เสียงกระเซ้าทั้งราตรีทำให้นางไม่อาจข่มตานอนได้ลง บุรุษผู้นี้
ไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย จวบจนตะวันขึ้นพ้นยอดเขา เขาจึงได้หยุดพักแล้วนอนลง
“ปลดเชือกให้นาง ให้นางปรนนิบัติเช็ดตัวให้เปิ่นหวาง”
นางอยากจะบ้าตาย ต้องให้ได้สักทางสินะ จะปล่อยนางเป็นสุขสักวันไม่ได้เชียวหรือ กลิ่นกามลอยฟุ้งไปทั่วสตรีที่ปรนนิบัติเขาแม้จะเหนื่อยล้าแต่ก็ไม่อาจอยู่ต่อได้
ดังนั้นไม่ถึงหนึ่งเค่อสิ่งกีดขวางที่กระจัดกระจายอยู่เต็มห้องก็ถูกเก็บจนหมดราวไม่เคยเกิดศึกหนักหนาในราตรีที่ผ่านมา นางหันมองอ่าง
สีทอง เหนียงไป๋มองเขา ในใจได้แต่นึกบ่น ท่านทำศึกหนักถึงเพียงนี้ ข้าว่าท่านอ๋องเชิญลงน้ำอีกรอบจะดีกว่า จะให้นางเช็ดตัวไปเพื่ออะไรกัน เกิดเจ้าอาวุธที่ว่าขึ้นพร้อมสู้อีกครั้ง ใครจะช่วยนางได้ สตรีที่ว่าก็หมดกระบวนท่า
ไม่เหลือสิ่งใดให้เขาตักตวงแล้ว
มือนางวางผ้าลงในอ่างทองเหลือง บิดชุบน้ำขึ้นมาพอหมาด มองร่างสูงนอนนิ่งรอให้นางเข้าไปปรนนิบัติ ส่วนนางก็เริ่มจากใบหน้าเขาก่อน
สิ่งใด
“ชินอ๋องท่านจะถอดหน้ากากได้หรือไม่”
รังสีเยือกเย็นบาดลึกในความรู้สึกทันทีที่ดวงตาคู่นั้นเลื่อนมองมา
ดูเอาเถอะตลอดทั้งราตรีเขาหาได้ถอดออกมาช่างแปลกประหลาดนัก หรือหน้าตาเขาจะอัปลักษณ์ถึงขนาดดูไม่ได้ ไม่ได้การนางเปลี่ยนคำใหม่แล้วกัน
“ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันจะเริ่มเช็ดที่ลำคอเพคะ”
นางรู้จักเอาตัวรอด สตรีเบื้องหน้าเขาตอนนี้หาได้ไร้ปัญญาแต่กลับฉลาดหลักแหลมทั้งยังเจ้าเล่ห์ไม่เบา ต่างจากสิ่งที่เขาได้ยินมาว่าเหนียงเหนียงบุตรีของที่ปรึกษาตู่จางอ่อนแอไร้สมองโดยสิ้นเชิง
ตอนนี้สตรีบอบบางที่ว่าวางผ้าที่ชุบน้ำเย็นขึ้นมาเช็ดลำคอเขา
มือบางทำทุกอย่างด้วยความระมัดระวังคล้ายกับเคยปรนนิบัติบุรุษมาก่อน
นางกำลังโกหก
เมื่อคิดว่าตัวเองกำลังถูกเล่นงาน ฝ่ามือหนาก็คว้ามือบางไว้แน่นแล้วดึงร่างนางเข้ามาประชิดตัวทันที
“ท่านอ๋อง พระองค์...” ดวงตานางตื่นตระหนกแต่ในใจกำลังก่นด่าไปห้ารอบแปดรอบ อย่าบอกว่าท่านจะใช้อาวุธอีกเหตุใดท่านไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยเสียบ้าง
