เกิดใหม่
“นี่คือสิ่งที่เจ้าร้องขอเอง เหมยหว่านอิ๋ง เจ้าก็จงทนรับมันไปเสียเถิด”
“ในเมื่อสิ่งที่เจ้าต้องการ ข้าก็ให้ไปแล้ว วันหน้าเจ้าก็จงเฝ้าเรือนหลังนี้ไป จะเป็นหรือตายล้วนไม่เกี่ยวกับข้า”
ถ้อยคำเย็นชาของเผยเยี่ยนยังคงดังก้องอยู่ในหัว ลำคอระหงถูกปิ่นทองแทงจนเลือดซิบ เหมยหว่านอิ๋งเจ็บปวดจนน้ำตาร่วงหล่น
โลหิตสีแดงคล้ำทะลักทลาย หยดเลือดสาดกระเซ็นลงบนสาบเสื้อสีอ่อน ดุจดอกเหมยสีชาดที่เบ่งบานอย่างบาดตาที่สุด
ลมหายใจร่วงโรยลงอย่างรวดเร็ว ภาพความทรงจำนับไม่ถ้วนแล่นผ่านเข้ามาในหัวของเหมยหว่านอิ๋ง
ทว่าภาพสุดท้ายที่หยุดนิ่งอยู่ คือแววตาและใบหน้าอันคมคายของเผยเยี่ยน
เผยเยี่ยนแต่งงานกับเหมยหว่านอิ๋งด้วยความจำใจ
ตอนเด็กเขาถูกพาตัวกลับมาที่จวนแม่ทัพ แม่ทัพเหมยยังพูดติดตลกอยู่เลยว่า นี่คือลูกเขยในอนาคตของตระกูลเหมย
เผยเยี่ยนไม่ได้เก็บมาใส่ใจ แต่เหมยหว่านอิ๋งกลับสลักลึกไว้ในใจ
เมื่อเริ่มรู้ความและรู้จักความรัก นางก็ทุ่มเททั้งกายและใจให้เผยเยี่ยนแต่เพียงผู้เดียว
นางวิ่งตามหลังเผยเยี่ยนมาหลายปี ผู้คนทั้งเมืองหลวงล้วนรู้ดีว่า หากไม่ใช่เผยเยี่ยน เหมยหว่านอิ๋งก็จะไม่ยอมแต่งงานกับผู้ใด
ในที่สุดนางก็ได้แต่งงานสมใจปรารถนา
ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับกลายเป็นผลไม้ขมปร่า
วันที่นางไปหาเขาที่ค่ายทหาร เผยเยี่ยนมองหน้าท้องที่นูนป่องของนางด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
เขาบันดาลโทสะอย่างหนัก และออกคำสั่งเด็ดขาดให้นางกลับเมืองหลวงทันที
เหมยหว่านอิ๋งไม่ได้กลับไป นางเอาแต่คิดว่าหากมีลูกด้วยกันแล้ว เผยเยี่ยนจะต้องใจอ่อนกับนางอย่างแน่นอน
แต่นางคิดผิดถนัด
เผยเยี่ยนมีสตรีรู้ใจอยู่แล้ว พวกเขาสนิทสนมกันมาก แววตาที่เผยเยี่ยนมองสตรีผู้นั้นแฝงไปด้วยความชื่นชมและอ่อนโยน
ซึ่งเป็นสิ่งที่นางไม่เคยได้รับเลยสักครั้ง
เหมยหว่านอิ๋งไม่มีความกล้าพอที่จะเข้าไปคาดคั้น นางวิ่งหนีเตลิดออกมา ทว่ากลับถูกคนดักจับตัวไประหว่างทางกลับเมืองหลวง
ศัตรูต้องการให้เผยเยี่ยนใช้เมืองมาแลกเปลี่ยนกับตัวนาง โดยให้เวลาเพียงหนึ่งวัน
พระอาทิตย์ขึ้นแล้วก็ตกดิน เหมยหว่านอิ๋งไม่อยากให้เผยเยี่ยนต้องลำบากใจ และกลัวว่าหากมีชีวิตอยู่ต่อไปจะต้องถูกย่ำยี
นางดึงปิ่นทองที่ปักผมออก ก่อนจะแทงเข้าที่จุดตายของตนเองอย่างไม่ลังเล
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง เหมยหว่านอิ๋งรู้ตัวดีว่าไม่อาจรอดชีวิตได้อีกต่อไป
เสียงฝีเท้าสับสนวุ่นวายดังขึ้น มีคนตะโกนด้วยความตกใจ "ตัวประกันฆ่าตัวตายแล้ว!"
