หลิวเจียหรูกระซิบเสียงสั่นพลางก้มมองดวงหน้าของบุตรสาวตัวน้อย นางไม่สามารถอยู่ที่นี่ต่อได้อีก หากยังปล่อยให้ลูกตากฝนเช่นนี้เจียเหม่ยอาจล้มป่วย และหากไร้เงินไร้ยารักษา นางไม่อาจแม้แต่จะคิดถึงผลลัพธ์ของมันได้
“ข้าต้องหาที่พักพิงชั่วคราว”
ในที่สุดหลิวเจียหรูก็จำใจหันหลังให้จวนสกุลจ้าวที่เคยเป็นเรือนพักอาศัยของตน แล้วเดินโซเซออกไปในความมืด
เส้นทางเล็ก ๆ นอกเมืองช่างมืดมิดและลื่นแฉะจากฝนที่ตกหนัก ทุกก้าวที่เดินไปเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่เจียหรูไม่มีทางเลือก นางคิดถึงที่พักแห่งเดียวที่พอจะหลบฝนได้ นั่นก็คือศาลเจ้าร้างที่อยู่ทางตอนเหนือของเมือง
ว่ากันว่าศาลเจ้านี้เคยรุ่งเรืองเมื่อหลายปีก่อน แต่บัดนี้ถูกทิ้งร้าง ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้เพราะเชื่อว่ามีวิญญาณสิงสถิตอยู่หลายตน แต่ทว่าหลิวเจียหรูไม่มีเวลาสนใจเรื่องเล่าหรือคำสาปแช่งใด ๆ ในยามนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเจียเหม่ย
“อีกนิดเดียว...อีกนิดเดียวเท่านั้น”
เจียหรูพึมพำกับตัวเองขณะก้าวเดินฝ่าความมืด และในที่สุดนางก็มาถึงศาลเจ้าเก่าคร่ำคร่าตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางต้นไม้สูงใหญ่ หลังคาผุพังและมีเถาวัลย์เลื้อยปกคลุม รอบข้างเงียบสงัดมีเพียงเสียงสายฝนและเสียงลมพัดผ่านเบา ๆ เท่านั้น
หลิวเจียหรูฝืนความหวาดกลัว ผลักประตูไม้เก่าที่ผุพังเข้าไป กลิ่นอับและฝุ่นตลบอบอวลไปทั่ว แต่มันยังดีกว่าการต้องอยู่กลางสายฝน นางรีบเดินไปที่มุมหนึ่งของศาลเจ้า วางเจียเหม่ยลงบนอ้อมแขนของตนแล้วใช้ร่างกายอบอุ่นกอดลูกเอาไว้
“อาเหม่ย...อดทนหน่อยนะลูก”
หลิวเจียหรูเอ่ยเบา ๆ ในขณะที่ทารกน้อยขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ สงบลง หัวใจของนางคลายความกังวลไปได้เล็กน้อย
“ข้าถูกทอดทิ้งแล้วจริง ๆ”
หลิวเจียหรูพึมพำกับตัวเองด้วยดวงตาที่แดงก่ำ มือข้างหนึ่งลูบไล้แก้มของเจียเหม่ยอย่างเบามือ ส่วนอีกข้างหนึ่งก็กำชายเสื้อของตนแน่น จ้าวฮุยเผิงไม่เพียงทอดทิ้งนาง แต่เขาทอดทิ้งเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองด้วย
หลิวเจียหรูไม่เข้าใจว่าตนเองผิดพลาดอันใดจึงได้รับชะตากรรมเช่นนี้ แต่ถึงแม้นางจะอ่อนแอและเจ็บปวดเพียงใด นางจะไม่ยอมแพ้อย่างเด็ดขาด
“ข้าจะต้องรอด ข้าจะต้องเลี้ยงอาเหม่ยให้เติบโตขึ้นมาให้ได้อย่างดีที่สุด ด้วยสองมือของข้าเอง”
ภายในศาลเจ้าร้าง ความเงียบงันปกคลุมทุกสิ่ง มีเพียงเสียงสายลมพัดผ่านช่องไม้ผุพัง กับเสียงหยดน้ำที่ร่วงลงจากเพดานที่แตกร้าว
หลิวเจียหรูนั่งพิงผนัง ห่อร่างของตนและลูกน้อยไว้ในอาภรณ์เปียกชื้น แม้ความหนาวจะกัดกินร่างนาง แต่นางยังคงอดทน นางรู้ว่าหากนางล้มลงไปในยามนี้ เจียเหม่ยย่อมไม่เหลือผู้ใดปกป้อง
โครก! โครก!
