จู่ ๆ ก็กลายมาเป็นแพะรับบาป ในใจของเจี่ยนอู่จึงรู้สึกโมโหมาก
แผนการทั้งหมดของเธอต้องพังทลายลงเพราะเขา แม้ว่าเธอจะได้รับอิสรภาพกลับคืนมาในภายหลัง แต่เธอก็ยังถูกตราหน้าว่าแต่งงานครั้งที่สองอยู่ดี
ไอ้คนตาบอดใจบอด!
เธออยากจะกินหัวฟู่ซือเจี้ยนเข้าไปให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยจริง ๆ
ทว่าเวลานี้เธอไม่มีปัญญาที่จะปกป้องตัวเองได้เลย อีกอย่างเขาก็แข็งแกร่งและบ้าระห่ำ เขาไม่ยอมให้เธอพูดอะไรเลย เธอทำได้แค่ยอมจำนนไปอีกครั้ง
ตอนพระอาทิตย์ตกดินทางทิศตะวันตก รถก็ขับเข้าไปในคฤหาสน์ตระกูลฟู่อันโอ่อ่างดงาม
ทันทีที่ฟู่ซือเจี้ยนดึงเธอออกมาจากรถ พ่อบ้านที่ก็วิ่งเข้ามารายงานด้วยสีหน้าร้อนใจ
“คุณชายสี่ คุณรีบไปดูเร็วครับ จู่ ๆ คุณท่านก็เป็นลมไป ตอนนี้กำลังทำการช่วยชีวิตอยู่ครับ”
“นี่เป็นครั้งที่สามแล้วครับที่เป็นลมไปแบบนี้ หมอบอกมีอาการหัวใจล้มเหลว เกรงว่า...... ท่าจะไม่ดีเท่าไหร่ครับ......”
ทันใดนั้นสีหน้าของฟู่ซือเจี้ยนก็ดุร้าย และน่ากลัวขึ้นมาทันที
เมื่อรู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตอันร้ายแรง เจี่ยนอู่ก็ย่อตัวถอยหลังไปโดยสัญชาตญาณ
แต่ก่อนที่เธอจะทันได้ขยับเท้า เขาก็บีบคอเธอเอาไว้อย่างแรง แล้วก็กดเธอเข้ากับประตูรถเอาไว้เสียแล้ว
ดูเหมือนเขาจะบ้าไปแล้ว เขาบีบแน่นจนเธอแทบจะลงไปคุกเข่าดิ้นทุรนทุรายใกล้ตายอยู่แล้ว
“ถ้าจะให้ดีเธอควรจะภาวนาให้คุณย่าปลอดภัยเข้าไว้ดีกว่านะ!”
“เพราะถ้าเกิดคุณย่าเป็นอะไรขึ้นมา เธอโดนฝังทั้งเป็นแน่!”
หลังจากกัดฟันพูดทิ้งท้ายประโยคเหล่านี้เอาไว้แล้ว ฟู่ซือเจี้ยนก็ปล่อยมือและสาวเท้าเดินเข้าไปในวิลล่าทันที
เจี่ยนอู่เหมือนกับได้รับการนิรโทษกรรมแล้ว เธอเอามือกุมคอที่แสนเจ็บปวด แล้วสำลักออกมาอย่างรุนแรง
“แค่ก…… แค่กแค่ก......”
ความรู้สึกใกล้จะตายตอนเมื่อกี้นี้ ยังทำให้เธอหวาดกลัว และโกรธไม่หาย
ประสาท!
จนถึงตอนนี้เขายังไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองแต่งงานผิดคน
ตอนนี้เขากำลังอยู่ในอาการหงุดหงิด และบ้าคลั่ง หากเกิดอะไรขึ้นกับคุณย่าของเขาขึ้นมา มีความเป็นไปได้สูงมากที่เธอจะถูกเขาฝังทั้งเป็นจริง ๆ!
