สตรีบ้ากับบุรุษการพนัน
ซูเหยาที่นั่งอยู่ในเกี้ยวนึกถึงเรื่องราวหลังจากที่นางฟื้นขึ้นมา เมื่อสามเดือนก่อน ตอนนั้นนางได้พบกับวิญญาณของมารดาที่สระบัวแห่งนั้น การที่นางต้องระเห็จไปท้ายเรือนจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความตั้งใจ
เรื่องการเห็นวิญญาณนั้น นางจะมองเห็นวิญญาณสองประเภท ประเภทที่หนึ่งก็คือ ดวงวิญญาณที่ไม่สามารถจดจำเรื่องราวในอดีตได้ วิญญาณประเภทนี้จะมีลักษณะโปร่งแสง ใบหน้านิ่งไร้ความรู้สึก
ประเภทที่สองก็คือ ดวงวิญญาณที่สามารถมองเห็น และจดจำเรื่องราวทุกอย่างก่อนตายได้ เพียงแค่พูดออกมาไม่ได้ แต่สามารถสื่อสารทางแววตาได้ วิญญาณประเภทนี้จะมีลักษณะเป็นสีดำ ใบหน้ามืดดำ ดวงตา แดงก่ำ ซึ่งก็คือลักษณะของมารดานางที่ต้องยึดติดกับสถานที่ตัวเองตาย ไม่สามารถไปเกิดใหม่ได้
การตายของมารดานางไม่ใช่อุบัติเหตุ หากเป็นฆาตกรรม แต่เพราะวิญญาณไม่สามารถสื่อหรือแสดงออกได้นอกจากพยักหน้า และส่ายหน้า สิ่งเดียวที่นางรู้ก็คือ เบาะแสการตายของมารดานางที่เกี่ยวพันกับสกุลเหยียน
สกุลเหยียนเป็นตระกูลแม่ทัพแปดกองธง สกุลว่าที่สามีนางในอนาคต ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะนางรู้ทุกอย่างแล้วต่างหาก ที่เหลือก็เพียงแค่ต้องสืบหาคนร้ายที่แท้จริงออกมาให้จงได้
ดวงตานางปิดสนิท ไม่ได้เดือดร้อนใจแต่อย่างใด บัดนี้เกี้ยวเจ้าสาวมาจอดอยู่หน้าจวนแม่ทัพได้ครึ่งชั่วยามแล้ว แต่เจ้าบ่าวของนางก็ยังหายตัวออกจากจวนอย่างไร้ร่องรอย
“คุณหนูเจ้าขา คุณชายเฉิงเคอรออยู่ด้านนอกเจ้าค่ะ”
คนเป็นเจ้าบ่าวไม่มา ที่มาแทนกลับเป็นอดีตคู่หมั้นนาง เหยียนเฉิงเคอ อดีตคู่หมั้นของนางที่พึ่งแต่งงานกับซูเหมยน้องสาวต่างมารดาของนาง เมื่อสองเดือนก่อน
ไม่ทันไรเขาก็ทำตัวเป็นดอกซิ่งแดงออกกำแพง แต่สำนวนนี้ปกติใช้สำหรับสตรีไม่ใช่บุรุษ
“ในเมื่อข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกแล้ว จะทำเรื่องให้ยุ่งยากทำไม ข้าไม่เข้าใจ”
“คุณหนู” สาวใช้ฟงจิวเสียงอ่อนลงด้วยรู้ว่าความผูกพันระหว่างคุณหนูกับคุณชายเฉิงเคอไม่ใช่แค่วันสองวัน แต่มีร่วมกันมาตั้งแต่เกิด แต่ตั้งแต่ฮูหยินใหญ่ตายไป เรื่องราวทุกอย่างก็เปลี่ยนไปจนไม่อาจย้อนกลับมาได้
