เพนต์เฮาส์แห่งนี้ไม่ใช่บ้าน แต่เป็นป้อมปราการบนฟากฟ้า เรามาถึงหลังจากพิธีการที่เงียบเชียบและไร้ชีวิตชีวาที่สำนักงานเขตซึ่งร้างผู้คน มีเพียงเจ้าหน้าที่ที่ดูเหนื่อยล้าและคนขับรถหน้าตายของเจตน์เป็นพยาน ตอนนี้ เมื่อยืนอยู่กลางห้องนั่งเล่นของเขา ฉันรู้สึกเหมือนเป็นวัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่
หน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดานกินพื้นที่ผนังสองด้าน เผยให้เห็นทิวทัศน์เส้นขอบฟ้าที่ระยิบระยับของกรุงเทพฯ แบบพาโนรามาที่น่าทึ่ง แต่กระจกนั้นให้ความรู้สึกเหมือนเป็นกำแพงกั้น ไม่ใช่หน้าต่าง มันกั้นโลกภายนอกไว้ห่างไกล เฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดเป็นมุมแหลมและสีโมโนโครม—หนังสีดำ โครเมียม หินอ่อนสีเทา ไม่มีของรกๆ ไม่มีรูปถ่าย ไม่มีร่องรอยว่ามีมนุษย์อาศัยอยู่จริงๆ อากาศไม่มีกลิ่นอะไรเลย ราวกับว่ามันถูกขัดถูจนปราศจากกลิ่นอายของชีวิต
"นี่คือกฎ" เจตน์พูด เสียงของเขาสะท้อนเล็กน้อยในพื้นที่กว้างใหญ่ เขาไม่ได้ถอดเสื้อสูทออกด้วยซ้ำ เขายืนอยู่ริมหน้าต่าง เป็นเงาดำทมึนตัดกับแสงไฟของเมือง "ในที่สาธารณะ เราคือคู่รักข้าวใหม่ปลามันที่รักกันมาก คุณจะต้องเชื่อฟังผมในเรื่องธุรกิจทั้งหมด แต่คุณจะเป็นหุ้นส่วนของผม เป็นคนที่เท่าเทียมกับผม คุณจะสามารถเข้าถึงบัญชีของผม พนักงานของผม ทรัพยากรของผมได้ ใช้มันซะ"
เขาหันมาเผชิญหน้ากับฉัน ดวงตาของเขาสะท้อนแสง "ในที่ส่วนตัว เราคือหุ้นส่วนทางธุรกิจ นี่คือปีกของผมในเพนต์เฮาส์นี้" เขาชี้ไปที่โถงทางเดินด้านขวา "นั่นคือของคุณ เราจะใช้ชีวิตแยกกัน นี่คือสัญญา ไม่ใช่ความรัก"
*นี่คือสัญญา ไม่ใช่ความรัก* คำพูดเหล่านั้นควรจะทำให้โล่งใจ แต่มันกลับกระแทกเข้ามาในอกอย่างว่างเปล่า ฉันพยักหน้า ห่อผ้าห่มแคชเมียร์รอบตัวแน่นขึ้น ฉันยังคงสวมชุดเดรสที่เปียกชื้นและขาดวิ่น ฉันรู้สึกเหมือนแมวจรจัดที่หลงเข้ามาในวัง
"แม่บ้านของผมเตรียมเสื้อผ้าไว้ให้คุณแล้ว น่าจะพอดีตัว" เขาพูด สายตาของเขากวาดมองฉันด้วยท่าทีประเมินที่เย็นชาเช่นเคย "พรุ่งนี้ เราจะไปหาเสื้อผ้าใหม่ให้คุณ คุณคือคนของธนากิจแล้ว คุณต้องดูให้สมฐานะ"
เขาเดินไปที่โต๊ะคอนโซลสีดำเรียบหรูและหยิบแท็บเล็ตบางๆ ขึ้นมา ยื่นให้ฉัน "และนี่คือการบ้านของคุณ"
ฉันรับแท็บเล็ตมา หน้าจอสว่างขึ้น แสดงโฟลเดอร์ที่เข้ารหัสไว้เพียงโฟลเดอร์เดียว ชื่อเรื่องเขียนว่า "ศิริวัฒนา กรุ๊ป"