เสียงท้องของหลิวเจียหรูร้องครวญเครือ ความหิวกำลังกัดกินร่างของนางอย่างช้า ๆ เจียหรูยังไม่ได้กินอะไรมาหลายชั่วยามแล้ว แต่ต่อให้เป็นเช่นนั้น นางก็ยังไม่ลืมหน้าที่ของมารดา
เพราะถ้าหากนางหิว เจียเหม่ยเองก็ต้องหิวแล้วเหมือนกัน หลิวเจียหรูค่อย ๆ ปลดเสื้อชั้นใน เปิดอกให้ลูกดูดนม แม้ร่างกายของนางจะอ่อนแรง แต่นมของนางยังคงหลั่งไหลเพื่อลูกน้อยไม่ขาดสาย
“อาเหม่ย...ถึงแม่จะหิว แต่เจ้าต้องอิ่มท้อง”
หลิวเจียหรูพึมพำขณะที่แสงจันทร์ส่องผ่านช่องไม้เข้ามาอาบไล้ร่างของนางและเจียเหม่ย ภาพของสตรีที่กำลังให้นมบุตรท่ามกลางความทุกข์ยากช่างน่าสงสารนั้น เจียหรูหารู้ไม่ว่าภาพนี้ถูกใครบางคนจ้องมองอยู่
ตรงมุมหนึ่งของศาลเจ้า มีเงาตะคุ่มซ่อนตัวอยู่ เป็นชายร่างผอมโซ เส้นผมรุงรัง ใบหน้าดำสกปรกจากคราบโคลนและฝุ่น เขาคือ ขอทานเร่ร่อนที่อาศัยศาลเจ้านี้เป็นที่หลับนอนมานานหลายเดือนแล้ว
ตอนแรกเขาเพียงคิดจะหลบฝน แต่เมื่อเห็นแม่หญิงที่นั่งอยู่ตรงมุมห้อง ใบหน้าอ่อนเยาว์ ผิวพรรณขาวสะอาดถึงแม้จะซูบซีด แต่ก็ยังงดงาม
ทรวดทรงของนางแม้จะซ่อนเร้นอยู่ภายใต้เสื้อผ้าเปียกชื้น แต่ยามที่นางปลดเสื้อให้นมลูก นั่นกลับเป็นภาพที่กระตุ้นความคิดชั่วร้ายภายในใจของเขาได้เป็นอย่างดี
“สตรีผู้นั้นเป็นใครกัน เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่ได้”
เขาไม่ได้คิดจะทำร้ายนางแต่แรก เพียงแค่คิดว่าหากสามารถขู่เข็ญนาง อาจจะได้อาหารหรือของมีค่า แต่เมื่อเห็นร่างของนางแล้ว เขากลับเริ่มคิดไปไกลกว่านั้น
“ถ้าข้าจับนางไว้ นางอาจให้ข้าได้มากกว่านั้น...”
ความคิดโสมมทำให้ชายขอทานค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากเงามืด แล้วก้าวเข้าไปหาสตรีเบื้องหน้าอย่างเงียบเชียบ
แกร๊ก!
หลิวเจียหรูสัมผัสได้ถึงบางสิ่งผิดปกติ สัญชาตญาณของนางเตือนให้เตรียมระวังตัว นางเงยหน้าขึ้นดวงตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง พร้อมกับปิดหน้าอกของตัวเองกลับดังเดิม
“คะ ใคร!?”
ขอทานที่กำลังพยายามก้าวเดินเข้ามาอย่างเงียบ ๆ เมื่อถูกจับได้ก็ชะงักไปเพียงครู่ ก่อนจะเปิดเผยตัวตนพร้อมเหยียดยิ้มน่ากลัว
“ไม่ต้องกลัวหรอกแม่นาง ข้าแค่ผ่านมา…”
“จะ เจ้าเป็นใครกัน?”
“หึหึ ข้าเป็นใครนั้นไม่สำคัญหรอก ว่าแต่เจ้าเถิด…เป็นสตรีแต่เข้ามาอยู่ในที่เปลี่ยวลำพังเช่นนี้ ไม่กลัวว่าหากเกิดอะไรขึ้นจะไม่มีใครสามารถช่วยได้หรืออย่างไรกัน”
“!!!”