"เผยเยี่ยนส่งสาส์นมา บอกว่า... บอกว่าเชิญตามสบาย..."
บางคนสบถด่าด้วยความโกรธแค้น "เอานางไปแขวนไว้บนกำแพงเมือง นางเป็นเมียของเผยเยี่ยน ในท้องยังมีสายเลือดของมันอยู่ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเผยเยี่ยนจะยังปากแข็งได้อีก!"
นัยน์ตาของเหมยหว่านอิ๋งเริ่มเลื่อนลอย น้ำตาหยดสุดท้ายไหลรินจากหางตาซึมหายไปในเส้นผม
หากย้อนเวลากลับไปได้ นางจะไม่ดันทุรังเรียกร้องสิ่งใดอีกแล้ว
……
คืนวสันตฤดูมีสายฝนโปรยปรายอย่างต่อเนื่อง เหมยหว่านอิ๋งสะดุ้งตื่นขึ้นเพราะเสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง
นางยกมือขึ้นลูบลำคอตามสัญชาตญาณ สัมผัสได้เพียงผิวเนื้อที่เรียบเนียน
ไม่เจ็บเลย
ทั้งยังไม่มีคราบเลือดเหนียวเหนอะหนะ
นางลูบซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความไม่แน่ใจ แต่ก็ไม่มีบาดแผลใดๆ อยู่เลยจริงๆ
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นช่างสมจริงเหลือเกิน เหมยหว่านอิ๋งไม่คิดว่ามันเป็นเพียงแค่ฝันร้าย
มือบางเลื่อนลงไปลูบหน้าท้อง เพื่อดูว่าลูกยังอยู่หรือไม่
ทว่ากลับสัมผัสโดนท่อนแขนแข็งแกร่ง ที่พาดรัดรอบเอวของนางไว้อย่างเอาแต่ใจ
ผิวพรรณแนบชิด ไอความร้อนระอุจากร่างกายแผ่ซ่านมาถึงตัวนาง
ร้อนรุ่มเสียเหลือเกิน
ราวกับว่ากำลังแผดเผาให้มอดไหม้
ข้างหูมีเสียงลมหายใจ พร้อมกับกลิ่นอายของบุรุษเพศ
ในอากาศยังคงหลงเหลือกลิ่นสุราจางๆ คละคลุ้งไปกับกลิ่นอายของความปรารถนาที่เพิ่งผ่านพ้นไป
เหมยหว่านอิ๋งตกตะลึงราวกับถูกฟ้าผ่า
ในความฝันก็มีเหตุการณ์เช่นนี้เหมือนกัน!
ในห้องหนังสือของเผยเยี่ยน พวกเขามีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งในค่ำคืนที่แสนวุ่นวาย
หลังจากนั้น เผยเยี่ยนก็แต่งงานกับนาง ทว่าความสัมพันธ์ของพวกเขากลับลดฮวบลงจนถึงจุดเยือกแข็ง!
ภาพเหตุการณ์มากมายผุดขึ้นมาตรงหน้า เหมยหว่านอิ๋งปวดหัวจี๊ดราวกับถูกเข็มทิ่มแทง ร่างกายสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม
แม้แผงอกของบุรุษจะร้อนผ่าว แต่นางกลับรู้สึกหนาวเหน็บตั้งแต่ปลายเท้า ราวกับยืนอยู่ท่ามกลางพายุหิมะโดยไม่รับรู้ถึงความอบอุ่นเลยแม้แต่น้อย
ไม่ว่านั่นจะเป็นเพียงความฝัน หรือนางได้ย้อนกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งจริงๆ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องรีบออกไปจากที่นี่
ถือเสียว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่เคยเกิดขึ้น
นางจะไม่ยอมกลับไปเดินซ้ำรอยเดิมอีกเด็ดขาด!