ดวงตาคมมองลงไปยังสตรีตรงหน้า ดวงตานางช่างเสแสร้งแกล้งทำได้แนบเนียนยิ่งนัก แนบเนียนเสียจนเขาตามไม่ทัน ส่วนคนถูกมองตาก็ก้มหน้าลงแล้วเอ่ย
“หม่อมฉันทำให้ท่านอ๋องไม่พอพระทัยหรือเพคะ”
ไม่เลยนางไม่ได้ทำอะไรให้ไม่พอใจเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่เขารู้สึกหงุดหงิดกับนางทุกเวลา ยิ่งนางพูดเขาก็ยิ่งหงุดหงิดโดยไร้สาเหตุ
“เสียดายที่เปิ่นหวางเหนื่อยแล้ว”
ท่านพูดว่าเหนื่อยก็สมควรแล้ว ดูจากสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนหากเขา
ไม่เหนื่อยก็เป็นปีศาจมาเกิดแล้ว อาจเพราะนางดีใจมากไปจึงเผลอแสดงแววตาดีใจออกมาวูบหนึ่ง ส่งให้คนที่จับตามองดูอยู่รู้สึกแปลกใจ “เจ้า
ไม่อยากขึ้นเตียงกับเปิ่นหวางรึ”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธ ทำให้นางถูกกดลงพื้นเตียงส่วนตัวเขากลับลุกคร่อมขึ้นมาบนตัวนางในสภาพพร้อมรบ ฝ่ามือที่ทั้งกร้านทั้งหนักบีบคางของนางแน่น ก่อนเอ่ยเน้นย้ำ “เจ้ารังเกียจเปิ่นหวาง”
รังเกียจเป็นคำที่เก็บซ่อนความเจ็บปวดส่วนลึกในใจเขา ยิ่งเห็นว่านางไม่อยากร่วมเตียงกับเขา เขาก็ยิ่งอยากเอาชนะ มือที่ว่างอีกข้างก็หันมาฉีกเสื้อผ้านางจนขาดวิ่น
“ชินอ๋อง! ท่านกล่าววาจาผิดแล้ว! หม่อมฉันไม่ได้รังเกียจ!!”
เสียงหัวเราะขำจากอีกฝ่ายดังขึ้น ก่อนจะหยุดมือที่ฉีกเสื้อผ้าของนางจนไม่เหลือสภาพนั้นลง “ไม่ได้รังเกียจ? ถ้าเช่นนั้นก็จงมองเสียให้
เต็มตา”
หา! ได้ยินมาว่าหากผู้ใดมองเห็นใบหน้าเขา คนผู้นั้นก็จะไม่ได้เห็นตะวันของวันรุ่งขึ้นอีกต่อไป หากนางได้เห็นไม่เท่ากับว่านางจะต้องตายหรอกหรือ! เมื่อเห็นมือเขาจับที่หน้ากากนางจึงได้รีบปิดตาแล้วพูดปลอบปีศาจต่อ
“ชินอ๋องโปรดพระทัยเย็นก่อน อันว่าใบหน้าแท้จริงของท่านสูงส่งนัก หม่อมฉันไม่บังอาจมองได้” ขืนมองนางก็ตายเรื่องอะไรนางจะหาเรื่องใส่ตัว
มือนางปิดแน่น แต่ไม่ทันไรก็ถูกบังคับดึงออกทั้งสองข้าง “ลืมตา”
เสียงทุ้มแหบสั่ง สั่งแล้วนางจะทำอย่างที่เขาต้องการหรือ? ไม่มีทาง!
