คิดค้นเมนูอาหารใหม่
ระหว่างที่รอขันทีจางกงไปหากระดาษไช่หลุน พู่กันและหมึกมาให้นั้น เจี๋ยลี่อิงในร่างเจี่ยหลีฟางกุ้ยเฟยก็คิดถึงแต่เรื่องที่นางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร และทำไมถึงต้องมาอยู่ในร่างของกุ้ยเฟยพระสนมเอกของฮ่องเต้ด้วย หรือว่านางต้องมาชดใช้เคราะห์กรรมต่อที่นี่ “ได้มาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีจางกงคุกเข่าลงกับพื้นตรงหน้ากุ้ยเฟยพร้อมกับยกกระดาษไช่หลุน พู่กันและหมึกขึ้นเหนือหัวเพื่อถวายให้กับกุ้ยเฟย
“ขอบใจนะจางกง” เมื่อได้ของที่ต้องการแล้ว ลี่อิงก็ไม่ลืมที่จะกล่าวคำขอบคุณด้วยความดีใจ
“กระหม่อมยินดีถวายการรับใช้กุ้ยเฟยพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีจางกงพูดพร้อมกับก้มหัวคำนับกุ้ยเฟยอย่างนอบน้อม
“อืม….” ลี่อิงรับของที่ขันทีจางกงนำมาให้ ก่อนจะกลับไปนั่งลงบนเตียงนอนเช่นเดิม ลี่อิงนั่งเหม่อลอยคิดหาคำตอบว่าเรื่องราวน่าเหลือเชื่อเกิดขึ้นกับนางได้อย่างไร เอาแต่คิดไม่ยอมขีดเขียนอะไรลงไปในกระดาษไช่หลุนเสียที นางกำนัลตงเอ๋อร์กับนางกำนัลอี๋เหวินมองหน้ากันก่อนจะลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ ตั้งแต่กุ้ยเฟยฟื้นคืนก็มีนิสัยที่ผิดแปลกไปและชอบเหม่อลอยเหมือนกำลังคิดสิ่งใดเป็นบางเวลา
“กุ้ยเฟยเพคะ ทรงคิดเรื่องอันใดอยู่เพคะ” นางกำนัลอี๋เหวินตัดสินใจถามออกไป เพราะเห็นกุ้ยเฟยนิ่งเงียบแบบนี้ไปเกือบหนึ่งเค่อแล้วทำให้นางกำนัลทั้งสองรู้สึกใจคอไม่ค่อยดี
“ข้าแค่คิดถึงที่ที่ข้าจากมา” ลี่อิงตอบนางกำนัลไปตามความจริง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเป็นทางยาวสลัดความคิดในอดีตออกไปจากสมองเสียให้หมด บอกกับตัวเองให้เดินหน้าต่อในเมื่อพรหมลิขิตขีดเขียนมาแล้ว
“โถ่….กุ้ยเฟย ไม่นานกุ้ยเฟยต้องได้ออกไปจากตำหนักเย็นอย่างแน่นอนเพคะ” เมื่อกุ้ยเฟยเศร้าหมอง นางกำนัลทั้งสองจึงรีบพูดปลอบใจ
“เฮ้อ….ข้าไม่ควรจมปลักกับความเศร้า ชีวิตต้องเดินหน้าต่อไป เอาล่ะ….พวกเจ้าคอยดูรูปที่ข้ากำลังจะวาดใส่กระดาษไช่หลุนนี้ด้วยนะ”
“เพคะกุ้ยเฟย/พ่ะย่ะค่ะกุ้ยเฟย” นางกำนัลและขันทีตอบรับคำสั่งของกุ้ยเฟยพร้อมกัน ก่อนจะนั่งลงกับพื้นรอดูรูปวาดของกุ้ยเฟยอย่างสงบเสงี่ยม
….เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูปเห็นจะได้ ลี่อิงก็เงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองนางกำนัลกับขันที นางกำนัลทั้งสองเฝ้ารออย่างจดจ่อ ส่วนขันทีจางกงกำลังนั่งหลับ คงเพราะรอกุ้ยเฟยวาดรูปนานไปหน่อย “อ่ะแฮ่ม” ลี่อิงกระแอมในลำคอพร้อมกับแตะไปที่หัวไหล่ของเขาเพื่อปลุกให้ตื่น
“ไอ้หยา! ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี” ด้วยความตกใจขันทีจางกงก็เปลี่ยนท่าเป็นนั่งคุกเข่าแล้วรีบก้มหัวคำนับลงกับพื้นพร้อมกับพูดเพ้อออกมาอย่างลนลานคล้ายกำลังละเมอ เรียกเสียงหัวเราะให้กับสตรีทั้งสามที่ได้เห็น
“ฮ่า ๆ จางกง….เจ้ากำลังฝันว่าเข้าเฝ้าฮ่องเต้อยู่หรือไงกัน” กุ้ยเฟยกับนางกำนัลทั้งสองต่างหัวเราะขันทีจางกงกันคิกคักจนขันทีจางกงต้องก้มหน้างุดด้วยความอาย “ขออภัยพ่ะย่ะค่ะกุ้ยเฟย”
“ไม่เป็นไรจางกง รู้มั้ยว่าเจ้าเรียกเสียงหัวเราะให้กับข้า และตงเอ๋อร์กับอี๋เหวินได้ ทำให้ตำหนักเย็นแห่งนี้ไม่เงียบเหงาอีกต่อไป….เอาล่ะพวกเจ้าพร้อมที่จะดูรูปวาดของข้าแล้วหรือยัง” ลี่อิงพูดให้นางกำนัลและขันทีได้ลุ้น ก่อนที่ผู้รับใช้ทั้งสามจะพยักหน้างึก ๆ อย่างใจจดใจจ่อ
“อี….เอ้อร์….ซาน….ปิ๊ง! เป็นอย่างไรสวยมั้ยเอ่ย….” ลี่อิงนับเลขเสริมความตื่นเต้น ก่อนจะพลิกกระดาษไช่หลุนอีกด้านที่มีรูปวาดให้กับผู้รับใช้ทั้งสามได้ดู
“นี่คือ….สิ่งใดเพคะกุ้ยเฟย” นางกำนัลและขันทีเอ่ยถามกุ้ยเฟยพร้อมกับทำตาปริบ ๆ แทนที่จะตื่นเต้นแต่กลับทำหน้ามึนงง เพราะรูปวาดที่กุ้ยเฟยวาดให้ดูนั้นเป็นสิ่งที่แปลกตาเป็นอย่างมาก ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน
“สิ่งนี้คือหม้อชาบู” ลี่อิงพูดด้วยความตื่นเต้น นางเต็มใจเสนอสิ่งนี้เป็นอย่างมาก
“หม้อชาบู?” ผู้รับใช้ทั้งสามพูดพร้อมกันอย่างช้า ๆ
“ช่าย~ สิ่งนี้แหละข้าอยากได้ จางกง….” ลี่อิงเอ่ยตอบก่อนจะเรียกขันทีจางกง
“พ่ะย่ะค่ะกุ้ยเฟย” ขันทีจางกงก้มหน้ารอรับคำสั่งจากกุ้ยเฟย
“เจ้าหาสิ่งนี้มาให้ข้าได้หรือไม่” ลี่อิงพูดพร้อมกับจับหัวพู่กันจิ้มไปที่รูปวาดของตัวเองในกระดาษไช่หลุน
“เอ่อ….กระหม่อมไม่เคยเห็นสิ่งนี้ในครัวหลวงเลยพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีจางกงพิจารณารูปวาดอย่างดีอีกครั้งก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธกุ้ยเฟย
