หนูน้อยพามาพบคู่แท้

เธอไม่รู้สึกมาก่อนเลยว่าจิ่งเฉิงเป็นพ่อของซิงซิง หลังจากที่ออกมาจากเมืองซูอัน เธอก็เปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ จึงไม่ได้ติดต่อกับคนในวงสังคมตระกูลจิ่งอีก แล้วก็ไม่อยากจะพาซิงซิงเข้าไปในวงสังคมของจิ่งเฉิงด้วยเหมือนกัน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเธอไม่ได้สนใจข่าวคราวของจิ่งเฉิงอีก ตอนนี้คนคนนั้นน่าจะแต่งงานและมีลูกของตัวเองไปแล้ว

ตอนค่ำเฉียวยีโอบกอดเฉียวซิงซิง หลังจากที่เล่านิทานก่อนนอนเสร็จ เฉียวซิงซิงก็ยังคงลืมตาอยู่

เฉียวยีวางนิทานบนหัวเตียง ก่อนจะดึงผ้าห่ม พร้อมกับสั่งขึ้นมา “หลับตา นอน”

เฉียวซิงซิงหดตัวเข้าไปในผ้าห่ม ก่อนจะถามขึ้นมาด้วยความน้อยใจ “แม่ครับ วันนี้ผมทำผิดจริง ๆ เหรอ”

ผิดแล้วจริง ๆ เหรอ ถ้าได้รู้ความจริงทั้งหมด เฉียวซิงซิงก็ไม่ผิดเลยแม้แต่นิดเดียว เขาเป็นเด็กที่รู้หลักเหตุผล แต่วิธีการในการแก้ปัญหามันสุดโต่งไปนิด เขาไม่ใช่คนที่จะมาพูดคุยด้วยเหตุผลอย่างใจเย็น

เฉียวยีไม่ได้เป็นเหมือนเมื่อก่อนที่จะพูดออกมาว่า ‘ลูกทำผิด’ เธอลูบหัวของซิงซิง “ลูกไม่ได้ทำผิด”

ตอนที่สงบสติอารมณ์ลง เฉียวยีเป็นคนที่มีเหตุมีผลมาก เธอรู้ว่าเด็กอายุเท่าเฉียวซิงซิง นี่คือช่วงเวลาเรียนรู้ที่จะแยกแยะถูกผิด ผู้ใหญ่มีหน้าที่ชี้นำในทางที่ถูกต้อง

“แล้วทำไมทุกคนถึงทำเหมือนกับว่าผมทำผิดด้วย แม้แต่แม่เองก็ตำหนิผมเหมือนกัน” ซิงซิงรู้สึกน้อยใจอยู่ไม่น้อย

“เพราะว่าวิธีการแก้ปัญหาของลูกมันไม่ถูกต้อง ลูกปกป้องคนอื่น ในขณะเดียวกันก็ทำร้ายคนอื่นเหมือนกัน ลูกยังเด็ก ไม่รู้ว่าบางครั้งทุกคนก็มักจะคิดว่าคนที่อ่อนแอเป็นฝ่ายถูกเสมอ เด็กที่ร้องไห้มักจะได้กินลูกอม ลูกเข้าใจไหม?”

“ผมไม่เข้าใจ ถ้าแม่เข้าใจ แล้วทำไมถึงยังมาดุผมอีกล่ะ” ในโลกของเฉียวซิงซิง ไม่มีแนวคิดที่จะใช้เสียงร้องไห้เพื่อแลกกับลูกอม เขาไม่เข้าใจ ทั้ง ๆ ที่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยกำลัง ทำไมถึงต้องร้องไห้ด้วย

“เพราะพ่อแม่พวกเขาโมโหแล้ว ถ้าแม่ไม่สั่งสอนลูก พวกเขาก็จะสั่งสอนลูกเอง พวกเขาลงมือหนักกว่าแม่แน่นอน เพราะฉะนั้นแม่ต้องลงมือก่อน แต่ก็ไม่ได้ทำร้ายลูกจริง ๆ ไม่ใช่เหรอ?” เฉียวยีไม่รู้ว่าเฉียวซิงซิงเข้าใจความซับซ้อนของโลกผู้ใหญ่หรือไม่

“ผิดแล้วก็ต้องได้รับโทษ ถูกก็ต้องได้รับการสรรเสริญ ผมรู้สึกว่ามันควรจะเป็นแบบนี้” เฉียวซิงซิงเงยหน้าขึ้นมองแม่ พวกเขาต่างฝ่ายต่างพูดโน้มน้าวอีกฝ่าย

เฉียวยีแอบรู้สึกปลื้มใจ เด็กมักจะบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ทำไมผู้ใหญ่ถึงต้องยัดเยียดสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบให้กับเด็กด้วย เธอจุ๊บหน้าผากของเฉียวซิงซิง “ลูกพูดถูก ขอโทษนะ วันนี้แม่ผิดเอง ต่อไปถ้ามีตรงไหนที่ไม่ถูกต้อง ลูกก็มาบอกกับแม่โอเคไหม”

ในที่สุดเฉียวซิงซิงก็แสดงรอยยิ้มภาคภูมิใจ พยักหน้าอย่างหนักแน่น “ครับ!”