“หาไม่แล้วเปิ่นหวางจะควักตาเจ้า จากนั้นก็ผูกเจ้ากับเตียง เล่นกับเจ้าทุกคืน เปิ่นหวางต้องการสตรีตาบอดพอดี”
จะมาต้องการสตรีตาบอดตอนนี้ทำไม เหนียงไป๋จำใจต้องยอมลืมตาอย่างที่เขาต้องการ นางลืมตาขึ้นมาเพียงนิด แล้วเอ่ยต่อรองต่อ
“หากหม่อมฉันเห็นใบหน้าพระองค์แล้ว พระองค์จะละเว้นชีวิตหม่อมฉันได้หรือไม่”
นางถามไปแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ยังเงียบ นางที่เห็นทีว่าคงไม่ได้คำตอบแล้วจึงปิดตาลงให้สนิทอีกรอบคล้ายต่อรองว่าหากท่านไม่รับปากก็เชิญมีสตรีตาบอดคอยปรนนิบัติเสียเถอะ
ชินอ๋องมองสตรีดื้อรั้นตรงหน้า แม้ใกล้ตายอยู่แล้วก็ยังอยากมี
ชีวิตอยู่ “ได้”
ได้ นางได้ยินคำว่าได้ใช่ไหม “ลืมตา เปิ่นหวางรับปากว่าจะละเว้นชีวิตเจ้า”
ดีจริง ๆ อย่างน้อยเขาก็รับปากนาง ว่าแล้วเหนียงไป๋ก็หรี่ตาลืมมองเขาทีละนิด ภาพเงาสีขาวค่อย ๆ ปรากฏตรงหน้า เมื่อนางมองเห็นเขาเต็มตาก็พบว่าใบหน้าของเขาปรากฏรอยแผลเป็นลากยาวตั้งแต่ขอบตาซ้ายจนถึงคางสามเส้น แผลที่ว่าเป็นรอยนูนสีแดงเด่นชัดแต่เหนือสิ่งอื่นใดคือนางมองเห็นดวงตาเขาที่เป็นสีฟ้าราวหมาป่า
“สวย” นางเผลอพูดความในใจทำให้คิ้วของคนถอดหน้ากากขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ
“เจ้าพูดอะไร”
“ดวงตาท่านอ๋องสวยมากเพคะ” นางพูดความจริง ไม่ได้พูดเพราะกลัวตาย แม้ตอนแรกจะตกใจกับรอยแผลแต่เมื่อใดที่มองไปยังดวงตาของเขาก็พบว่ามันช่างงดงามจนแม้แต่รอยแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัวนั้นก็ยังสามารถมองข้ามไปได้
“เจ้าก็แค่กลัวเปิ่นหวางควักลูกตา”
นางหันมองปีศาจดื้อรั้นตรงหน้าอีกครั้ง “หม่อมฉันพูดความจริง พระองค์ก็หาว่าพูดปด เช่นนั้นก็ตัดลิ้นหม่อมฉันเถอะ” เพราะนอกจากท่านจะได้สตรีตาบอดแล้วท่านจะได้สตรีใบ้ด้วย
ไม่รู้ว่าอ๋องปีศาจคิดสิ่งใด ร่างสูงนั้นล้มตัวลงนอนอีกด้านหนึ่ง หลับตาลงแล้วพูดเหมือนเบื่อหน่ายชีวิต “เปิ่นหวางเหนื่อยแล้วเจ้า ออกไปได้”
พอได้ยินว่าออกไปได้ นางก็ดีใจจนถึงขีดสุด กำลังจะก้าวเท้าออกไปดวงตาของเขาก็กลับลืมเปิดขึ้นมาอีกครั้ง “ไม่ดีกว่า เจ้านอนเป็นเพื่อนเปิ่นหวางแล้วกัน”