นิ้วของฉันสั่นเทาขณะที่เปิดไฟล์ มันเป็นแฟ้มข้อมูลโดยละเอียด เป็นใยแมงมุมของการทุจริตในองค์กร ข้อตกลงที่น่าสงสัย และบัญชีลับ มันเป็นภาพเหมือนของครอบครัวที่ฉันคิดว่าฉันรู้จัก วาดด้วยสีสันที่ชัดเจนของความโลภและการทุจริต มันท่วมท้นเกินกว่าจะรับไหว
จากนั้น สายตาของฉันก็ไปสะดุดกับโฟลเดอร์ย่อย ชื่อของมันถูกขีดฆ่าเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นสองคำ "โครงการไนติงเกล" ฉันแทบหยุดหายใจ ฉันแตะเพื่อเปิดมัน เอกสารส่วนใหญ่ถูกเข้ารหัส แต่ไฟล์หนึ่งมีภาพที่หยาบๆ เพียงภาพเดียว
มันเป็นภาพถ่ายระยะใกล้ของล็อกเก็ตรูปนกซองเบิร์ดโบราณ ล็อกเก็ตของคุณยายฉัน อันที่อัญชลีสวมอยู่ ใต้ภาพมีข้อความสั้นๆ ที่เป็นปริศนา: *ยืนยันกุญแจสินทรัพย์แล้ว โปรโตคอลไนติงเกลทำงาน*
ล็อกเก็ตไม่ใช่แค่ของตกทอดที่ถูกขโมยไป มันเป็นกุญแจ กุญแจสู่บางสิ่งที่เรียกว่าโครงการไนติงเกล ความลับที่สำคัญมากจนเชื่อมโยงแผนการสมคบคิดที่ลึกที่สุดของครอบครัวฉันเข้ากับความแค้นส่วนตัวของเจตน์ ธนากิจ ความหวาดกลัวที่เย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วตัวฉัน นี่มันใหญ่กว่าการทรยศของครอบครัวมากนัก
ก่อนที่ฉันจะทันได้ประมวลผลความหมายของมัน โทรศัพท์เครื่องใหม่ที่เจตน์ให้ฉันก็สั่นขึ้นบนโต๊ะหินอ่อนที่ฉันวางไว้ หน้าจอแสดงคำเดียว: แม่
หัวใจของฉันกระโดดไปอยู่ที่ลำคอ ฉันจ้องมองโทรศัพท์ มือของฉันค้างอยู่กลางอากาศ เจตน์มองฉัน สีหน้าของเขาอ่านไม่ออก ความเงียบของเขาคือการทดสอบ สัญญาก่อนสมรส... *หากคุณพยายามติดต่อ...* แต่เธอเป็นคนติดต่อมา
"รับสิ" เจตน์พูดเบาๆ "เปิดลำโพงด้วย"
ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วแตะหน้าจอ "สวัสดีค่ะ"
"ขวัญข้าว! โอ้ย ลูกแม่ ขอบคุณพระเจ้า!" เสียงแม่ของฉันดังลั่นไปทั่วห้องที่ปลอดเชื้อ เต็มไปด้วยน้ำตาและการตื่นตระหนกที่เสแสร้ง "เราเป็นห่วงกันมากเลยนะ! ลูกอยู่ที่ไหน? ภาคินเป็นห่วงจนไม่เป็นอันทำอะไรเลย เขาตามหาลูกทั้งคืน"
ฉันพูดไม่ออก ความหน้าไหว้หลังหลอกนั้นน่าตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ
"ลูกรัก ลูกต้องกลับบ้านนะ" เธออ้อนวอน เสียงของเธอสั่นเครืออย่างสมบูรณ์แบบ "เรารู้ว่าลูกคิดว่าเห็นอะไร ความเครียด ความเศร้า... มันทำให้เราเห็นภาพหลอนได้นะ หมอเอมอรเตือนเราแล้วว่าเรื่องนี้อาจจะเกิดขึ้น ว่าลูกอาจจะ... เห็นภาพหลอน การเห็นอัญชลี... โอ้ย ขวัญข้าว ลูกแม่ ลูกแค่คิดถึงน้องมากเกินไป"
การปั่นหัว มันเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยม ชั่วขณะหนึ่งที่เจ็บปวดและน่าสะพรึงกลัว การบงการทางอารมณ์อย่างดิบเถื่อน เสียงที่เคยปลอบโยนฉันตอนเป็นไข้และฝันร้ายในวัยเด็ก เกือบจะได้ผล ความสงสัยเพียงเล็กน้อยแทรกซึมเข้ามาในความตั้งใจของฉัน *หรือว่าฉันบ้าไปแล้ว? หรือว่าฉันจินตนาการไปเองทั้งหมด?*