รักบุรุษอีกคน แต่ต้องแต่งงานกับอีกคน แถมยังต้องแต่งเข้าบ้านสกุลเดียวกัน ต้องอยู่ร่วมกับบุรุษที่รักก็ช้ำใจพอแล้ว ยังต้องแต่งกับบุรุษ ที่ไม่เอาไหนอีก บ่าวอย่างนางเริ่มจะไม่ทนแล้ว
“เปิดม่าน”
ตามธรรมเนียมแล้วคนที่เปิดผ้าม่านต้องเป็นเจ้าบ่าว แต่ตอนนี้คุณหนูกลับสั่งให้บ่าวอย่างนางเปิดผ้าม่าน “คุณหนู” นางพยายามห้าม อีกฝ่ายเสียงอ่อน
ซูเหยาเห็นดังนั้นจึงเป็นฝ่ายเปิดผ้าม่านเอง แล้วก้าวลงจากเกี้ยว เฉิงเคอหันมองสตรีชุดสีแดง เขาคิดจะไปประคองนาง แต่ถูกซูเหมยพูดขัด
“หากท่านก้าวไปเพียงก้าวเดียว ข้าจะฟ้องท่านแม่ของท่าน และคิดว่าเรื่องนี้จะไม่จบง่าย ๆ แน่”
เหยียนเฉิงเคอหันมองซูเหมย มือหนากำแน่น เขาในตอนแรกนั้นไม่ได้อยากแต่งกับซูเหมยเลยสักนิด แต่เพราะว่าผู้ใหญ่เห็นดีด้วย เขาเลย จำใจต้องแต่ง
ตอนที่เขารู้ว่านางต้องแต่งกับพี่ชายตน ในใจเขาก็ร้อนรนอยากจะวิ่งกลับไปหานาง แต่เขาก็กลัวว่าตัวเองจะทำให้บิดาไม่พอใจ จึงได้แต่มอง ซูเหยาที่มีแม่สื่อประคองก้าวเท้าเข้าไปในจวนโดยไร้เจ้าบ่าว แค่นี้ก็พอทำให้ผู้คนหัวเราะเยาะนางไปอีกหลายปี
ซูเหมยน้องสาวที่แสนดีตอนนี้ยกยิ้มอย่างไม่ปิดบัง เมื่อเดินเข้ามาถึงด้านในก็พบว่านางกำลังนั่งอยู่ สถานที่แต่งงานที่ไร้เจ้าบ่าว แถมเจ้าสาวรอไม่ไหวถึงขนาดต้องเข้ามาในจวนเอง แค่นี้นางก็สะใจมากแล้ว
ตอนนี้ทุกคนต่างคิดไปสารพัด โดยไม่มีใครรู้เลยว่า เจ้าสาวที่ว่าได้ยินคำพูดเหล่านั้นในหัวหมด อย่าว่าแต่ซูเหมยน้องสาวนางเลย แม้แต่แม่สามีนางเองก็ไม่เว้น
“หากเพราะไม่มีสตรีใดยอมแต่งงานกับบุตรข้า ข้าก็คงไม่เลือก สตรีบ้าเช่นนี้แต่งเข้าจวนแน่” นั่นคือเสียงแม่สามี
“นี่น่ะหรือสตรีบ้าที่ว่า ท่าทีสงบเช่นนี้หรือจะเป็นเรื่องเล่า” นั่นคือเสียงสาวใช้ในจวน
“ข้าได้แต่งเข้ามาอย่างสมเกียรติ ส่วนพี่สาวน่ะหรือ แม้แต่เจ้าสาวยากจนยังดีเสียกว่าอีก” นั่นคือเสียงซูเหมย
“หากเปลี่ยนเป็นข้า ข้าจะไม่ทำให้นางอับอายเช่นนี้” เสียงนี้ไม่ใช่ใครเลย อดีตคู่หมั้นของนางนั่นเอง
ซูเหยาตอบเขาในใจว่า หากท่านรักข้าจริงคงจะรีบยกเลิกงานแต่งตั้งแต่ได้สติและรู้ว่าไม่ได้ทำแล้ว มาสำนึกตอนนี้ข้าไม่ยกโทษให้ท่านแน่นอน
นั่งรอด้านนอกครึ่งชั่วยาม นั่งรอในจวนหมดไปครึ่งวันคนในจวนก็ยังหาเจ้าบ่าวไม่เจอ นางที่รู้สึกเมื่อยคอจึงดึงผ้าสีแดงออก จากนั้นเสียงรอบด้านก็ดังขึ้น