หา! เหนียงไป๋ถูกเขาดึงไปนอนกอดทำเหมือนนางเป็นหมอนข้าง จากนั้นอ๋องปีศาจก็หลับตาลงอีกครั้ง นางมองบุรุษหน้าตายตรงหน้าช่าง
ไม่เกรงฟ้าเกรงสวรรค์ กล้ากอดนางทั้งที่ตัวเองเปลือยเปล่า ส่วนนางก็ถูกกอดรั้นจนแทบหายใจไม่ออก
ดวงตานางมองไปยังรอยแผลเป็นบนใบหน้าของคนที่ขึ้นชื่อว่าอ๋องปีศาจ อดที่จะรู้สึกไม่ได้ว่าเขาก็หาได้น่ารังเกียจอย่างที่เขาพูดกันไม่ เพียงแต่เขาเป็นถึงชินอ๋อง เป็นองค์ชายที่ควรจะมีสิทธิ์ในบัลลังก์ แต่กลับไม่อาจได้ครองเพราะไม่สามารถเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงได้
สามปีต่อจากนี้เขาจะกลายเป็นแม่ทัพปีศาจ เหยียบก้าวไปที่ใด
ที่นั่นก็ล้วนตกเป็นของเขา เวลาที่นางจากมานั้นเขากำลังล้อมแคว้นเฉินตี้อยู่ เมื่อบิดานางพ่ายแพ้ นางก็ถูกลงโทษอย่างเลือดเย็นก่อนจะถูกส่งมอบเป็นของบรรณาการแก่เขา
วันเวลาหมุนเวียนย้อนกลับมาอีกครั้งไม่นึกไม่ฝันว่าเขากับนางจะทำกรรมร่วมกันมาจึงได้มาพบกันเช่นนี้ แต่ถึงคิดอย่างนั้นนางก็ไม่อยากร่วมลงนรกไปกับเขาอยู่ดี
หากมีโอกาสก็หนีไปเสียจะดีกว่า เหนียงไป๋มองคนที่หายใจเข้าออกสม่ำเสมอ คิดว่าตอนนี้เขาอาจจะหลับลึกไปแล้ว แล้วจะมีเวลาไหนเหมาะจะหนีไปกว่าเวลานี้อีก นางจึงได้ตัดสินใจค่อย ๆ ยก แขนของเขาออกอย่างเบามือ
แต่ขอโทษ ยกหนึ่งครั้งมือเขาก็ตกลงมารั้นนางไว้แน่นกว่าเดิม
ยกสองครั้งเขาก็ดึงร่างนางเข้าไปแนบแน่นเสียยิ่งกว่าเดิม จนเมื่อนางพยายามยกอีกครั้งก็ถูกขาเขาพาดขึ้นมาบนตัว อาวุธที่ว่าแนบลงกับน่องจนรู้สึกได้
คงเพราะไม่อาจหลุดจากเงื้อมมือเขาได้ นางที่สู้มาหลายเค่อจึงได้เหนื่อยจนหลับผล็อยไป ก็ใครใช้ให้เมื่อคืนนางไม่ได้นอน เอาไว้คิดอีกครั้งว่าจะหนีอย่างไร ตอนนี้ขอหลับเอาแรงเสียก่อน
เมื่อนางหลับสนิทดวงตาที่เพิ่งถูกเอ่ยชมว่างามไปก็เปิดขึ้นมองสตรีเบื้องหน้า ยังจดจำคำที่นางพูดได้ “ดวงตาท่านอ๋องสวยมากเพคะ”
ไม่เคยมีใครพูดเช่นนี้กับเขามาก่อน ของบรรณาการชิ้นนี้น่าสนใจ
ไม่น้อย จากที่เคยคิดจะลากขึ้นเตียงระบายอารมณ์จากสงคราม ตอนนี้เขาก็เกิดอยากเก็บนางไว้เลี้ยงดูเล่นเสียแล้ว
เหนียงไป๋รู้สึกรำคาญสิ่งรบกวนการนอนตอนนี้นัก...