“แน่นอนอยู่แล้ว เพราะเจ้าต้องสั่งทำให้ข้า เจ้าเอารูปนี้ไปให้ช่างตีเหล็กของวังหลวงทำให้ข้าทีนะ” ลี่อิงม้วนกระดาษไช่หลุนส่งให้ขันทีจางกง
“พ่ะย่ะค่ะกุ้ยเฟย” ขันทีจางกงก้มหน้ารับคำสั่งพร้อมกับรับกระดาษไช่หลุนจากกุ้ยเฟยมาถือไว้ ก่อนจะออกไปจากตำหนักเย็นมุ่งตรงไปหาช่างตีเหล็กของวังหลังในทันที
“กุ้ยเฟยจะเอาหม้อชาบูที่ว่ามาทำอันใดหรือเพคะ” นางกำนัลอี๋เหวินถามอย่างข้องใจ ตั้งแต่เกิดมาบนแผ่นดินใหญ่นี้นางไม่เคยเห็นสิ่งที่กุ้ยเฟยวาดออกมามาก่อน จึงไม่เข้าใจว่าสิ่งนั้นใช้ทำอันใด
“ทำชาบูกิน” ลี่อิงตอบด้วยรอยยิ้ม ยิ่งเห็นใบหน้าที่มึนงงของนางกำนัลทั้งสองยิ่งทำให้ลี่อิงรู้สึกตื่นเต้นอยากจะรีบทำชาบูให้กับสองนางกำนัลได้เห็นและได้ลิ้มลองในรสชาติ
“สิ่งนั้นทำอาหารได้ด้วยหรือเพคะ” นางกำนัลตงเอ๋อร์เอียงคอถาม ซึ่งนางกำนัลทั้งสองยังคงมีความสงสัยในสิ่งที่กุ้ยเฟยวาดออกมาและบอกว่าสิ่งนั้นคือหม้อชาบูอยู่ จะไขข้อสงสัยได้ก็ต่อเมื่อได้เห็นวิธีการใช้งานเต็มสองตา
“ได้สิ หม้อชาบูก็เหมือนหม้อต้มทั่วไปนั่นแหละ แค่วิธีการใช้งานต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เอาไว้ถ้าได้หม้อชาบูมาแล้วข้าจะใช้งานให้พวกเจ้าดูทันทีเลยนะ” ลี่อิงอธิบายอย่างใจเย็น นางรู้สึกมีความสุขมากเมื่อได้พูดถึงอุปกรณ์เครื่องครัวที่นางมีความรู้อย่างหนาแน่น
“ด้วยความกรุณาเพคะกุ้ยเฟย” นางกำนัลทั้งสองก้มหน้าพร้อมกับเอ่ยขอบคุณกุ้ยเฟย
“ว่าแต่….พวกเจ้ากินอาหารเย็นที่ไหนกันหรือ” ลี่อิงช้อนคางนางกำนัลทั้งสองขึ้นมาถามด้วยความเอ็นดู ก่อนจะส่งยิ้มแฉ่งให้จนนางกำนัลทั้งสองสะดุ้ง เพราะไม่เคยได้รับรอยยิ้มเช่นนี้จากกุ้ยเฟยมาก่อน ที่ผ่านมาส่วนใหญ่กุ้ยเฟยจะเอาแต่ทำใบหน้าบูดบึ้งบอกบุญไม่รับเสียมากกว่า
“เราสองคนกินอาหารที่ครัววังหลวงทำแจกจ่ายให้เหล่าขุนนางและนางในเพคะกุ้ยเฟย” นางกำนัลตงเอ๋อร์ตอบ
“ต่อไปข้าจะทำอาหารให้พวกเจ้ากินเอง” ลี่อิงพูดราวกับว่าการที่กุ้ยเฟยลงมือทำอาหารให้กับผู้รับใช้กินนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา
“จะดีหรือเพคะ ใต้หล้านี้ไม่เคยมีกุ้ยเฟยนางใดทำอาหารให้กับนางกำนัลและขันทีกิน มีแต่ทำให้เบื้องสูงอย่างเช่นไทเฮา ฮ่องเต้ และฮองเฮาเพียงเท่านั้นเพคะ” ตอนแรกนางกำนัลทั้งสองไม่กล้าเอ่ยขัดกุ้ยเฟยตอนที่นางบอกว่าจะทำอาหารให้พวกเขากิน เพราะคิดว่าคงไม่เกิดขึ้นจริง แต่เมื่อเห็นว่ากุ้ยเฟยจะทำจริงแล้วนั้นก็อดที่จะเอ่ยขัดไม่ได้
