ท้องฟ้าในยามค่ำคืนของตารัคไม่ได้มืดเหมือนกับดาวเคราะห์หลายดวงในบริเวณนี้ ดาวนับหมื่นนับแสนดวงคอยส่องประกายสร้างสีเหลืองนวลสบายตา แสงสีขาวผสมเหลืองเล็ก ๆ เป็นประกายระยิบระยับราวกับกำลังทักทายพูดคุยหยอกล้อ
นีรุณเงยหน้ามองความสวยงามบนท้องฟ้า ถ้าเป็นในเวลาปกติ เธอคงจะชื่นชมว่ามันช่างงดงามและยังสามารถปลอบประโลมจิตใจของเธอได้ในบางเวลา
ทว่า!....ในเวลานี้กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เสียงหญิงชราพร่ำบ่นเรื่องที่พูดกับเธอมาแล้วร่วมสิบรอบ เสียงนั้นทำลายบรรยากาศที่สวยงามไปจนหมดสิ้น “คุณนีรุณรู้อยู่แท้ ๆ ว่าอีกไม่กี่วันก็ต้องเข้ารับบททดสอบเพื่อขึ้นเป็นผู้นำตระกูลเกเลนแล้ว เหตุใดจึงยังชอบออกไปเที่ยวเล่น”
“ก็ไม่ได้อยากเป็น” หญิงสาวบ่นอุบอิบอย่างเบา ๆ
“คุณหนูว่าอย่างไรนะคะ?” ผู้อาวุโสแทราหันมาถามอย่างสงสัยปะปนความไม่มั่นว่าเธออาจจะชราเกินไปจนไม่ได้ยินสิ่งที่หญิงสาวพูด
หญิงสาวชะงักไปชั่วครู่ ดวงตากลมโตมองหญิงสาวอย่างใสซื่อ เธอส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่มีอะไรคะ?”
นีรุณเพียงอยากใช้ชีวิตอย่างอิสระ ไม่ได้อยากมีภาระอะไรที่ต้องแบกรับมาดูแลใคร เธอถึงได้พยายามร่ำเรียนวิชาแพทย์แล้วสร้างธุรกิจ ‘โรงยาสารพันโรค’ ให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ เธอเพียงหวังว่าสักวันจะได้ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายแบบชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ที่ไม่ใช่…ผู้นำตระกูลโบราณอะไรแบบนี้ ที่มีหน้าที่ล้านแปดต้องทำ
“ถ้าต้องถูกขังในกรงแบบนั้นก็ตายพอดี” เธอบ่นพึมพำด้วยท่าทางครุ่นคิดถึงทางรอด
“ต้องหนี” ไม่เช่นนั้นจะหมดโอกาสได้ใช้ชีวิตอิสระในแบบที่ตัวเองอยากจะเป็นแล้ว
ดวงตากลมโตเริ่มชำเลืองมองไม้เท้าของผู้อาวุโสแทราในแต่ละย่างก้าว เธอค่อย ๆ ชะลอฝีเท้าและทิ้งระยะห่างจากผู้อาวุโสแทรามากขึ้นเรื่อย ๆ
หญิงสาวมองซ้ายมองขวาแล้วค่อย ๆ ปลดอัญมณีที่ประดับเสื้อออกทีละเม็ดจนเต็มกำมือ เธอค่อย ๆ โปรยมันไปตามทางเดิน เหล่าอัญมณีกลมเกลี้ยงส่องประกายวิบวับดั่งดาวตกลงบนพื้นหิน
สักพักเสียงโวยวายก็ดังขึ้นจากข้างหลัง นีรุณยิ้มกว้างอย่างเจ้าเล่ห์
“เกิดอะไรขึ้นหรือคะ?” หญิงสาวหันกลับมาถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อ
เธอแสร้งทำท่าทางตกใจมองเหล่าทหารที่ตามมาลื่นล้มกันระเนระนาดพร้อมกับแอบยิ้มเบา ๆ
“ว้าย! พี่ ๆ เป็นอะไรกันไปหรือคะ!!” เธอแสร้งทำท่าตกใจโหวกเหวกโวยวายดึงความสนใจของเหล่าทหารเฝ้ายามที่ต่างวิ่งกันมาดูสถานการณ์
“เกิดอะไรขึ้น?” ผู้อาวุโสแทราค่อย ๆ เดินแหวกฝูงชนเข้ามาดูสถานการณ์