นางกำลังหลับสบายเหตุใดต้องมากวนนาง “ชิวอิ้ง เจ้าเอาผ้าห่มไปซักด้วย แมลงอะไรไม่รู้กำลังกัดข้า”
นางละเมอพูดออกมาทั้งที่ไม่ได้สติดี ส่วนแมลงที่ว่าตอนนี้กำลังกัดตรงซอกคอก็เงยหน้ามามองคนขี้เซา ว่าแล้วมือแมลงก็ค่อย ๆ ปลดเสื้อชั้นนอกออกจากนั้นก็ก้มลงกัดต่อ
“ชิวอิ้ง เจ้าอยากโดนข้าทำโทษไปอยู่ท้ายวังหรือไง เหตุใดถึงได้ทำงานบกพร่องจนทำให้แมลงกัดข้า”
ท้ายวัง! หูเขาฝาดไปหรือเปล่า ชินอ๋องเงยหน้ามองคนขี้เซา ใช้มือเกาตรงรอยที่เขากัด “เจ้าบอกท้ายวัง เจ้าเคยอยู่ในวัง”
เสียงนั้นทำคนขี้เซาลืมตาอย่างตกใจ ก่อนจะใช้มือผลักเขาออก
จากตัว ตะโกนออกไปสุดเสียง “ท่านทำอะไร!!!”
ท่านอ๋องที่ว่าตอนนี้ไม่ได้ขยับตามแรง อีกฝ่ายยังคงนั่งนิ่งราวกับแรงที่นางใช้เมื่อครู่เป็นเพียงลมวูบหนึ่ง “เจ้าบอกว่าท้ายวัง เมื่อก่อนเจ้าเคยอยู่ในวังใช่ไหม”
ถ้าเคยอยู่ในวังก็ไม่เท่ากับว่านางเคยเป็นสนม แต่กฎของแคว้น
หลุนอิงมีสตรีที่ไร้วิญญาณเท่านั้นที่ได้ออกมา เพราะฮ่องเต้หลุนอิงอำมหิตเลือดเย็น ชอบเล่นทรมานกับสตรีนับพับ กลางคืนไม่หลับไม่นอนวิ่งแอบซ่อนก่อนจะเชือดทิ้งเมื่อพบเจอ
คิดว่านางตัวเล็กถึงเพียงนี้คงไม่รอดตั้งแต่ราตรีแรกที่เหยียบเข้าวัง หรือเพราะนางเป็นบุตรีของที่ปรึกษาตู่จาง จึงได้สิทธิพิเศษ?
“เปิ่นหวางถาม เหตุใดไม่ตอบ หรือไม่อยากมีลิ้นแล้ว”
เขาพูดเสียงเรียบแต่ทุกคำกลับล้วนเป็นคำขู่ นางที่เดี๋ยวถูกขู่ตัดลิ้นบ้างควักลูกตาบ้างตอนนี้เริ่มจะชินเสียแล้ว
“ชินอ๋องอย่าได้เอาความฝันของหม่อมฉันมาใส่ใจให้มากเลยเพคะ” เมื่อหาทางออกไม่ได้นางก็โยนให้ความฝันเสีย
“เจ้าอยากเป็นสนม”
นางไม่ได้อยากเป็นสนม แต่อยากเป็นสตรีเหนือคนเหนือบุรุษเพื่อลากพวกมันทุกคนที่ทำร้ายนางลงนรกไปด้วยกัน
“ก็แค่ความฝัน พระองค์อย่าได้ใส่ใจ”
ในเมื่อไม่อยากพูดคนถามก็ไม่คิดเซ้าซี้ แต่ยังไงก็ต้องสืบเรื่องนี้ให้ชัดเจน แม้เขาจะนิยมสตรีแต่ก็ไม่ได้อยากใช้ของร่วมกับคนอื่น โดยเฉพาะตาเฒ่าหลุนอิงนั่น
“แล้วพระองค์กำลังทำอะไร”
“เปิ่นหวางหิว”
เหนียงไป๋ไม่เข้าใจก่อนจะสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ทิ่มแทงอยู่ตรงเอว ใบหน้าของนางถึงกับคล้ำไปเสียหลายส่วน เอ่ยเสียงกระตุกตอบ “หากท่านอ๋องหิวก็เชิญเสด็จลงจากเตียงแล้วอาบน้ำเถอะเพคะ หม่อมฉันจะช่วยขัดหลังแต่งตัวให้”
