แม้จะได้ยินคำกล่าวอ้างเช่นนั้น ทว่าใบหน้าของเว่ยชิงโหวยังคงเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์
เมื่อครู่หลังจากได้รับรายงานว่ามีสตรีแปลกหน้าเดินทางมาจากเมืองเว่ยหนานพร้อมกับจดหมายฉบับหนึ่งที่เป็นลายมือของเขา ชายหนุ่มจึงเร่งรุดออกมาดูด้วยตนเอง
เขาพบว่าสตรีนางนี้เป็นเพียงสาวชาวบ้านธรรมดาๆ เท่านั้น เหตุใดนางจึงได้กล่าววาจาเหลวไหลมากมายถึงเพียงนี้
“ท่านโหว ข้าก็คือภรรยาของท่าน”
เมื่อสตรีแปลกหน้าเอ่ยประโยคนี้ออกมา องครักษ์ที่รับฟังอยู่ด้านข้างต่างมีสีหน้าตลกขบขันไปตามๆ กัน ดูท่านางจะเสียสติไปแล้วจึงกล้าแอบอ้างว่าตนเองเป็นภรรยาของเว่ยชิงโหว
“ข้ากับท่านพวกเราบังเอิญพบกันที่เมืองเว่ยหนาน ก่อนท่านจากมาท่านได้มอบของสิ่งนี้ให้กับข้าทั้งยังรับปากว่าจะแต่งตั้งข้าเป็นฮูหยินของท่าน”
ซุนฟางหรงเร่งรีบอธิบาย เมื่อนางหยิบ ‘สิ่งของ’ บางอย่างออกมาจากห่อผ้าที่คาดอยู่กลางอก ใบหน้าของเว่ยชิงโหวและองครักษ์ที่ยืนอยู่ก็แปรเปลี่ยนไปในทันที
“พู่หยกชิ้นนี้ท่านทิ้งไว้ให้ข้าพร้อมกับจดหมายฉบับนั้น...”
ถังหมิงคว้าสิ่งของในมือสตรีแปลกหน้ามาตรวจดูอย่างรวดเร็ว
เมื่อแน่ใจแล้วว่านี่คือพู่หยกประจำตระกูลซึ่งเป็นของสำคัญที่เขาพกติดกายมาโดยตลอด ใบหน้าราบเรียบก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด
“เหตุใดของสิ่งนี้จึงอยู่กับเจ้า” น้ำเสียงกดต่ำเย็นชา
“นี่เป็นของที่ท่านมอบให้ข้า” หญิงสาวรู้สึกหวาดเกรงเมื่อถูกจ้องมองอย่างจับผิด
“โกหก”
เว่ยชิงโหวแทบจะตวาดใส่ แต่เมื่อเห็นว่าที่นี่เป็นบริเวณหน้าจวนไม่สะดวกพูดคุยจึงสงบใจลง ก่อนจะคว้าข้อมือสตรีที่อ้างตนว่าเป็นภรรยาของเขาได้อย่างเต็มปากเต็มคำเข้าไปในจวนอย่างรวดเร็ว
ซุนฟางหรงไม่ทันตั้งตัวก็ถูกกระชากลากถูไปตามทางเดินกว้าง แม้ข้อมือที่ถูกจับไว้แน่นจะชาจนแทบไร้ความรู้สึกแต่นางก็ไม่กล้าเอ่ยโวยวายออกมา หญิงสาวได้แต่อดทนให้ร่างสูงลากจูงไปยังสถานที่แห่งหนึ่งในจวนใหญ่โตกว้างขวางของเขา
ซุนฟางหรงถูกบังคับให้นั่งคุกเข่าอยู่กลางห้องโถงใหญ่ เว่ยชิงโหวยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เขามองดูพู่หยกในมือครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปนั่งบนเก้าอี้กลางโถงจากนั้นจึงเอ่ยปากสอบสวน
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าการโกหกแอบอ้างว่าเป็นภรรยาของข้านั้นจะต้องรับโทษหนักหนาเพียงใด” เสียงทรงอำนาจเอ่ยขู่
“ข้า ข้าไม่ได้โกหก” นางเอ่ยหนักแน่น แม้ในดวงตาจะเต็มไปด้วยความกังวลแต่ก็ไร้ซึ่งความขาดเขลา
“เจ้าจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเรื่องที่พูดมาทั้งหมดนั้นเป็นความจริง” สายตาของเว่ยชิงโหวแปรเปลี่ยนเป็นดูถูกเหยียดหยาม
“จดหมายฉบับนั้นเป็นลายมือของท่านหรือไม่ พู่หยกชิ้นนี้ใช่ของท่านโหวหรือไม่ ข้าแสดงหลักฐานไปทั้งหมดแล้ว เพียงแต่ท่านโหวไม่ยินยอมจะเชื่อ” นางเอ่ยโต้