วันต่อมา เฉียวยีกำลังทำอาหารเช้าอยู่ในบ้าน เฉียวซิงซิงก็เริ่มประพฤติตัวนอกลู่นอกทางอีกแล้ว

เมื่อเห็นว่าอาหารใกล้จะเสร็จแล้ว ไม่เห็นเขากลับมาสักที เฉียวยีก็ถอดผ้ากันเปื้อนลงไปตามหาข้างล่าง แต่กลับเห็นรถยนต์สีดำสองสามคันจอดอยู่ข้างล่าง มีชายหนุ่มในชุดสูทผูกเน็กไทสีดำประมาณเจ็ดแปดคนลงมาจากบนรถ

เด็กกลุ่มหนึ่งกำลังล้อมรอบรถยนต์ที่เป็นประกายแวววาว ดวงตาเต็มไปด้วยความอิจฉา เฉียวซิงซิงเองก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วยเช่นกัน เขากำลังจ้องมองชายหนุ่มคนหนึ่งที่ลงมาจากรถคันแรก

ตอนแรกชายคนนั้นสวมแว่นดำ หลังจากลงจากรถก็ถอดแว่นออก คนที่ยืนอยู่ข้างหลังของเขารีบรับเอาไว้ทันที

เขายืนมองไปรอบ ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอาคารที่ทั้งเล็กเตี้ยและเก่าโทรม จากนั้นก็มองไปยังเด็กที่อยู่ตรงหน้ากลุ่มนี้ สุดท้ายก็หันไปจ้องมองเฉียวซิงซิง

เฉียวยีเองก็รู้สึกประหลาดใจเหมือนกัน ความมีสง่าราศีของคนกลุ่มนั้นมันไม่เข้ากันกับทุกสิ่งทุกอย่างของที่นี่อย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่คนท้องที่นี้อย่างแน่นอน เธอมองป้ายทะเบียนรถ มาจากเมืองซูอัน

เฉียวยีไม่อยากมีส่วนร่วม อีกทั้งเธอก็ยังไม่ได้ปิดประตูข้างบน เธอจึงตะโกนเรียกเฉียวซิงซิง

“เฉียวซิงซิง กลับบ้านกินข้าวได้แล้ว!”

ผู้หญิงที่เคยเอามือปิดปากเวลาหัวเราะต่อหน้าสาธารณะ ตอนนี้ต้องตะโกนเสียงดังวันละหลายสิบครั้ง ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีการตอบสนองใด ๆ

เฉียวซิงซิงมองผู้ชายที่ยืนนำหน้า ก่อนจะตอบรับกลับไป “ครับ” จากนั้นก็วิ่งไปหาเฉียวยี

ทั้งสองคนจูงมือกันขึ้นไปข้างบน เฉียวยีเพิ่งจะล้างมือออกมา จู่ ๆ เสียงเคาะประตูห้องรับแขกก็ดังขึ้น

“ใครคะ?” เฉียวยีวางถ้วยชามลงบนโต๊ะอาหาร ก่อนจะเดินไปเปิดประตู

หลังจากประตูนิรภัยเปิดออก เฉียวยีกลับอึ้งตะลึง คนที่ยืนอยู่ตรงประตู ก็คือผู้ชายที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดข้างล่างคนนั้นไม่ใช่เหรอ?

เฉียวยีตกใจมากจริง ๆ ถึงแม้ว่าคนที่ตัวเองรู้จักจะมีเยอะมาก คนที่มีปฏิสัมพันธ์กันสมัยตอนทำงานก็มีไม่น้อย แต่เธอก็มั่นใจมากว่าไม่เคยเจอผู้ชายที่อยู่ตรงหน้านี้มาก่อน

ก่อนหน้านี้อยู่ค่อนข้างไกลกันจึงไม่ได้สังเกต ตอนนี้คนคนนี้ยืนอยู่ตรงหน้าตัวเอง เฉียวยีก็เกิดความรู้สึกกดดันขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

ผู้ชายคนนี้น่าจะสูงอย่างน้อยหนึ่งร้อยแปดสิบห้า รูปร่างสูงใหญ่ คิ้วหนาดวงตาเป็นประกาย ใบหน้าโดดเด่น สวมใส่ชุดสูทสีดำที่ตัดเย็บมาอย่างพอดีตัว เห็นก็รู้แล้วว่าราคาแพง

ตอนนี้เขากำลังมองสำรวจเฉียวยีด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก

“มาหาใครเหรอคะ?” เฉียวยีจับขอบประตูอย่างระแวดระวัง ไม่มีเจตนาจะให้เขาเข้ามา

“กู้ฝานซิงล่ะ?” ผู้ชายคนนั้นพูดขึ้น

“ใครเหรอคะ” เฉียวยีไม่เคยได้ยินชื่อนี้เลยด้วยซ้ำ

“กู้ฝานซิง” เขาเน้นย้ำออกมาอีกหนึ่งรอบ ดูใจเย็นอย่างมาก พูดเน้นย้ำอย่างชัดถ้อยชัดคำ “กู้ ฝาน ซิง ลูกชายของผม!”