นางถอดมงคลเจ้าสาวออก จากนั้นก็วางผ้าสีแดงลงไป
“หากเจ้าบ่าวมาแล้ว ก็ให้เขาเข้าพิธีกับมันแทนแล้วกัน ตอนนี้ ข้าง่วงมาก ขอตัวไปนอนก่อน”
นี่คือสะใภ้ที่เขาแต่งเข้ามาหรือ ตอนนี้ในจวนยิ่งกว่าผึ้งแตกรัง ผู้คนพูดห้ามนาง แต่ซูเหยาที่ลุกขึ้นหันมองพวกเขานิดเดียว ก่อนจะมองไปยังตำแหน่งตรงกลางบ้าน
นางเจอวิญญาณอาฆาตอีกตัวแล้ว สตรีที่ว่าใบหน้าดำมืด ดวงตา แดงก่ำ ใบหน้าที่ว่าจ้องมองแต่แม่ทัพเหยียนหยุนเตอ น้ำตาหยดลงใบหน้าไม่หยุด
เพราะดวงตาจับจ้องพ่อสามีไม่วางตา จึงสร้างความไม่พอใจให้เหล่าอนุทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอนุเฟยจวิ้น อนุเหมยฉิง หรือแม้แต่ฮูหยินเอกก็ตาม
“คุณหนูหวัง ไม่ทราบท่านมองอะไรอยู่”
ซูเหยาหันมองทุกคน จากนั้นก็หยุดอยู่ที่ตำแหน่งเดิม สองมือนางยกขึ้นแล้วคำนับ ปากก็เอ่ยขึ้น
“ซูเหยาคารวะท่านน้าเผย” คำเดียวของนางทำทุกคนขนลุก จากนั้นสตรีที่พูดก็หันหลังจากไป ปล่อยให้ทุกคนหันมองไปยังจุดที่นางคำนับ แล้วทุกคนก็รีบสลายหายไปจนไม่เหลือ
แม่ทัพหยุนเตอหันมองข้างกายตนเอง แต่พบแค่ความว่างเปล่า หรือว่าสิ่งที่คนเลื่องลือนั้นจะเป็นเรื่องจริง ซูเหยาก็แค่สตรีบ้า
“ท่านพี่ หรือว่า” ฮูหยินเอกรุ่ยหลินหันมองรอบกาย ขนแขนนางลุกตั้งโดยไม่รู้ตัว สองมือลูบผิวที่เย็นเฉียบ “หรือว่านางยังไม่ไปเกิด”
จบคำลมเย็นวูบก็พัดมา ทำให้คนที่เหลืออยู่ต่างวิ่งหนีกระเจิง เหลือเพียงแม่ทัพเตอหันที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม และหันมองด้านข้างตนอีกครั้ง
“เผยเอ๋อร์ ข้าจะจัดการกับบุตรชายเจ้าเช่นไรดี”
ซูเหยานั่งอยู่ในห้องเจ้าสาวจนถึงรุ่งสางอีกวัน ตอนที่นางลืมตา ขึ้นนั้นก็พบว่าสาวใช้กำลังจะปลดผ้ามงคลลง
“ข้ายังไม่ได้แต่งงานเลย พวกเจ้าจะปลดผ้าทำไม”
“คุณหนูหวัง แต่ว่าเมื่อวาน” สาวใช้ที่ว่าพูดได้แค่นั้นก็ปิดปากเอาไว้ มองนางที่ยังสวมชุดเจ้าสาวเช่นเดิม
“อีกครึ่งชั่วยามสั่งให้คนเตรียมงานให้พร้อม ข้าจะเข้าพิธีแต่งงาน”
เออ หรือว่านางจะสติไม่ดีจริง ๆ งานแต่งเมื่อวาน แต่วันนี้จะแต่งอีกรอบ จะแต่งอีกรอบไม่ว่า แต่หาเจ้าบ่าวให้เจอก่อนดีไหม