ฉันเงยหน้าขึ้นและสบตากับเจตน์ ดวงตาสีเทาของเขานิ่งและไม่ไหวติง มันไม่มีการตัดสิน มีเพียงการจดจ่อที่เงียบและชัดเจน เขามองเห็นความจริง เขาเชื่อฉัน การยืนยันอย่างเงียบๆ นั้นเป็นสมอที่ฉันต้องการ
ความอ่อนแอนั้นหายไป ถูกแทนที่ด้วยความแน่วแน่ที่เย็นชาและแข็งกร้าว "หนูไม่กลับบ้านค่ะ" ฉันพูด เสียงของฉันสั่นแต่หนักแน่น
"แต่ขวัญข้าว—"
ฉันกดวางสาย นิ้วของฉันจิ้มลงบนหน้าจอ ความเงียบที่ตามมานั้นหนักอึ้ง ฉันรู้สึกว่างเปล่า ราวกับว่าเธอเอื้อมมือผ่านโทรศัพท์มาควักเอาเศษเสี้ยวสุดท้ายของความเป็นลูกสาวที่ฉันเคยเป็นออกไป
เจตน์เดินเข้ามาและหยิบแท็บเล็ตจากนิ้วที่ชาของฉัน ปิดไฟล์ "พักผ่อนซะ" เขาพูด น้ำเสียงของเขาอ่อนลงอย่างแทบไม่รู้สึก "พรุ่งนี้ เราจะเริ่มกัน"
ฉันคิดว่าเขาจะจากไป กลับไปยังฝั่งของเขาในอพาร์ตเมนต์ตามที่สัญญาระบุไว้ แต่เขากลับหยุดชะงัก มือของเขาวางอยู่บนพนักเก้าอี้หนัง
"ไปแต่งตัวซะ" เขาพูด สายตาของเขาเข้มข้น "เรามีงานต้องไป"
"งาน? ตอนนี้เนี่ยนะ? นี่มันกลางดึกแล้ว"
"ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกล" เขาตอบกลับ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเขาเป็นครั้งแรก มันเป็นรอยยิ้มที่อันตรายและเหมือนนักล่า "และงานกาลาการกุศลมรดกไทยประจำปียังคงดำเนินไปอย่างคึกคัก บริษัทของพ่อเธอเป็นผู้สนับสนุนหลักในปีนี้ ฉันเชื่อว่าเขามีกำหนดจะกล่าวสุนทรพจน์สำคัญเกี่ยวกับความสำคัญของคุณค่าของครอบครัว"
เลือดในกายฉันกลายเป็นน้ำแข็ง เขาต้องไม่ได้พูดจริงแน่ๆ
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ฉันกลายเป็นคนละคน คุณนวล แม่บ้านที่เงียบขรึมและมีประสิทธิภาพ ช่วยฉันอาบน้ำและแต่งตัว ตอนนี้ฉันสวมชุดราตรีสีน้ำเงินเข้มที่สวยงามน่าทึ่ง ทำจากผ้าไหมเนื้อหนาที่แนบไปกับลำตัว ผมของฉันถูกรวบขึ้น และการแต่งหน้าบางๆ ก็ช่วยปกปิดความโทรมของค่ำคืนที่ผ่านมา ฉันมองตัวเองในกระจกและเห็นคนแปลกหน้า—ผู้หญิงที่ดูดีมีระดับและสง่างาม ซึ่งไม่เหมือนกับสิ่งมีชีวิตที่แตกสลายที่ล้มลงในคูน้ำเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนเลย ฉันกำลังสวมชุดเกราะของตระกูลธนากิจ
เจตน์รอฉันอยู่ที่ประตูในชุดทักซิโด้ที่ตัดเย็บอย่างสมบูรณ์แบบ เขามองฉัน และเป็นครั้งแรกที่สายตาประเมินของเขามีประกายของบางสิ่งบางอย่าง... ความเห็นชอบ