เชิญท่านลงจากตัวข้าก่อนที่ข้าจะกลายเป็นอาหารท่าน คงเพราะคำละเมอของนางทำให้เขาไม่มีอารมณ์เช่นตอนแรก จากที่คิดอยากกินอาหารก็ลุกขึ้นแล้วตรงไปยังอ่างน้ำ “เจ้าไม่ต้อง เรียกคนอื่นเข้ามา”
ไม่ให้นางทำนางก็ไม่ทำ ถึงอย่างไรนางก็ไม่ได้อยากจะทำเสียหน่อย เมื่อคนอื่นเข้ามานางก็เดินออกจากกระโจม นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นแสงตะวันตั้งแต่เข้ามาในค่ายทหารแห่งนี้
ที่จริงแล้วเขาสามารถยึดแคว้นได้แล้วก็สมควรจะเสพสุขในวัง ไม่ใช่ออกมาสร้างกระโจมลำบากอยู่นอกเมืองเช่นนี้ ช่างแปลกคนนัก
เหนียงไป๋หันมองไปรอบ ๆ มองเห็นขุนนางและทหารที่ถูกลากจูงมาเป็นแถว ดวงตาของนางมองไปยังคนด้านหน้าสุด นั่นบิดาของเหนียงเหนียง
“เหนียงเหนียง” เสียงบิดาเอ่ยเรียกบุตรสาวทำให้นางที่คิดจะหลบไปที่อื่นจำต้องเดินไปหา แววตาของผู้เป็นบิดามองสำรวจนางแล้วถาม “เจ้าถูกชินอ๋อง...”
นางเข้าไปในกระโจมทั้งคืน หากบอกว่าไม่มีอะไรคงจะไม่มีคนเชื่ออีกทั้งหากนางตอบไปตามตรง มีหวังคืนนี้เขาคงจะได้ทำมันจริง ๆ
“ทุกสิ่งเป็นเรื่องที่ลูกเลือกไม่ได้ แต่ชินอ๋องก็ดีกับลูกมาก” คำว่าดีกับลูกมากทำให้ทหารกล้าทั้งหมดหันมอง จากนั้นก็มองนางที่อยู่ในสภาพ
ไร้รอยขีดข่วน ดูเหมือนชินอ๋องจะโปรดปรานนางมากจริง ๆ
“แม่นางเหนียงเหนียง พวกเราต้องไปแล้ว”
“พวกท่านจะพาบิดาข้าไปที่ใด”
“คุก รอวันประหาร”
แม้นางไม่ใช่บุตรสาวเขาแต่เมื่อได้ยินก็รู้สึกใจหาย อีกทั้งบิดาผู้นี้
ดูจะรักและเอ็นดูเหนียงเหนียงมากกว่าบิดามารดานางในชาติที่แล้วเสียอีก
“ท่านพ่อ ท่านแม่อยู่ที่ใด”
ที่ปรึกษาตู่จางมองไปยังอีกฝั่ง เมื่อมองตามไปแล้วจึงได้เห็นว่ามารดากำลังถือตะกร้ากองโตอยู่อีกด้านหนึ่ง เหมือนจะถูกให้เป็นทาสรับใช้ในสงคราม เห็นแล้วก็ให้รู้สึกเป็นกังวลไม่ได้ แต่เมื่อคิดจะเดินไปหา นางก็กลับถูกเหนี่ยวรั้งเอาไว้
“ใครใช้ให้เจ้าเดินไปเดินมาด้วยชุดแบบนี้”
เหนียงไป๋หันมองคนถามก่อนก้มลงมองสภาพของตนเอง เมื่อเห็นเสื้อชั้นในตัวบางที่แขวนอยู่บนร่าง นางถึงได้รู้ตัวว่าเหตุใดทหารพวกนั้นจึงได้มองนางตาค้างเช่นนั้น คนยังไม่สำนึกว่าตัวเองผิดถูกลากกลับเข้าไปยังกระโจมอีกครั้ง
“หากอยากมีชีวิตก็อยู่แต่ในกระโจมอย่าได้ย่างก้าวออกไปเด็ดขาด”
เขาหงุดหงิดอะไร นางก็แค่ออกไปสูดอากาศ หาได้คิดหนีเสียหน่อย แผนโง่ ๆ เช่นนั้นนางไม่มีทางทำเด็ดขาด
“บิดาข้ากำลังจะถูกประหาร” แม้ไม่อยากพูดแต่ก็เหมือนต้องพูด คนที่เกี่ยวข้องกับร่างนี้แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวนางเลย แต่นางก็ยังอยากช่วยพวกเขาอยู่ดี