“บังอาจ ท่านโหวเป็นบุคคลเช่นไร แล้วเจ้าเป็นบุคคลเช่นไร เพียงกระดาษแผ่นหนึ่งกับพู่หยกชิ้นหนึ่งก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าเจ้ากับท่านโหวมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันงั้นหรือ” เฉิงกวงที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยอย่างดุดัน
“ข้าไม่รู้ว่าท่านโหวจดจำข้าไม่ได้จริงๆ หรือรังเกียจที่ข้าเป็นเพียงสตรีต่ำต้อย ในวันนั้นท่านดื่มสุราเพื่อระงับความเจ็บปวดของบาดแผลจากลูกธนู บ้านของข้ายากจนไม่มียารักษานอกจากสมุนไพรที่เก็บได้บนเขา อีกทั้งท่านไม่ต้องการให้ข้าตามหมอมารักษาอาการบาดเจ็บ หลังจากที่ไข้ขึ้นสูงข้าปรนนิบัติดูแลอยู่ข้างกายท่าน ด้วยความเมามายบวกกับพิษไข้ทำให้มีเรื่องเรื่องเกินเลยเกิดขึ้น ทว่าหลังจากที่ท่านได้สติก็ยืนยันกับข้าเองว่าจะรับผิดชอบข้าเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงทิ้งหยกล้ำค่ากับจดหมายไว้ให้”
ซุนฟางหรงแสร้งกล่าวด้วยอารมณ์โกรธทั้งยังลื่นไหลราวกับทุกอย่างได้เกิดขึ้นจริง
“ข้ารู้ดีว่าท่านกระทำไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ถึงแม้ข้าจะกลายเป็นสตรีของท่านแล้วแต่ก็ไม่คิดเรียกร้องหาความรับผิดชอบใด ดังนั้นเมื่อข้ารู้ว่าที่แท้แล้วท่านมีสถานะสูงส่งมากมายถึงเพียงนี้ก็ตัดใจที่จะมาตามคำบอกกล่าวในจดหมาย”
“ในเมื่อตัดใจแล้ว เช่นนั้นทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ในวันนี้” ถังหมิงรับฟังด้วยใบหน้าราบเรียบ สองมือประสานอยู่บนหน้าขาด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับกำลังชมการแสดงงิ้ว
“เป็นเพราะหลังท่านจากไปก็มีมือสังหารติดตามมาถึงบ้านของข้า พวกมันเผาทำลายกระท่อมหลังเล็กที่ข้าอาศัยอยู่ ทำให้ข้าไร้บ้านให้กลับ ไร้ที่ให้ไป หากยังรั้งอยู่ที่เมืองเว่ยหนานก็อาจถูกคนพวกนั้นจับตัวได้ในสักวัน ข้าจึงเร่งเดินทางมายังเมืองหลวง ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ ข้าเร่ร่อนด้วยความยากลำบาก เดินทางมาตลอดไม่ได้หยุดพัก ไม่ง่ายเลยกว่าจะตามหาท่านจบพบ” นางเอ่ยอธิบายอย่างอ่อนล้า สภาพของนางดูเหมือนคนที่รอนแรมเดินทางมาไกลจริงๆ
“คำพูดของเจ้าแม้จะมีบางส่วนเชื่อถือได้ แต่ข้าคงไม่อาจยืนยันว่าทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจริง เพราะตอนนี้ข้าจดจำไม่ได้แล้วว่าพบกับเจ้าเมื่อใด และมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันเช่นไร”
“ท่านโหวหมายความว่าอย่างไร”
“บอกเจ้าตามตรง หลังกลับมาจากเมืองเว่ยหนานข้าก็สลบสไหลไปนานกว่าครึ่งเดือน เพิ่งฟื้นคืนสติเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่เพราะศีรษะได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจึงทำให้ความทรงจำบางส่วนหายไป เรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างที่ข้าอยู่เมืองเว่ยหนานจนได้บังเอิญพบเจ้าเหล่านั้น ข้าลืมเลือนไปจนหมดแล้ว”
สูญเสียความทรงจำไปบางส่วนงั้นหรือ...