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน นีรุณหันไปเห็นมามูมายืนรออยู่ที่มุมทางเดิน เธอจึงค่อย ๆ ปลีกตัวจากฝูงชน
มามูพาเธอเดินมาหาเทาไปดาตัวใหญ่ มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสี่ขา ขาทั้งสี่ข้างสั้นและอ้วน มือและขาทั้งสี่ทรงพลังในการขุดดินจนมันสามารถทำโพรงขนาดใหญ่เพื่อให้ตัวมันเข้าไปอาศัยใต้ดินสำหรับการพรางตัวได้ ช่วงหน้าสั้นจนแทบจะเสมอตัว ทำให้มันดูกลมไปหมดทั้งตัว ตัวเต็มวัยของมันสามารถใหญ่ได้มากกว่าพวกเธอ 5-10 เท่า เทาไปดาตัวนี้มีนามว่า
“เจ้านิกซ์” นีรุณเดินเข้าไปลูบมันแผ่วเบา มันเป็นสัตว์เลี้ยงตัวสนิทและยังเป็นพาหนะของนีรุณ
ยามเจ้านิกซ์เห็นเจ้านายของมัน มันค่อย ๆ หมอบราบไปกับพื้นเพื่อให้เจ้านายของมันขึ้นมาขี่ได้ง่ายยิ่งขึ้น
นีรุณกระโดดขึ้นหลังของมันอย่างคล่องแคล่ว แล้วทั้งนีรุณและมามูวิ่งผ่านทางเดินที่คดเคี้ยว ป่านนี้คงไม่มีใครตามเธอมาแล้ว เธอค่อย ๆ ชะลอฝีเท้าของเจ้านิกซ์ตรงเข้าไปในเมืองแล้วมาหยุดหน้า ‘โรงยาสารพันโรค’
เสียงพึมพำและเสียงพูดคุยดังไปทั่วบริเวณหน้าร้านยาที่เต็มไปด้วยลูกค้าหลายกลุ่ม ทั้งชาวตารัคและชาวไซทอบต่างยืนแออัดกันอยู่หน้าร้าน พวกเขาต่างแหกปากราวกับจะพังร้านเข้ามาให้ได้
“ร้านยังไม่เปิด ไป ๆ” เด็กหนุ่มร้านยาค่อยยืนกันด้านหน้าประตู ป้องกันไม่ให้พวกเขาแห่กันเข้าไปข้างใน
หญิงสาวสองคนที่เพิ่งมา หยุดดูสถานการณ์ก็พากันสงสัย พวกเธอลัดเลาะกันเข้าไปหลังร้าน แล้วก็พบกับเคลเจ้าของร้านกำลังยืนมองอย่างตึงเครียด
“ฟ้ายังไม่สว่าง พวกเขารีบมาทำไมกันแต่เช้าหรือ…คุณเคล?” นีรุณเอ่ยถามอย่างสงสัย
เคลรีบหันมาทำความเคารพนีรุณ เขาส่ายหน้าแล้วมองเธออย่างเคร่งเครียด “สองสามวันนี้เกิดโรคแปลก ๆ ระบาดในกลุ่มชาวบ้าน ไปหาร้านหมอที่ไหนก็รักษากันไม่ได้ ก็เลยแห่กันมาที่ร้านเราอย่างที่คุณหนูเห็นครับ”
นีรุณทำหน้าฉงน “มีโรคแปลกประหลาดแบบไหน ที่ร้านเรายังไม่เตรียมยาเอาไว้อีกหรือ?”
เคลเดินนำนีรุณเข้ามาด้านหลังร้าน เธอก็พบกับชายวัยกลางคนที่ผิวเต็มไปด้วยตุ่มน้ำใส ๆ ถัดไปเป็นไซทอบรูปร่างค่อนข้างกลม ร่างกายมีสีเหลืองนวล บนผิวเรียบเนียนของเธอก็มีตุ่มใส ๆ เช่นเดียวกัน
“มามู ช่วยไปตามอาจารย์โกดามาที่นี่ที” นีรุณพูดด้วยน้ำเสียงตึงเครียด
มามูพยักหน้าแล้วรีบวิ่งออกไป นีรุณยืนอยู่ตรงนั้น มองดูตุ่มน้ำใส ๆ ที่กระจายอยู่บนร่างของคนไข้สอง พลางคิดถึงวิธีรักษาในหัว
เคลยืนอยู่ข้าง ๆ ก็มองด้วยความวิตกกังวลไม่แตกต่างกัน “ส่วนใหญ่พวกที่ติดเชื้อมักจะเป็นผู้ที่มีทาสเป็นไซทอบครับ พวกเขาทุกคนล้วนไปประมูลเหล่าไซทอบนี้มาจากโรงค้าทาสในตลาดมืดครับ”
“ตลาดมืดอีกแล้วหรือ?” นีรุณนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะหันไปถามเคล “ทำไมชาวไซทอบเหล่านี้ถึงได้กลายมาเป็นทาส?”