เสียงฝีเท้าตรงประตูทำให้ทุกคนหันมอง พบว่าเป็นเจ้าบ่าวที่ทุกคนตามหา ‘คุณชายจือหยวน’ เขาหันมองซ้ายขวาด้วยท่าทางรีบร้อน ดูก็รู้ว่าวิ่งมา เมื่อเห็นเป้าหมายก็รีบตรงมายังซูเหยา
“เจ้ารู้อะไร บอกข้ามา”
ซูเหยามองสภาพว่าที่สามีตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า หากเอาเขาไปเทียบกับขอทาน ขอทานที่ว่ายังดูดีกว่าเสียอีก คนถูกถามไม่บอก แต่เดินกลับเข้าห้อง อีกฝ่ายก็เข้ามาขวางทาง
นางตวัดตามองอย่างไม่พอใจ ฟงจิวก็รีบเข้ามาขวางทาง และ ปิดประตู มาถึงตอนนี้เขาสิ้นไร้หนทางจริง ๆ เหยียนจือหยวนเดินไปหน้าประตูจวน จากนั้นก็คุกเข่าลงแล้วตะโกน
“ข้าเหยียนจือหยวน เป็นบุรุษชั่วที่ทำให้คุณหนูหวังซูเหยาอับอายขายขี้หน้า ได้โปรดให้โอกาสข้า แต่งงานกับข้าอีกครั้งเถอะ” แล้วประโยคนี้ก็ดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก
จากที่มีแค่เขา กลายเป็นว่าตอนนี้มีคนเต็มท้องถนน ดูเหมือนสกุล เหยียนจะมีเรื่องสนุกไม่เว้นวันจริง ๆ เมื่อวานเจ้าบ่าวหายจนเจ้าสาวต้องเดินเข้าประตูจวนเอง มาวันนี้เจ้าบ่าวที่ว่ามาคุกเข่าขอสำนึกผิด
สองมือเหยียนจือหยวนกำแน่นด้วยความแค้นใจ หากนางไม่ส่ง ปิ่นหยกของมารดาที่หายสาบสูญไปให้เขา มีหรือที่เขาจะยอมทำตาม
ซูเหยา เจ้าจำเอาไว้ ข้าจะไม่มีวันญาติดีกับเจ้าแน่
แผนสี่ตำลึงปาดพันชั่ง หรือก็คือการใช้แรงน้อยชนะแรงมาก คงพอทำให้การพบหน้าระหว่างนางกับเขาสองคนสนุกกันพอหอมปากหอมคอ ในเมื่อกล้าทิ้งให้นางอับอาย นางก็มีวิธีให้เขาอับอายเหมือนกัน
หลังจากปล่อยให้เขาคุกเข่าขอร้องนางแต่งงานครบสองชั่วยาม นางก็ยอมสวมมงคลเจ้าสาว แล้วเดินออกจากจวนเพื่อไปหาเจ้าบ่าว ฟงจิวประคองมือนางเดินมาหยุดลงตรงหน้าคนคุกเข่า
จือหยวนเงยหน้ามองสตรีตัวร้ายตรงหน้า ดวงตาไม่ได้เต็มไปด้วยความรัก แต่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นต่างหาก เสียงอ่อนหวานภายใต้หน้ากากร้ายเอ่ยขึ้น
“ข้ารับรู้ความรักและความเสียใจจากพี่หยวนแล้ว เห็นแก่ความรัก ครั้งนี้ข้าจะให้อภัยท่านสักครั้ง พี่หยวน ท่านโปรดลุกขึ้นเถอะ ขืนนั่งอยู่อย่างนี้ต่อไปจะยิ่งอับอาย”
หากนางเห็นแก่เขาจริงก็ต้องวิ่งออกมาห้ามตั้งแต่ประโยคแรกแล้ว ไม่ใช่สองชั่วยามเช่นนี้ ตอนนี้ตะวันตรงหัวเขา แดดแรงจนแทบตัวจะไหม้เกรียม นางพึ่งจะออกมาพูดว่าห่วงใย ห่วงใยมารดาเจ้าสิ!!