หมายความว่า...เรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ลืมไปจนหมดแล้วจริงๆ
“ที่แท้ท่านโหวก็จำข้าไม่ได้นี่เอง แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อท่านรังเกียจสตรีบ้านๆ ไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นข้า เช่นนั้นข้าจะถือว่าเรื่องทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วกันเจ้าค่ะ หยกล้ำค่านี้ถือว่าข้านำมันมาคืนท่าน ส่วนจดหมาย…ก็ถือซะว่าท่านไม่ได้เขียน” หญิงสาวเอ่ยอย่างขุ่นเคือง
“ถึงแม้เว่ยชิงโหวจะจำเจ้าไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องที่เจ้าเล่าจะเป็นความเท็จ”
องค์หญิงใหญ่จางอี้หนิงเดินเข้ามาภายในห้องโถง พร้อมกับข้ารับใช้คนสนิท เมื่อเห็นมารดา เว่ยชิงโหวจึงเดินไปประคองนางมานั่งพักที่เก้าอี้ด้านข้างตนเองอย่างใส่ใจ
“ท่านแม่ ท่านอย่าได้หลงเชื่อคำพูดของนาง” น้ำเสียงของเว่ยชิงโหวยามสนทนากับมารดาผู้ให้กำเนิดแตกต่างจากที่สนทนากับผู้อื่นโดยสิ้นเชิง
ซุนฟางหรงทราบดีว่าสตรีสูงศักดิ์ผู้นี้ก็คือองค์หญิงใหญ่ของราชวงศ์ พระเชษฐภคินีของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน พระมารดาแท้ๆ ของเว่ยชิงโหว หญิงสาวไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบพระพักร์โดยตรง แต่ก็ทราบดีว่าตนเองกำลังถูกจับจ้องด้วยสายตาอันคมกริบ
“หากนางเป็นผู้ที่มีบุญคุณช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้จริงๆ เล่า นางเดือนร้อนเพราะเจ้า บ้านของนางถูกเผา ทั้งยังถูกตามล่าเอาชีวิต หากเจ้าไม่ตอบแทบบุญคุณทั้งยังไล่นางไป เช่นนั้นไม่นับว่าเป็นคนอกตัญญูหรอกหรือ อีกอย่างลายมือบนจดหมายนี่ก็เป็นลายมือของเจ้าไม่มีผิดเพี้ยน” องค์หญิงใหญ่กล่าวขณะพินิจลายมือบนจดหมายที่อยู่ในมือบุตรชาย
“ยามนี้ลูกจดจำเรื่องที่นางกล่าวมาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย”
“ในเมื่อจดจำไม่ได้ แล้วมั่นใจได้อย่างไรว่านางโกหก” จางอี้หนิงย้อนถามบุตรชาย
“ท่านแม่ก็รู้ดีว่าลูกมิใช่บุรุษเสเพลที่ไม่รู้จักระงับความต้องการของตัวเองเช่นนั้น” ถังหมิงยังคงโต้แย้ง
“บุรุษสตรีวัยเช่นพวกเจ้า เมื่ออยู่เพียงลำพังสองต่อสองยากจะระงับความต้องการไว้ได้…อีกอย่างนางก็หาใช่สตรีขี้ริ้วขี้เหร่ หากได้ขัดสีฉวีวรรณเสียหน่อยก็คงกลายเป็นบุปผาที่งดงาม”
ซุนฟางหรงไม่คิดเลยว่าองค์หญิงใหญ่จะเป็นผู้ที่ช่วยแก้ต่างแทนนาง
“เช่นนั้นท่านแม่จะให้ข้าแต่งตั้งสตรีไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นนางเป็นฮูหยินงั้นหรือ” ถังหมิงไม่ต้องการถกเถียงกับมารดาอีกต่อไป ทั้งยังล่วงรู้ความคิดของนางเป็นอย่างดี
“ในเมื่อตอนนี้ความทรงจำของเจ้ายังไม่กลับคืนมาก็ให้นางอาศัยอยู่ในจวนไปก่อนเป็นอย่างไร อีกอย่างก็ใช่ว่าจะแต่งนางเป็นฮูหยินไม่ได้” จางอี้หนิงกล่าวอย่างมีเลศนัย พร้อมกับพินิจมองสตรีเบื้องหน้าด้วยสายตาครุ่นคิด