เท่าที่นีรุณรู้…ดาวตารัคนั้นค่อนข้างมีเสรีภาพของการทำมาหากิน เธอไม่เคยรู้ว่ามีการบังคับค้าทาสมาก่อน
เคลทำหน้าตาหนักใจก่อนจะนั่งข้าง ๆ หญิงสาว “คุณหนู เรื่องราวเหล่านี้มีมาช้านาน แต่แค่มักจะแอบบทำในเขตชานเมืองหรือที่ที่ห่างไกลจากเมืองตารัค คุณหนูเลยอาจจะไม่เคยได้ยิน…ส่วนทาสไซทอบนั้นเป็นสิ่งที่หาได้ง่าย เนื่องจากยามที่พวกเราชาวตารัคบุกไปตีดาวดวงอื่น ๆ พวกเราก็มักจะกวาดต้อนชาวไซทอบบนดาวนั้นมาเป็นเชลย แล้วพวกเขาก็จะกลายเป็นชาวไซทอบชนชั้นล่างอย่างปฏิเสธไม่ได้ สุดท้ายพวกเขามักจะถูกขายไปเป็นแรงงานครับ”
หญิงสาวนั่งนิ่งเงียบไปอยู่ครู่ใหญ่ เธอมองไซทอบร่างเล็กเบื้องหน้าอย่างเศร้าใจ สิ่งมีชีวิตนี้น่าจะมาจากชนเผ่าคัมพัส พวกเขามีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่บนดาวคัมพัส ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตารัค
ไม่นาน มามูพยุงชายชราเข้ามาพร้อมอุปกรณ์การตรวจเข้ามา
ผู้อาวุโสโกดาค่อย ๆ เดินมาหยุดหน้าเตียง เขามองอาการของคนไข้ก็ทำหน้าสงสาร เขาหยิบเข็มขึ้นมาและพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ไม่ต้องตกใจหรอกนะคุณหนู นี่ไม่ใช่โรคระบาด แต่มันคือพิษใช้ทำร้ายร่างกาย”
“ที่ท่านโกดาเอ่ยก็มาค่อนข้างสอดคล้องกับสถานการณ์นะครับ ถ้าเป็นโรคระบาดนั้นจะไม่เลือกกลุ่มคน แต่นี่ติดกันเพียงบางคนบางกลุ่มเท่านั้น” เคลเอ่ยเสริม
ผู้อาวุโสโกดามองนีรุณอย่างใจเย็น ก่อนจะยื่นเข็มให้เธอ “ลองสะกิดแผลแล้วดูสีของเข็มให้ดี”
นีรุณใช้เข็มสะกิดบาดแผลออกมา ชายชราเอ่ยต่อด้วยความหนักใจ “การรักษาพิษนั้นไม่เหมือนการรักษาโรคทั่วไป เราไม่มีทางรู้ว่าพิษนั้นปรุงจากอะไร…คนสร้างพิษก็เหมือนนักเล่นหมากล้อม เขาต้องพยายามพัฒนาพิษทุกวิถีทาง ไม่ให้คนทำยารักษาอย่างไรแก้พิษได้ง่าย…เราคงต้องพยายามหายามาช่วยประคับประคองอาการไปก่อน ถ้าเราต้องการรักษาพิษจริง ๆ เราคงต้องหาตัวคนที่สร้างพิษนี้ให้เจอ”
นีรุณพยักหน้าอย่างเข้าใจ พวกเธอเป็นหมอปรุงยา จะรักษาคนป่วยให้หายจำเป็นต้องรู้ที่มาของโรค แต่ว่าตอนนี้พวกเธอไม่รู้ว่าพิษตัวนี้ส่งผลต่อร่างกายพวกเขาอย่างไร ฉะนั้นจึงยากต่อการป้องกัน ทำได้เพียงรักษาตามอาการ
นีรุณเริ่มลงมือรักษาอย่างตั้งใจ เธอรู้ว่าเวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ ถ้าสิ่งมีชีวิตทั้งสองอาการดีขึ้น อย่างน้อยพวกเธอก็จะรู้แนวทางรักษาให้คนที่อยู่ข้างนอก หญิงสาวค่อย ๆ หยดยาทีละตัวลงในของเหลวที่สกัดออกมาจากบาดแผลคนไข้ ยาตัวแล้วตัวเล่าค่อยหยดลงมา “ยาตัวนี้ทำให้น้ำเปลี่ยนสีจากสีเหลืองม่วงเป็นสีใสค่ะ อาจารย์”