ซูเหยาที่โดนนินทาไม่ได้รู้สึกอะไร นางยกมือขึ้นหมายให้อีกฝ่ายจับจูงก็ได้ยินว่าที่สามีนางก่นด่าอีกรอบ “ข้าไม่อยากจะแตะต้องนางมารเช่นเจ้า รู้ตัวไหม”
ข้ารู้แล้วว่าที่สามี แต่โทษของท่านที่ทิ้งให้ข้าต้องอับอายยังไม่จบแค่นี้แน่ ดังนั้นเมื่อมือเขาวางลงบนมือนาง ประคองเจ้าสาวแสนรักเข้าไปด้านใน
จากนั้นพิธีแต่งงานก็เริ่มต้นขึ้น พิธีไหว้ฟ้าดินที่มีแต่คนอวยพรให้ดังก้องอยู่ในหัวนางตอนนี้ ซูเหยาที่ชินแล้วจึงไม่ได้รู้สึกอะไรอีก มองเขาเปิด ผ้าคลุมสีแดงออก นางก็มองท่านน้าเผยที่ยืนอยู่ด้านหลังบุตรชาย
เอาตรง ๆ พวกเขาทั้งสี่คนเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก แต่นางกับเจ้าบ่าวตรงหน้าเรียกได้ว่าเจอกันทีไรแทบจะฆ่ากันตาย หลัง ๆ พอเติบโตขึ้นมาก็แทบจะไม่พูดคุยอีกเลย รู้แค่ว่าเขาเป็นบุตรไม่เอาไหน
วิญญาณที่ว่าร้องไห้อีกแล้ว ส่วนเจ้าบ่าวนางก็มองตามสายตาของนางที่มองข้ามไหล่ไปทางด้านหลังเขา “เจ้ามองอะไร”
ซูเหยาไม่ได้ตอบคนถาม แต่พูดในใจกับวิญญาณที่ว่า
“ถึงข้าจะแต่งเข้ามาเพราะมีจุดประสงค์อื่น แต่ก็หาได้มีจุดประสงค์ร้ายต่อเขา ท่านน้าเผยโปรดวางใจได้ บุตรไม่เอาไหนคนนี้ของท่าน ข้าจะ สั่งสอนต่อเอง”
นางมองเขาแล้วอมยิ้ม ก็เลยถูกเจ้าบ่าวโยนผ้าสีแดงปิดใบหน้าแล้วให้คนพาเข้าห้องหอ ถึงอย่างไรเขาก็ไม่มีวันเข้าห้องหอกับนางแน่นอน
ส่วนซูเหยาเมื่อได้ยินก็บอก “ข้าก็คิดเหมือนท่านเช่นกัน”
เขาคิด แต่ไม่ได้พูดออกมา ส่วนนางก็ตอบโดยที่เขายังไม่ถาม แบบนี้แล้วก็ยิ่งทำให้เขาคิดว่า “นางต้องสติไม่ดีแน่ ๆ”
เจ้าสาวออกเดินไปเรื่อยเปื่อย “อย่างน้อยคนสติไม่ดีเช่นข้าก็ทำให้ท่านคุกเข่าอ้อนวอนอยู่หลายชั่วยามนะ จำเอาไว้”
นางได้ยินที่เขานินทาได้เช่นไร จือหยวนยกแขนขึ้นลูบ ก่อนจะหันมองไปทางด้านหลังตนเอง แต่ก็พบเพียงแค่ความว่างเปล่า
ส่วนซูเหยาก็ไม่ได้เข้าห้องหอ นางเดินสำรวจในจวนไปเรื่อย คงเพราะว่าเรื่องเมื่อวานทำให้นางไม่ถูกรบกวน นางจึงเดินไปจนถึงด้านหลังของจวน มองต้นไม้ใหญ่ที่นางพบปิ่นหยก นางมองขึ้นไปบนต้นไม้ จากนั้น ก็มองชิงช้าที่แขวนอยู่
ซูเหยาหันมองศาลาหลังน้อยกลางสวนดอกไม้ที่เหี่ยวเฉา
“ที่ตรงนี้เหมาะสำหรับพักผ่อน”