ห้องบอลรูมของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล เป็นทะเลแห่งอัญมณีและแชมเปญ อากาศอบอวลไปด้วยเสียงสนทนาที่สุภาพและเสียงของวงสตริงควอเตต ขณะที่เราเข้าไป ความเงียบก็เข้าปกคลุมห้อง ผู้คนหันมามอง เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นราวกับไฟป่า ทุกคนที่นี่ได้อ่านข่าวแจ้งเตือนแล้ว พวกเขากำลังมองดูคนบ้า
แต่ฉันไม่ได้อยู่คนเดียว มือของเจตน์วางอยู่บนบั้นเอวของฉันอย่างมั่นคงและอบอุ่น นำทางฉันผ่านฝูงชนราวกับว่าเราเป็นราชวงศ์ที่กำลังแหวกทะเล เขาพยักหน้าให้คนรู้จักอย่างห้วนๆ สีหน้าของเขาแผ่รังสีแห่งอำนาจและความมั่นใจที่ท้าทายให้ใครก็ตามกล้าที่จะท้าทายเรา
บนเวทีที่ปลายสุดของห้องบอลรูม พ่อของฉันอยู่ที่โพเดียม แม่และภาคินยืนอยู่ข้างๆ เขาอย่างภาคภูมิใจ "...และมันคือคุณค่าของครอบครัวเหล่านี้" พ่อของฉันกำลังพูด เสียงของเขาสะท้อนด้วยความจริงใจจอมปลอม "ที่เป็นรากฐานของชุมชนและบริษัทของเรา"
เจตน์ไม่หยุด เขาเดินนำเราตรงไปยังเวที ทางเดินข้างหน้าเราเปิดโล่ง เสียงกระซิบเงียบลง ถูกแทนที่ด้วยเสียงสูดหายใจเข้าอย่างตกตะลึงพร้อมกัน
เรามาถึงบันไดเวทีทันทีที่พ่อของฉันพูดจบพร้อมกับเสียงปรบมือเบาๆ ภาคินเห็นเราก่อน สีหน้าของเขาซีดเผือด รอยยิ้มของเขาแข็งค้างและแตกสลายเหมือนเครื่องเคลือบราคาถูก มือของแม่ฉันยกขึ้นปิดปาก ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความสยดสยอง
เจตน์ก้าวขึ้นบันไดสองก้าวอย่างง่ายดาย มือของเขายังคงอยู่ที่หลังของฉัน เขาไปถึงโพเดียมและด้วยท่าทางที่สุภาพแต่หนักแน่น เขาหยิบไมโครโฟนจากมือที่อ่อนแรงของพ่อฉัน ทั้งห้องบอลรูมเงียบกริบ เฝ้ามอง
"ขออภัยที่ขัดจังหวะ" เสียงของเจตน์ดังก้องผ่านลำโพง นุ่มนวลราวกับกำมะหยี่ คมกริบราวกับเหล็กกล้า "ผมเพียงแค่อยากจะแสดงความยินดีกับคุณพ่อตาสำหรับสุนทรพจน์ที่สร้างแรงบันดาลใจของท่าน"
เขาหยุดชั่วครู่ ปล่อยให้คำพูดซึมซาบเข้าไป... คุณพ่อตา เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วทั้งฝูงชน
สายตาของเจตน์กวาดมองใบหน้าที่สยดสยองของครอบครัวฉันก่อนที่จะจับจ้องไปที่ผู้ชม เขายิ้มรอยยิ้มอันตรายนั้นอีกครั้ง "แต่ผมเชื่อว่าภรรยาของผมและผมควรจะเป็นคนประกาศเงินบริจาคของครอบครัวเราในคืนนี้"
เขาหันศีรษะเล็กน้อย สายตาของเขามาบรรจบกับฉัน ในช่วงเวลานั้น ภายใต้สายตานับร้อยคู่ พร้อมกับแสงแฟลชของกล้องที่เริ่มสว่างวาบเหมือนดอกไม้ไฟ ฉันไม่ใช่เหยื่ออีกต่อไป ฉันคือภรรยาของเขา และสงครามเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น