ผู้อาวุโสโกดาหยิบห่อยาขึ้นมาดู สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที “ยากลุ่มนี้ไว้ต้านพิษเรื้อรังที่จะส่งผลต่อระบบไต คนสร้างพิษก็ช่างใจร้ายนัก อยากให้พวกเขาตายอย่างช้า ๆ”
ชายชรายื่นยาให้นีรุณ “ให้พวกเขาทานทีละน้อยและเราต้องค่อย ๆ ดูอาการอย่าใจร้อน”
หลายวันมานี้ นีรุณไม่ได้กลับคฤหาสน์ตระกูลเกเลนเลย เธอทุ่มเทเวลาให้กับการเฝ้ารอการฟื้นตัวของคนไข้ทั้งสอง คอยดูอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ชุดยาหลายประเภทถูกนำมาใช้รักษาตามอาการ จนในใจของเธอเริ่มคิดถึงผู้ที่สร้างพิษซับซ้อนนี้ขึ้นมา
“ถ้าคุณหนูหายามารักษาอาการนี้ได้ คุณหนูคิดราคาเท่าไร พวกเขาก็จำเป็นต้องจ่าย” มามูเอ่ยออกมา
นีรุณพยักหน้าอย่างยิ้ม ๆ แต่เมื่อมองไปยังหน้าร้าน กลุ่มคนที่กำลังโหวกเหวกโวยวายนั้นกลับเป็นกลุ่มชาวบ้านจน ๆ และเหล่าทาสไซทอบ รอยยิ้มเริ่มเลือนรางไปจากดวงหน้าหวาน
ทันใดนั้น มีชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน “คุณหนูค่ะ พวกเขาฟื้นแล้วค่ะ!”
ทันทีที่ได้ยินข่าวดี นีรุณรีบวิ่งไปยังห้องที่คนไข้กำลังนอนอยู่ ชายวัยกลางคนและหญิงชาวคัมพัสกำลังดื่มน้ำมื้อแรกในรอบหลายวัน “พวกคุณอาการเป็นอย่างไรบ้างคะ? รู้สึกเจ็บตรงไหนบ้างไหม?” นีรุณถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย
ชายวัยกลางคนและไซทอบต่างมองนีรุณด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะพูดเสียงสั่นเครือ “ไม่เจ็บมากครับ แค่ได้มีชีวิตอีกครั้ง ผมไม่รู้จะขอบคุณคุณนีรุณยังไงดี” ทั้งสองก้มลงขอบคุณเธออย่างจริงใจ
นีรุณตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นพวกเขาก้มลงขอบคุณอย่างจริงใจ เธอรีบเดินไปข้าง ๆ และยื่นมือไปให้พวกเขาลุกขึ้น “ขอแค่พวกคุณหายดีก็พอแล้ว”
“คุณหนู!!!....” เสียงแหลมสูงดังขึ้น เป็นสาวชาวคัมพัสค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นอย่างช้า ๆ แขนขาสั้น ๆ ของเธอค่อยคลานเข้ามาหานีรุณ ดวงตากลมโตสีดำมองเธออย่างซาบซึ้ง “ชีวิตนี้กาอิลไม่เหลืออะไรแล้ว คุณหนูยังเสียเวลามาช่วย กาอิลไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรคะ”
นีรุณรีบเข้ามาพยุงร่างเล็กของเธอให้ลุกขึ้น “เอ่อคือ…พักก่อนเถอะ พวกคุณก็ยังไม่หายดี”
“ชีวิตของผมเหลือเพียงทาสคัสพัสตนนี้ ถ้าคุณหนูรับนางไว้ดูแลผมจะยินดีมากครับ” ชายวัยกลางคนมองนีรุณอย่างอ้อนวอน
เมื่อนีรุณหันไปมองสาวชาวคัสพัส เธอเองก็พยักหน้าพลางยิ้มหวานอย่างยินดี “กาอิลทำงานได้ทุกอย่างเลยนะคะ”