ฟงจิวรู้ว่าคุณหนูหมายถึงอะไร พอหันมองรอบด้านก็เห็นว่าที่นี่เหมือนท้ายจวนไม่มีผิด ต่างกันที่ที่นี่ยังต้องปรับปรุงอีกมาก พลันลมก็พัดมาอย่างรุนแรง ซูเหยาหันมองแรงอาฆาตที่ยังติดตามนางมา ซึ่งถือเป็น เรื่องแปลก
“ท่านน้า ท่านเคลื่อนย้ายตัวเองได้ยังไง”
เพราะมารดาของนางไม่อาจเคลื่อนย้ายร่างออกจากสระบัวได้ แต่ท่านน้าเผยกลับตรงกันข้าม เพราะสามารถเคลื่อนตัวไปยังจุดไหนก็ได้ ในจวน
ตอนนี้ท่านน้าเผยกำลังอยู่ตรงหน้านาง ใบหน้าดำค่อย ๆ เผยใบหน้าจริงที่แสนจะสยองเน่าเฟะ ดวงตาถลนออกมานอกเบ้า กะโหลกโผล่ให้เห็นอยู่ครึ่งหนึ่ง
สิ่งที่นางได้รับก็พอบอกแล้วว่าอีกฝ่ายไม่เต็มใจตอบ ดังนั้นนางจึงเปลี่ยนเรื่อง “ถ้าเช่นนั้นข้าขอใช้สถานที่ตรงนี้ของท่านแทนแล้วกัน”
รู้เลยว่าคนตายห่วงมันขนาดไหน ซึ่งดีเลย ทีนี้นางจะได้สงบ ไม่ต้องฟังเสียงนินทาอีก “อีกอย่างที่ข้าอยากบอกท่านก็คือ หากข้าไม่แต่งกับ เขาแล้ว ก็ไม่มีใครหน้าไหนที่กล้าแต่งกับบุตรชายท่านอีก หากอยากให้บุตรชายท่านเป็นผู้เป็นคนกว่าเดิมก็จงเชื่อฟังข้า ไปวุ่นวายกับคนอื่นโน่นไป อย่ามายุ่งกับข้า”
นางตวัดสายตาขู่คนตาย จากนั้นใบหน้าที่ว่าก็ค่อย ๆ ดำแล้วสลายหายไปเช่นกัน ในเมื่อไม่บอกว่าทำได้เช่นไร นางจะหาคำตอบเอง
“ดูเหมือนพวกเราต้องทำกันเองแล้ว”
ฟงจิวพยักหน้าเห็นด้วย แล้วพวกนางก็ได้ยินเสียงอีการ้องมาจากต้นไม้ ซูเหยายกมือขึ้น ตงตงก็บินมาเกาะ ก่อนรายงานเรื่องที่เห็นมา
“เหวยผิงสั่งให้หมอผีเข้าไปทำพิธีขับไล่วิญญาณที่สระบัวด้านหลัง”
เหวยผิงที่ว่าก็คือแม่เลี้ยงของนาง ที่ตอนนี้กลายเป็นฮูหยินใหญ่ พอมีอำนาจก็ใช้กำลังกดขี่นางไม่หยุด นางไม่อยากบอกว่านางได้ยินทุกอย่าง ที่ยอมอ่อนลงให้ก็เพราะอยากใช้ชีวิตกับมารดาเท่านั้น
แต่นี่ถึงขนาดใช้หมอผีมาขับไล่วิญญาณ ซึ่งนางรู้อยู่แล้วว่าไม่มีวันสำเร็จ “เจ้ากลับไปดูต่อ แล้วมารายงานให้ข้าฟัง”
เจ้าอีกาดำตงตงพยักหน้า จากนั้นก็บินกลับสกุลหวังเช่นเดิม ส่วนพวกนางก็หันมาช่วยกันปัดกวาดสถานที่ดังกล่าวจนเริ่มดูดี
“ไว้หาดอกไม้มาปลูกสักหน่อยก็เหมาะสำหรับนอนเล่นแล้ว”
“เจ้าค่ะ คุณหนู” ฟงจิวรับคำ ก่อนจะเดินกลับไปยังห้องของตนเอง เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบว่ามีอาหารวางอยู่แล้ว