ชินอ๋องรินสุราแล้วยกขึ้นดื่ม “เจ้าอยากให้เปิ่นหวางช่วย”
“เพคะ”
“ก็ต้องดูว่าเจ้ามีอะไรมาแลก”
ทั้งเนื้อทั้งตัวนางมีแค่นี้ จะเอาอะไรไปแลกกับเขา ไม่รอให้นางถามเขาก็ตีที่ตักสองครั้ง “เปิ่นหวางอยากได้คนรินสุรา”
นางพึ่งสังเกตว่าบนใบหน้าของเขาไม่ได้สวมหน้ากากอย่างเคย
พอเป็นแบบนี้ยามเมื่อเขาดื่มสุรา น้ำสุราก็หาได้หกเลอะเทอะจะเรียกอีกอย่างก็ได้ว่าเริ่มกินเหมือนคน
เหนียงไป๋เดินไปหาคนสั่งแล้วนั่งลงบนหน้าขาของเขา ชินอ๋องยกมือขึ้นเกาะเอวนางเอาไว้แล้วหันมองไปยังจอกสุราที่มีน้ำอยู่เต็มจอก
นางรู้งานรีบหยิบขึ้นมายกป้อนส่งถึงปากคนสั่ง ค่อยรินสุราพยายามไม่ให้หกเลอะเทอะแต่ก็ยังหกอยู่ดี “ป้อนด้วยปาก”
คนถูกสั่งทำตาโตใส่ ปากก็บ่นว่าท่านเอาแต่ใจมากไปแล้ว นางเริ่มไม่อยากยุ่งเรื่องคนอื่นแล้ว “ท่านอ๋องก็ทราบว่าหม่อมฉันไม่เคยดื่มสุรา”
“ไม่เคยก็ต้องเคย ในเมื่อเจ้าเป็นของเล่นของเปิ่นหวาง เจ้าต้องทำตามที่เปิ่นหวางสั่ง”
ว่าแล้วจอกสุราก็ถูกเขาชิงไปจากมือ ก่อนที่จอกสุรานั้นจะส่งถึงปากของนาง แค่ดื่มสุราจะอะไรนักหนา เหนียงไป๋มองจอกสุรา ยอมรับสุราเข้าปากก่อนหันมองคนสั่งแล้วก้มลงป้อนสุราตามที่อีกฝ่ายสั่ง
รสสุราไหลรินเข้าลำคอนางและชินอ๋อง คราวนี้สุราไม่แม้แต่จะหกออกมาอีกแล้ว นางถูกกลืนกินด้วยรสจูบแสนร้อนแรงไม่รู้ว่าเพราะฤทธิ์สุราหรือเพราะความมากประสบการณ์ของเขาที่ทำให้นางในตอนนี้ถูกชักจูงให้ตอบรับสัมผัสของเขา
เมื่อนางกำลังเผลอตัวลิ้นนางก็ล่วงล้ำเข้าไปหา ชินอ๋องชะงัก ลืมตาขึ้นมองดวงตานางจากนั้นก็ผลักนางออกจนนางร่วงลงพื้น
คนกำลังหลงรสจูบได้สติ เงยหน้ามองเขาที่มีสีหน้าระแวง ก็ใครใช้ให้นางเผลอตัวไปเล่า จะบอกว่านางไม่เคยจูบใครก็คงจะไม่ได้ หรือจะบอกว่านางฝึกวิชาเมื่อคืนจนจำได้ก็เห็นจะไม่ใช่เรื่องกระมัง
“หม่อมฉันเจ็บเพคะ” เมื่อตกพื้นก็แสร้งทำเป็นสตรีอ่อนแอแทน ปล่อยให้เขาระบายอารมณ์ปัดไหสุราตกลงพื้นต่อหน้านาง
เจ็บ! เหนียงไป๋ถูกเศษไหบาดเข้าที่ข้อเท้า แต่เขาก็ยังไม่หยุดลากนางขึ้นมาจากพื้นแล้วโยนใส่ในอ่างน้ำ ร่างบางถูกกดลงน้ำจากนั้นมือเขาก็ฉีกเสื้อผ้านางที่ไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้วแขวนบนร่างอยู่แล้วจนแทบดูสภาพ
ไม่ออก
ชินอ๋องบ้าไปแล้ว นางไปทำอะไรให้กัน
ไม่ใช่ว่าเขาต้องการคนปรนนิบัติช่ำชองหรอกหรือ “ท่านอ๋อง...”