“ห้ามขัดใจข้านะ ก่อนหน้านี้พวกเจ้าตกลงแล้วว่าจะให้ข้าทำให้กิน” ลี่อิงแกล้งทำเสียงดุและกอดอกอย่างเอาแต่ใจ เพราะนางกำนัลทั้งสองผิดคำตกลง
“….เพคะกุ้ยเฟย” นางกำนัลทั้งสองเสียงอ่อยอย่างไม่มีทางเลือก เพราะถูกกุ้ยเฟยดักคอไว้เรียบร้อย
“ข้าจำได้ว่าที่ห้องเครื่องของตำหนักมีเตาฟืน หม้อ มีดและเขียงไม้ อื้ม….ข้านึกออกแล้วอาหารเย็นวันนี้ข้าจะทำข้าวมันไก่ไหหลำ”
“ข้าวมันไก่ไหหลำ!” สองนางกำนัลเบิกตาโตมองหน้ากัน….ไม่คิดว่ากุ้ยเฟยของพวกนางจะคิดทำการใหญ่ถึงเพียงนี้
“ข้าวมันไก่ไหหลำเลยหรือเพคะกุ้ยเฟย หม่อมฉันทั้งสองไม่กล้ากินหรอกเพคะ ข้าวมันไก่ไหหลำเป็นอาหารสำหรับบุรุษและสตรีชั้นสูงเท่านั้นที่จะได้ลิ้มลอง เพราะไก่ที่จะนำมาทำข้าวมันไก่ได้อย่างอร่อยจะมีเพียงไก่เหวินชางจากมณฑลไหหลำเท่านั้น” นางกำนัลทั้งสองโบกมือปฏิเสธ เพราะคิดว่าตัวเองลิ้นคงไม่ถึงอย่างแน่นอน อาหารที่ดีที่สุดสำหรับขันทีและนางในนั้นก็เห็นจะเป็นเมนูที่ใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่ายรอบ ๆ เขตพระราชวังเท่านั้น
“กุ้ยเฟยทรงพักผ่อนเถอะนะเพคะ เอาไว้ทรงแข็งแรงดีแล้วค่อยทำดีกว่า” นางกำนัลตงเอ๋อร์อ้อนวอนให้กุ้ยเฟยยุติความคิดลง
“ไม่ ไม่ ไม่ ถ้าข้าไม่ได้ทำอาหารสักมื้อ คืนนี้ข้าต้องนอนไม่หลับเป็นแน่” ลี่อิงทำหน้างอพร้อมกับส่ายหน้าไปมาอย่างเอาแต่ใจ อย่างไรวันนี้นางก็ต้องทำอาหารสักอย่างให้ได้ดั่งใจปราถนา
“แต่หม่อมฉันว่า….การทำข้าวมันไก่ไหหลำในยามนี้คงจะไม่เหมาะเสียเท่าไรนะเพคะ เพราะต้องใช้ไก่เหวินชางเป็นวัตถุดิบหลัก ตอนนี้เป็นเวลาของยามเซินแล้วคงหาได้ไม่ทัน และที่สำคัญกุ้ยเฟยทรงยังไม่ได้พักผ่อนเลยนะเพคะ” นางกำนัลอี๋เหวินกล่าวคัดค้านด้วยเหตุผลที่มากขึ้นกว่าเดิม
“ไม่ว่าจะเป็นไก่ชนิดไหนข้าก็สามารถทำให้เป็นข้าวมันไก่ไหหลำรสชาติเลื่องลือชาได้ทั้งนั้น ตงเอ๋อร์ อี๋เหวิน”
“เพคะกุ้ยเฟย” เมื่อกุ้ยเฟยเรียกนางกำนัลทั้งสองก็รีบขานรับและเตรียมถวายการรับใช้ในทันที
“พวกเจ้าไปหาไก่ตอน 1 ตัว เกลือ น้ำตาล น้ำส้มสายชู เต้าเจี้ยว ขิง กระเทียม พริก และน้ำสะอาดมาให้ข้าภายในครึ่งชั่วโมง”