แม่นมหลีคำนับทักทายนาง “ฮูหยินใหญ่เห็นว่าคุณหนูหวังคงจะ ไม่คุ้นชินกับการร่วมโต๊ะใหญ่ จึงสั่งให้บ่าวนำอาหารมาให้แทนเจ้าค่ะ”
ไม่อยากให้นางร่วมโต๊ะก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างไรก็ยังมีน้ำใจส่งอาหารให้นางถึงห้องนอน “ขอบคุณแม่นมหลี”
แม่นมหลีนึกนินทาในใจ นางไม่อยากจะเหยียบเรือนนี้ด้วยซ้ำ หากไม่เพราะเป็นคำสั่งนายท่าน คิด ๆ แล้วก็ขนลุกขนพองไม่รู้ตัว เมื่อคุณหนู ซูเหยาเอนใบหน้ามองด้านหลังจากนั้นก็ยิ้มให้
“ขะ ข้าน้อย ขอตัวก่อนเจ้าค่ะ” จากนั้นก็วิ่งเร็วยิ่งกว่าม้า
คนแกล้งหัวเราะขึ้นมา แต่เป็นฟงจิวที่ตามไม่ทันถามขึ้น
“วิญญาณที่คุณหนูเห็นตลกหรือเจ้าคะ”
นางยกนิ้วชี้ขึ้นแตะหน้าผากอีกฝ่าย “หากเป็นวิญญาณก็คงเป็นวิญญาณแม่นมหลีกระมัง วิ่งเสียรวดเร็วปานนั้น”
ฟงจิวก็ยังไม่รู้เรื่องเหมือนเดิม แต่ก็หันมาปรนนิบัติคุณหนูกินอาหารต่อ นั่งกินได้ไม่ถึงครึ่งสามีที่ยังไม่เข้าหอก็เดินสีหน้าบึ้งตึงมาหานาง
“เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่” เขาจะโมโหก็ไม่แปลกอะไร เพราะ เมื่อเขาจะไปโรงพนันก็ถูกกั้นไม่ให้เข้าร้าน พอจะไปดื่มสุราที่หอนางโลม ก็ถูกโยนกระเด็นออกมา
สตรีที่กระทำเงยหน้ามองทำเหมือนไม่รู้เรื่องราว “ข้าทำอะไรท่าน ท่านก็เห็นว่าข้าไม่ได้ก้าวเท้าออกจากเรือนเลย”
“เจ้า!! อย่ามาทำไม่รู้เรื่อง ข้ารู้ว่าเป็นฝีมือเจ้า”
ซูเหยายกกาน้ำชา “ท่านดื่มชาก่อน เดี๋ยวจะโมโหตายเสียก่อน”
“ไม่ต้อง” จือหยวนปัดถ้วยชาลงพื้น จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงโกรธจัด “อย่ามาทำอวดดีกับข้า ข้าไม่เชื่อว่าทั้งเมืองหลวงจะไม่มีใครต้องการเงินของข้า”
เงินของท่านพวกเขาต้องการ แต่ข่าวลือที่ข้าปล่อยต่างหากที่ พวกเขาไม่อยากเข้าใกล้ท่าน “ท่านไม่อยากรู้เหรอ ว่าทำไมพวกเขาถึง ไม่ต้อนรับพี่หยวนอีก”
“เจ้ายอมรับแล้วใช่ไหมว่าเป็นเพราะเจ้าทำ”
“ข้าไม่รู้เรื่องพวกนี้จริง ๆ แต่ข้ารู้ข่าวลือที่เขากำลังลืออยู่ตอนนี้”
คิ้วจือหยวนขมวดเข้าหากัน พลางมองนางอย่างระวังตัว ซูเหยาที่รับรู้ความคิดก็ยิ่งถ่วงเวลาไม่ยอมเอ่ยสักคำ จนกระทั่ง
ปัง!!