พูดได้คำเดียวตัวนางก็ถูกกดลงน้ำอีกครั้ง จากนั้นก็ถูกยกตัวขึ้นมาอีกครั้งมือเขาบีบคอนางจากด้านหลัง
“เจ้าเป็นคนของตาเฒ่าหลุนอิง”
หาว่านางเป็นสายลับท่านเอาอะไรมาพูด ตอนนางลืมตาขึ้นมาไม่ทันได้อ้าปากถามท่านก็ลากข้าขึ้นม้ามาไว้ที่คุกจากนั้นก็พามาที่กระโจม แผนบ้าบออะไรประสาทสิ้นดี นางมีเวลาไปส่งข่าวให้ใครที่ไหนกัน!?
“หม่อมฉันไม่ใช่...” พอนางเอ่ยประโยคออกมาไม่ทันได้อธิบายก็ถูกกดลงน้ำอีกครั้ง
นางรู้สึกเหมือนตัวเองจะตายรอบสอง ในตอนที่นางใกล้จะหมดลมหายใจ เขาก็ยกนางขึ้นมาเหมือนเดิมคล้ายกับสนุกที่เห็นนางใกล้ตายอย่างไรอย่างนั้น!
วิปลาส! ท่านวิปลาสไปแล้วหรือ!?
แม้ในสมองจะก่นด่า แต่สภาพของนางเมื่อถูกดึงขึ้นมากลับไม่มีโอกาสให้ได้หายใจสักนิดเมื่อมือปีศาจยังคงบีบคอนางแน่นกว่าเดิม
เมี๊ยว!! เสียงแมวดังขึ้นพร้อมกับร่างปราดเปรียวของแมวที่กระโดดขึ้นเกาะขาชินอ๋อง นั่นทำให้เขาปล่อยมืออย่างตกใจก่อนจะเตะแมวนรกกระเด็นไปไกล
“บัดซบสิ้นดี” คงเพราะระบายอารมณ์จนพอใจหรือเพราะกลัวแมวก็ไม่ทราบ เพราะตอนนี้แมวนรกที่ว่ารีบลุกขึ้นมาจากนั้นก็กระโดดเข้ามาในอ้อมแขนของเหนียงไป๋ เขาจึงได้ยืนนิ่งห่างจากนาง ไม่ได้ก้าวเท้าเข้ามาหา ดวงตาของเขามองภาพตรงหน้าก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกจากกระโจมไป
เสียงปีศาจเอ่ยวาจาสั่ง
“อย่าได้ก้าวเท้าออกจากกระโจม เพราะไม่อย่างนั้นเปิ่นหวางจะตัดขาเจ้า”
คำก็ขู่สองคำก็ขู่ นางรู้ว่าเขาไม่ได้ขู่แต่จะทำจริง ๆ จากที่จะค่อย ๆ คิดแผนหนี ตอนนี้คงต้องคิดเร็ว ๆ เสียแล้ว หาไม่แล้วนางได้ตายอีกรอบ
เป็นแน่