เฉียวยีพึมพำอยู่ในใจ จู่ ๆ ก็มีความคิดที่ยากจะเชื่อผุดขึ้นมาในใจของเธอ แต่ใบหน้ายังคงสงบนิ่งใจเย็น “ฉันไม่รู้จัก คุณมาหาผิดคนแล้วหรือเปล่า” พูดจบก็ทำท่าจะปิดประตู

เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ผลักประตูเดินเข้าไปข้างในทันที มองไปรอบ ๆ บ้าน ถึงแม้ว่าบ้านจะเก่า แต่ก็ถือว่าสะอาดสะอ้าน สามารถเห็นถึงการใช้ชีวิตของเด็กได้ทุกซอกมุม เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ จากนั้นก็ไปนั่งลงบนโซฟา

หลังจากเฉียวซิงซิงล้างมือเสร็จออกมา เขาก็มองผู้ชายแปลกหน้าที่อยู่บนโซฟา ก่อนจะมองไปหาแม่ที่ดูประหม่านิดหน่อย เขารู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างผิดปกติ

แม่ในสายตาของเขาเป็นดั่งเหยี่ยวที่กางกรงเล็บแหลมคมมาโดยตลอด แต่ตอนนี้เธอเหมือนกับลูกนกที่ตัวสั่นเทา

เฉียวซิงซิงเดินมาอยู่ตรงหน้าของเขา น้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “คุณเป็นใคร”

น้ำเสียงแข็งกร้าวพยายามที่จะทำให้ดูเหมือนกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง

ผู้ชายคนนั้นเห็นเฉียวซิงซิง ก็จะยื่นออกมาคว้าเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แต่เฉียวซิงซิงกลับหลบเลี่ยงไปเสียก่อน

ชายคนนั้นก็ไม่ได้โมโหอะไร เขาดูสุขุมใจเย็นเหมือนกับนั่งอยู่บนโซฟาของบ้านตัวเอง “พ่อเป็นพ่อของลูกเอง”

ถึงแม้ว่าเฉียวยีจะแอบคาดเดาอยู่ในใจแล้ว แต่ตอนที่ผู้ชายคนนี้พูดความสัมพันธ์ของตัวเองกับเฉียวซิงซิงออกมา เธอก็ทำอะไรไม่ถูก ราวกับแทบจะล้มทั้งยืน

มาแล้ว มาแล้วจริง ๆ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอปกป้องเฉียวซิงซิงราวกับไข่ในหินมาโดยตลอด เพราะกลัวว่าจะมีสักวันที่เฉียวซิงซิงจะต้องจากเธอไปในตอนที่เธอยังรักเขาได้ไม่มากพอ

เฉียวซิงซิงหรี่ตาจ้องมองผู้ชายคนนั้น ก่อนจะหันไปมองแม่ที่สีหน้าซีดเผือดไม่พูดไม่จาอะไรทั้งนั้น ผ่านไปสักพักถึงได้พูดขึ้น “พ่อตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ?”

ผู้ชายคนนั้นหันไปมองเฉียวยีที่สีหน้าซีดเผือดตรงประตู เขาเข้าใจดีว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ่้น เขายิ้มให้กับเฉียวยีอย่างย้ำเตือน “พ่อสบายดี ตอนนี้มารับลูกกลับบ้าน”

เฉียวยีกับเฉียวซิงซิงต่างก็ช็อกตกใจจนพูดไม่ออก

ถึงแม้ว่าเฉียวซิงซิงอายุเพียงแค่สี่ขวบ แต่ก็ฉลาดเฉลียวมาตั้งแต่เด็ก จากสีหน้าของแม่ เขาก็พอจะมองออกว่า สิ่งที่ผู้ชายคนนี้พูดน่าจะเป็นความจริง

อ่านต่อ
อ่านนิยายฉบับเต็มได้ที่ Moboreader
Uปลดล็อกทุกตอน
ไปที่เว็บไซต์ทางการ
รายชื่อตอน
ปรับแต่ง

เรื่องที่คุณน่าจะชอบ

Logo
ศูนย์รวมซีรีส์สั้นออนไลน์ที่ดีที่สุดสำหรับคุณ ครบจบในที่เดียว ทั้งตัวอย่างตอนฟรี ข้อมูลนักแสดงแบบจัดเต็ม และลิงก์ไปยังแพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการ
©2026 PinesDramas สงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