“เจ้าจะบอกหรือไม่บอก!!”
“ทำไมท่านพี่ต้องโมโหด้วย นั่งลงจิบน้ำชากันก่อนเถอะ ฟงจิวไปเอาอาหารมาเพิ่ม” นางยังคงทำเหมือนน้ำในแม่น้ำฮวงโหที่เย็นเฉียบ ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจ ยิ่งทำให้อีกฝ่ายโมโห
“บอกข้ามาว่าเรื่องอะไร”
“ถ้าข้าพูดตอนนี้พี่หยวนจะกินอาหารลงไหมเจ้าคะ” นางทำสีหน้าลำบากใจ จากนั้นก็มองคนตรงหน้าที่หน้าดำหน้าแดงกว่าเดิม
ซูเหยาขยับเข้าใกล้เขาแล้วกระซิบ “ข้าได้ยินข่าวมาว่า ท่านกำลังป่วยหนัก ตอนนี้อวัยวะท่อนล่างของท่านกำลังเน่าเปื่อยจนทำงานไม่ได้ จึงเป็นสาเหตุที่พี่หยวนไม่อยากแต่งงานกับข้า เพราะกลัวว่าความลับจะถูกเปิดเผย”
“บัดซบ!! จะมีผู้ใดที่กล้ากล่าววาจาร้ายแก่ข้าถ้าไม่ใช่เจ้า”
นางยิ่งทำหน้าเหมือนไม่รู้เรื่องมากกว่าเดิม
“ท่านก็เห็นว่าข้าอยู่แต่ในจวน แล้วจะมีเวลาไปพูดเรื่องนี้ตอนไหน”
ที่นางพูดก็ถูก ตั้งแต่นางแต่งเข้ามา พ่อบ้านลู่ก็บอกว่านางไม่ได้ก้าวเท้าออกจวนเลยด้วยซ้ำ แต่ทำไมเขาไม่เชื่อสักคำ
“แล้วเจ้าเชื่อหรือเปล่า”
ซูเหยาก้มลงมองด้านล่างเขา จากนั้นก็ถอยหลัง แล้วทำสีหน้ารังเกียจอย่างเห็นได้ชัด
“ในเมื่อผู้คนเลื่องลือไปไกลแล้ว เช่นนั้นข้าจะสยบข่าวลือนี้เอง”
เขาบอกแล้วดึงแขนนาง
“ท่านจะทำอะไร”
“จะทำอะไร พวกเราแต่งงานแล้วไม่ใช่หรือ จำไม่ได้หรือไงว่ายังมี อีกหนึ่งอย่างที่จะทำให้การแต่งงานสมบูรณ์” พูดจบก็กระชากนางลงนอน บนเตียง ปากก็พูดต่อว่า
“แต่ถ้าหากของข้าใช้ไม่ได้ ก็ใช่ว่าจะไม่มีของใช้แทน”
ซูเหยามองเขาที่หยิบของชิ้นหนึ่งออกจากเสื้อ มันคือหยกเขียวแท่งยาว ด้านปลายงอเล็กน้อย ขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือ
“ท่านจะบ้าไปแล้วหรือไง!!”
“ถ้าเจ้าได้ใช้มัน เจ้าจะไม่พูดเช่นนี้แน่”
ใช้บ้าน่ะสิ ใครอยากใช้กับท่านกัน!!!