นีรุณชะงักไปชั่วขณะ ไม่เคยมีใครในตารัคมองนีรุณด้วยสายตาเช่นนี้มาก่อนในชีวิต คำพูดของชายคนนั้นและกาอิลทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงจนแอบมีน้ำตาคลออยู่ในดวงตา “การเป็นที่ยอมรับมันรู้สึกดีเช่นนี้เอง” เธอพึมพำเบา ๆ
เสียงชายชราดังขึ้นข้างหลัง “หนูรู้สึกดีใช่ไหมที่ได้ช่วยคน?” ผู้อาวุโสโกดาลูบหัวนีรุณอย่างอ่อนโยน มองร่างบางที่เขาสั่งสอนมาแต่เด็กด้วยสายตาอบอุ่นและเต็มไปด้วยความภูมิใจ “ดีแล้วนีรุณ เมื่อเรามีมากพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว เราก็ต้องรู้จักแบ่งปันให้ผู้อื่น ความสุขที่ได้จากการแบ่งปันนั้นเป็นสิ่งที่หาซื้อไม่ได้ หนูจะเข้าใจเมื่อได้ลงมือทำด้วยตัวเอง”
นีรุณพยักหน้ารับ มองอาจารย์ของเธอด้วยความเคารพและยินดี แล้วเธอจึงตัดสินใจเดินเลี่ยงไปหาเคลที่หลังร้าน “คุณเคล ช่วงนี้อย่าเพิ่งปรับราคายานะคะ โดยเฉพาะถ้าขายให้ชาวบ้าน คงราคาเดิมเอาไว้ก่อนค่ะ”
เคลมองเธอด้วยความตกใจ “แต่ราคาสมุนไพรแพงขึ้นมากนะครับ ร้านยาที่อื่นๆ ก็ทยอยกันปรับราคากันหมด”
นีรุณยืนฟังเขาอย่างนิ่งเงียบ ก่อนจะพูดออกมาเสียงเรียบ “ให้ร้านของเราคงราคาเดิมไปก่อนเถอะค่ะ คุณเคล”
“เกิดอะไรขึ้นครับ เมื่อวันก่อนคุณหนูยังบอกให้พวกเราเพิ่มราคาเยอะ ๆ ทำไมวันนี้เปลี่ยนใจ”
นีรุณนิ่งคิดไปเมื่อนึกย้อนไปก็พบสายตาแห่งความซาบซึ้งยามผู้ป่วยได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง จิตใจของเธอก็พลอยยินดีไปด้วย เธอยิ้มอ่อน ๆ “ความสบายใจนะคุณเคล เอาตามนี้นะคะ เราคงราคานี้กันไว้ก่อน”
เคลมองเธออย่างไม่เห็นด้วย เขายื่นบัญชีขึ้นมาให้เธอดู “คุณหนูเห็นแล้วใช่ไหมครับ วัตถุดิบแพงขึ้นมาก ถ้าเรากดราคาให้เหมือนเดิม ร้านของเราจะขาดทุนหนักนะครับ ถ้าเราไม่มั่นใจว่าเราจะอยู่รอดได้ เราก็ไม่สามารถช่วยใครได้เลย”
นีรุณเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “พวกเราจะช่วยใคร ก็ต้องช่วยให้ได้ผลจริงค่ะ แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งกังวลเรื่องนั้นเลยนะคะ ให้คงราคาเดิมไปก่อน เราจะหาทางออกไปด้วยกัน”
ก่อนนีรุณจะเดินไป เธอหันมามองหน้าเคลอีกครั้ง “คุณเคลไม่ต้องกังวลนะคะ ฉันไม่ได้ขอร้องให้คุณเคลเฉือนเนื้อตัวเองหรอกค่ะ” นีรุณหันมามองหน้าชายรุ่นราวคราวพ่ออย่างหนักแน่น “ยังไงขอรบกวนให้คุณเคลช่วยรักษาราคายาเดิมไว้สักระยะ…มีส่วนต่างเท่าไรขอให้คุณเคลจดบัญชีเอาไว้ ฉันจะจ่ายส่วนที่ต้องเป็นกำไรของคุณเคลให้เองค่ะ ไม่ต้องเป็นกังวล”
นีรุณไล่นิ้วไปตามรายชื่อในบัญชีผู้ขายสมุนไพร “หรือไม่เราก็ต้องทำให้วัตถุดิบกลับมาเราเท่าเดิม”





