองครักษ์เสื้อแพรจากกองปราบฝ่ายเหนือส่งผู้ใต้บังคับบัญชาระดับนายกองร้อยพร้อมผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนหนึ่งเร่งเดินทางไปสืบคดีหาสาเหตุว่าเป็นเพราะเหตุใดกลุ่มคนร้ายถึงได้อาจหาญไม่เกรงฟ้า ไม่กลัวดินกล้าสังหารขุนนางใต้จมูกโอรสสวรรค์เช่นนี้ได้

หน่วยองครักษ์เสื้อแพรแห่งกองปราบฝ่ายเหนือ

หลังจากผู้บัญชาการหลี่ซุนซวนกลับเข้าหน่วยประจำการ เขาก็ได้เรียกผู้ใต้บังคับบัญชาระดับนายกองร้อยคนหนึ่งให้เข้ามารับหน้าที่ทันที

ภายในโถงประชุมหรือก็คือห้องบัญชาการซึ่งมีผู้บัญชาการหลี่ซุนซวนนั่งอยู่ที่โต๊ะประจำตำแหน่งหันมองออกไปที่ประตูทางเข้ารอคอยการมาถึงของผู้ใต้บังคับบัญชาระดับนายกองร้อยอย่างใจจดจ่อ แขนข้างหนึ่งยกขึ้นเท้าศอกบนที่พักแขนยกมือนวดคลึงระหว่างคิ้ว ไม่นานเงาของคนผู้หนึ่งก็ปรากฏเข้ามาในโถง เงานั้นค่อย ๆ ใกล้เข้ามา กระทั่งเจ้าของเงาปรากฏตัวที่หน้าประตู

เป็นชายหนุ่มที่มีรูปร่างสูงโปร่ง คิ้วคมเข้มดั่งหมึก เครื่องหน้าคมคาย สันจมูกโด่ง มุมปากเชิดขึ้นเล็กน้อย ลักษณะองอาจ น่าเกรงขาม ท่าทีสุขุมเยือกเย็น และเย็นชา นิสัยเป็นคนพูดน้อย เก็บตัว

ชายหนุ่มมีชื่อว่า ‘เหอหลิงซี’ อายุยี่สิบปีก็ได้เป็นนายกองร้อยแล้ว แต่กว่าที่เขาจะได้ขึ้นมารับตำแหน่งนี้ก็มิได้ได้มาโดยง่ายอย่างที่ทุกคนคิด คดีที่เขาได้รับมอบหมายให้ไปทำล้วนเป็นคดีที่ยากแสนยากเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับเหล่าขุนนางชนชั้นสูงด้วยกันทั้งนั้น อีกทั้งคดีที่เกี่ยวกับพวกเล่นแร่แปรธาตุสร้างข่าวลือชวนขนลุกเขาก็ล้วนจัดการมาแล้วทั้งนั้น

ใช่แล้วเขาก็คือนายกองร้อยเหอหลิงซีที่ผู้บัญชาการหลี่ซุนซวนกำลังเฝ้ารออย่างใจจดจ่อผู้นั้นนั่นเอง นายกองร้อยเหอหลิงซีเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงกลางโถงประสานมือคำนับ กล่าวเสียงเข้ม “ใต้เท้าเรียกหาข้ามีงานหรือขอรับ?”

แม้จะกล่าวถามเช่นนั้นตัวเขาเองก็รู้ดีว่าจะต้องมีคดีตึงมือมอบหมายให้เขาไปทำอีกอย่างแน่นอน และคดีที่ว่านั้นตัวเขาเองก็พอได้ยินมาบ้างแล้ว เพียงแต่ได้ยินจากปากคนอื่นไหนเลยจะสู้ได้ยินจากปากผู้เป็นหัวหน้าเล่า อีกอย่างที่ทำให้เขามั่นใจมากว่าคดีนี้จะต้องตกเป็นของเขานั่นเพราะไม่มีทางที่ผู้บัญชาการจะเรียกเขาเพียงเพราะคุยเรื่องทั่ว ๆ ไป

ผู้บัญชาการหลี่ซุนซวนเอ่ยเข้าประเด็นทันทีเพื่อไม่ให้เสียเวลา “นายกองร้อยเหอได้ยินเรื่องคดีสังหารสกุลหลินทั้งตระกูลแล้วใช่หรือไม่?”

“ขอรับ..” นายกองร้อยเหอหลิงซีขานรับสีหน้าเครียด

ในเมื่อผู้บัญชาการกล่าวเช่นนี้นายกองร้อยเหอหลิงซีเป็นคนฉลาดจึงพอคาดเดาได้แล้วว่าจะต้องมีคำสั่งให้เขานำผู้ใต้บังคับบัญชาเดินทางไปสืบคดีนี้แน่.. และก็เป็นไปตามที่เขาคาด

เมื่อกล่าวถึงเมืองหยางโจว ตัวเขาเดิมทีพื้นเพก็เป็นคนหยางโจวดั้นด้นสู้กับความยากลำบากฝึกฝนวิชาอย่างหนักก็เพื่อที่วันหนึ่งจะได้กลับไปใช้วิชาความรู้ความสามารถปกป้องคนผู้หนึ่ง ในตอนแรกที่เขาได้ยินข่าวเรื่องสกุลหลินถูกสังหารทั้งตระกูลไม่เว้นแม้กระทั่งเด็ก สตรีและคนชรา นายอำเภอที่เป็นเจ้าบ้าน รวมถึงฮูหยินของเขาก็ไม่รอด เข่าของเขาก็แทบทรุดหากไม่เพราะอยู่ต่อหน้าผู้คน ผู้ใต้บังคับบัญชามากมายคาดว่าน้ำตาแห่งความเศร้าโศก เสียใจก็คงไหลออกมาไปรวมกับแม่เป็นน้ำเหอแล้ว ดีที่ประโยคต่อมาที่เขาได้ยินคือ ‘นับเป็นเรื่องดีที่บุตรชายของนายอำเภอหลินมิได้รับอันตราย’

Chapters
Customize
Next Chapter

เรื่องที่คุณน่าจะชอบ

Logo
ศูนย์รวมซีรีส์สั้นออนไลน์ที่ดีที่สุดสำหรับคุณ ครบจบในที่เดียว ทั้งตัวอย่างตอนฟรี ข้อมูลนักแสดงแบบจัดเต็ม และลิงก์ไปยังแพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการ
©2026 PinesDramas สงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