หากเธอต้องการมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยจนกว่าความเข้าใจผิดจะคลี่คลาย เธอต้องช่วยคุณย่าของเขาเอาไว้ให้ได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว เธอก็ดันตัวเองให้ลุกขึ้นมา แล้วก็เดินโซซัดโซเซเข้าไปในวิลล่า
ในห้องนอน คุณย่าที่มีผมขาวทั้งศีรษะกำลังนอนหลับตาอยู่บนเตียง
แพทย์และพยาบาลกลุ่มหนึ่งกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับการช่วยเหลือเธอ เครื่องมือบนโต๊ะแสดงให้เห็นว่าความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจของเธอลดลงอย่างต่อเนื่อง อันที่จริงขาข้างหนึ่งของเธอได้ก้าวเข้าสู่ยมโลกไปแล้วด้วยซ้ำ
ฟู่ซือเจี้ยนที่รีบวิ่งปรี่เข้าประตูไปหยุดชะงักอย่างกะทันหัน สีหน้าเขาดูตึงเครียดมาก ไม่กล้าที่จะพูดอะไร ส่วนเจี่ยนอู่ที่ตามหลังมาอย่างใกล้ชิดก็กลั้นหายใจเช่นกัน
เวลานี้ เส้นหยัก ๆ ที่แสดงอัตราการเต้นของหัวใจบนอุปกรณ์ได้กลายเป็นเส้นตรงไปแล้ว
แพทย์และพยาบาลต่างก็ตื่นตระหนกกันไปหมด จากนั้นพวกเขาก็รีบปฏิบัติการช่วยชีวิตกันอย่างจ้าละหวั่นขึ้นมาอีกครั้ง
แต่น่าเสียดายที่หัวใจของคุณย่าไม่สามารถกลับมาเต้นได้อีกครั้งแล้ว
หัวหน้าทีมแพทย์ได้ประกาศอย่างเศร้าใจว่า “ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยครับ คุณท่านเสียชีวิตแล้วครับ”
ฟู่ซือเจี้ยนรับไม่ได้ ดวงตาที่แดงฉานของเขากลับเต็มไปด้วยความแค้นมากขึ้น
“เป็นไปไม่ได้! ช่วยชีวิตต่อ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตามแต่!”
หมอถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “คุณสี่ คุณท่านมีภาวะหัวใจล้มเหลว ไม่คุ้มค่าที่จะช่วยชีวิตต่อแล้วล่ะครับ”
ฟู่ซือเจี้ยนกำลังจะสติแตก
เขาสูญเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่เกิด คุณย่าคือคนที่เลี้ยงดูเขามาเพียงลำพัง แล้วคุณย่าก็คือคนที่เขาใกล้ชิดที่สุดในโลก
“ไม่จริง คุณย่าจะจากไปแบบนี้ไม่ได้!”
“ท่านเคยบอกว่าท่านจะอยู่ดูผมแต่งงาน ดูผมมีหลานชายให้ท่านก่อน ท่านถึงจะวางใจ!”
ในห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ไม่มีใครกล้าพูดอะไรเลย มีเพียงฟู่ซือเฉิงที่เป็นนายใหญ่หัวเราะขึ้นมาอย่างเย็นชาและพูดว่า “เอาน่าชายสี่ ตอนนี้นายพูดแบบนี้แล้วมันได้อะไรขึ้นมา?”
ท่านนี่คือพี่ชายคนโตของฟู่ซือเจี้ยน พวกเขาสองคนมีอายุห่างกันยี่สิบสามปี
เขาพูดออกมาต้องการจะใช้คำพูดในการฆ่าคน
“คุณย่าโกรธคู่หมั้นของนายที่หนีไปจนล้มป่วย การตายของท่าน นายปัดความผิดนี้ไปไม่พ้นหรอก”
“แค่ผู้หญิงคนเดียวยังควบคุมไม่ได้ แล้วจะให้พวกเราเชื่อได้ยังไงว่านายจะสามารถดูแลคนทั้งตระกูลได้?”