“ครึ่งชั่วโมง! คืออะไรหรือเพคะ” นางกำนัลทั้งสองกล่าวถามด้วยความงุนงง
“อ่ะ อ๋อ….สองเค่อ” ลี่อิงพูดใหม่อย่างอ้ำอึ้งท่าทีเลิ่กลั่กเก็บพิรุธไว้อยู่ นึกได้ว่าตัวเองเผลอพูดคำสมัยใหม่ออกไป
“อ๋อ….สองเค่อ ได้เพคะกุ้ยเฟย” นางกำนัลทั้งสองรีบคำนับลาแล้วออกไปจากตำหนักมุ่งตรงไปยังครัวหลวงเพื่อหาสิ่งที่กุ้ยเฟยต้องการมาให้อย่างเลี่ยงไม่ได้
….หนึ่งก้านธูปผ่านไป….ซ่าส์~ เสียงวัตถุดิบบางอย่างโดนความร้อนจากน้ำมันที่ร้อนจัด วัตถุดิบที่ว่านี้ก็คือข้าวหอมอย่างดีที่ถูกนำไปซาวน้ำจนสะอาด จากนั้นจึงนำเอามันไก่ลงไปเจียวในกระทะ แล้วนำน้ำมันจากหนังไก่นั้นมาผัดกับข้าวหอม ตามด้วยใส่กระเทียมทั้งกลีบแบบไม่ต้องทุบและไม่ต้องปอกเปลือก ผัดกับข้าวหอมด้วยไฟอ่อน จนกระทั่งข้าวหอมมีสีขาวขุ่น จึงนำเอาไปหุงต่อในหม้อโดยใส่น้ำต้มไก่ที่ลี่อิงได้ต้มจนไก่นุ่มเอาไว้แล้วหลังจากได้วัตถุดิบมาลงไป ส่วนเตาฟืนนั้นขันทีจางกงได้ก่อเอาไว้ให้ถึงสองเตาด้วยกัน
ย้อนกลับไปในส่วนของการต้มไก่นั้น ตั้งน้ำในหม้อให้ร้อนก็ใส่ไก่ลงไปทั้งตัว จากนั้นบุบขิงแก่ กระเทียม และเกลือลงไป ต้มไก่ต่อไปประมาณสองเค่อ คอยพลิกด้านของไก่ซ้ำไปซ้ำมาด้วยจนกระทั่งหนังไก่สุกเหลือง ในส่วนวิธีตรวจสอบความสุกของไก่นั้น สามารถใช้ตะเกียบแทงทะลุช่วงน่องด้านในที่ติดกับตัวไก่ ซึ่งหากตะเกียบทะลุผ่านไปได้ง่าย และไม่มีเลือดติดออกมา ก็หมายความว่าไก่นั้นสุกดีแล้ว
ระหว่่างรอให้ข้าวสุก ก็ทำเอาไก่ที่ต้มจนสุกแล้วไปเลาะเอาเนื้อและเครื่องในออก หลังจากนั้นก็เอากระดูกไก่ไปเคี่ยวต่อเป็นน้ำซุปอีกประมาณหนึ่งเค่อ จนกลายเป็นน้ำซุปที่ซดได้คล่องคอ เพราะมีรสชาติที่กลมกล่อม หวานน้ำต้มกระดูก ข้าวมันที่กำลังระอุส่งกลิ่นหอมคละคลุ้งกระจายไปทั่วตำหนักเย็น มิหนำซ้ำกลิ่นหอมยังลอยละล่องส่งไปทั่วทั้งวังหลวงอีกด้วย นางกำนัลและขันทีที่ได้กลิ่นใกล้ ๆ ถึงขั้นน้ำลายสอ ลอบกลืนน้ำลายลงคอหลายต่อหลายอึกแล้ว
ระหว่างรอให้ข้าวมันสุกเต็มที่นั้น ก็มาจัดทำน้ำจิ้ม น้ำจิ้มจะเป็นสิ่งที่ช่วยตัดเลี่ยนของข้าวมันและไก่ต้มได้ดี เพราะได้ความเค็มจากเต้าเจี้ยวและความเปรี้ยวของน้ำส้มสายชูหมัก ตัดรสชาติด้วยความเผ็ดร้อนของพริกและกระเทียมซอย ตามด้วยขิงหั่นเต๋าและน้ำตาล ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ‘ข้าวมันไก่ไหหลำ’