“หากนายรู้สึกผิดเกี่ยวกับคุณย่าอยู่บ้าง งั้นนายก็มอบอำนาจในการดูแลตระกูลและหุ้นทั้งหมดมาซะ จากนั้นก็ถอนตัวออกจากการดูแลธุรกิจของครอบครัวซะ!”
ฟู่ซือเจี้ยนเม้มริมฝีปากบาง ๆ ของเขาแน่น พยายามข่มอารมณ์ทั้งหมดเอาไว้
พี่ชายใหญ่ไม่พอใจกับการที่คุณย่ามอบหุ้น และอำนาจในการดูตระกูลให้เขามาโดยตลอด แทนที่ควรจะเป็นของหลานชายคนโต ดังนั้นไม่ว่าด้วยเรื่องอะไรก็ตาม ก็มักจะพยายามโยนความผิดมาให้เขาอยู่เสมอ
ในอดีตเขาก็ไม่ค่อยจะอ่อนข้อให้พี่ชายคนโตสักเท่าไหร่ เขามักจะหาวิธีโต้ตอบพี่ชายคนโตที่มีเจตนาร้ายแอบแฝงอยู่เสมอ
แต่วันนี้เขาไม่มีอารมณ์ที่จะโต้เถียงกับพี่ชายคนนี้
เพราะเขารู้สึกผิดอย่างถึงที่สุด แล้วเขาก็ไม่อยากให้คุณย่าจากไปอย่างไม่สบายใจด้วย
แต่ฟู่ซือจิ่วซึ่งเป็นคุณชายสามที่นั่งอยู่บนวีลแชร์กลับทนดูต่อไปไม่ไหว
“เฮียใหญ่ ซือเจี้ยนเป็นผู้ดูแลครอบครัวที่ได้รับการแต่งตั้งโดยคุณย่า การที่เฮียจะมาขอเป็นผู้ดูแลตระกูลกับขอหุ้นไปตอนนี้ มันน่าเกลียดเกินไปหน่อยมั้ง!”
“ชายสาม ตระกูลนี้นายมีสิทธิ์ออกเสียงด้วยเหรอ?”
ก่อนที่ฟู่ซือเฉิงจะเอ่ยปากพูดขึ้นมา ฮูเชียนฮัวภรรยาของเขาก็ชิงโต้กลับ คำพูดเต็มไปด้วยน้ำเสียงประชดประชัน แม้แต่การแต่งหน้าอันวิจิตรงดงามของเธอก็ยังไม่สามารถกลบซ่อนความหยาบคายจากธาตุแท้ของเธอเอาไว้ได้
“คุณธรรมของชายสี่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้เลยสักนิด ดังนั้นเขาจะต้องมอบอำนาจผู้นำตระกูล และหุ้นให้คนอื่นไปซะ!”
“นายพิการนั่งอยู่บนวีลแชร์มาตลอดทั้งชีวิต ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรตระกูลเลยสักนิด หรือว่านายก็อยากจะได้ส่วนแบ่งด้วย?”
ฮูเชียนฮัวเป็นคนปากคอเราะร้ายมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เธอรู้ดีว่าจุดอ่อนของชายสามอยู่ที่ไหน จึงสามารถพูดได้อย่างจี้จุด
แล้วก็เป็นไปตามคาด ฟู่ซือจิ่วได้แต่จับหัวเข่าแน่นด้วยความเจ็บปวด แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
เจี่ยนอู่ยืนอยู่ข้าง ๆ อย่างเงียบ ๆ มองดูเรื่องราวความแค้นของครอบครัวที่ร่ำรวย แต่เธอก็ไม่ได้สนใจอะไร
ตอนที่คนอื่นกำลังทะเลาะกัน เธอก็คอยสังเกตอาการของคุณย่าอย่างละเอียดอยู่ตลอด
ตอนที่การทะเลาะวิวาทเริ่มดุเดือดขึ้น เธอก็พูดขึ้นมาอย่างชิลล์ ๆ ว่า “คุณย่ายังมีทางรอดอยู่นะคะ......”