เหมยหว่านอิ๋งกลั้นหายใจ แล้วค่อยๆ ยกแขนของชายหนุ่มออกไปอย่างระมัดระวัง
เผยเยี่ยนเมามาก ทว่าสัญชาตญาณการระวังภัยในร่างกายยังคงอยู่ ทันทีที่เหมยหว่านอิ๋งขยับตัว เขาก็คว้าหมับเข้าที่ลำคอของนางทันที
เหมยหว่านอิ๋งใจหายวาบ คิดว่าตัวเองกำลังจะถูกเผยเยี่ยนบีบคอจนตายเสียแล้ว
ทว่าวินาทีต่อมา มือใหญ่นั้นก็คลายแรงลง
"อาอิ๋ง?"
เหมยหว่านอิ๋งคิดว่าเขาตื่นแล้ว หัวใจของนางเต้นระรัวจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก
นางไม่กล้าส่งเสียงใดๆ
นิ้วเรียวยาวจิกผ้าห่มปักลายไว้แน่น
"เด็กดี..."
เขาพึมพำออกมาประโยคหนึ่งแล้วก็เงียบไป ดูเหมือนว่าจะหลับสนิทไปอีกครั้ง
เหมยหว่านอิ๋งอยากจะร้องไห้
แม้ว่าเผยเยี่ยนจะรำคาญและคอยหลบหน้านางอยู่เสมอ แต่ก่อนที่จะเกิดเรื่องนี้ขึ้น เผยเยี่ยนก็ถือว่าทำดีกับนางไม่น้อย
เขาเห็นนางเป็นเหมือนน้องสาว
ปิ่นทองที่นางใช้ปลิดชีพตนเอง ก็เป็นของขวัญวันปักปิ่นที่เผยเยี่ยนมอบให้
เป็นนางเองที่ดื้อรั้น เอาแต่คิดว่าเผยเยี่ยนคือสามีที่เลี้ยงดูตั้งแต่เด็ก ย่อมเกิดมาเพื่อเป็นคู่หมั้นคู่หมายของนาง
เหมยหว่านอิ๋งลอบถอนหายใจอย่างแนบเนียน นางสะกดกลั้นอารมณ์และฝืนทนต่อความปวดเมื่อยตามร่างกาย ค่อยๆ ก้าวลงจากเตียงอย่างแผ่วเบา
นางมีโรคตา ทำให้มองไม่เห็นในเวลากลางคืน แม้จะตามหาหมอเลื่องชื่อมามากมายก็ยังไม่พบวิธีรักษาให้หายขาด
เวลานี้ภายในห้องมืดสนิท เหมยหว่านอิ๋งมองอะไรไม่เห็นเลย ทันทีที่เท้าแตะพื้น นางก็สะดุดเสื้อผ้าที่หล่นกระจัดกระจายจนล้มลงไปกองกับพื้น
เสียงหล่นกระแทกดังตุบ
เจ็บมาก
อาจเป็นเพราะความลนลาน กลัวว่าจะทำคนบนเตียงตื่น หรืออาจจะเจ็บจากการหกล้มจริงๆ ขอบตาของเหมยหว่านอิ๋งจึงเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา
แต่นางยังคงกัดริมฝีปากแน่น ไม่ยอมเปล่งเสียงสะอื้นออกมา
มือบางสั่นเทาควานหาเสื้อผ้าที่หล่นอยู่ แล้วรีบสวมใส่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
หลังจากผูกสายคาดเอวอย่างลวกๆ เหมยหว่านอิ๋งก็จับเสาเตียงพยุงตัวลุกขึ้นยืน
ขาทั้งสองข้างยังคงสั่นระริก ร่างกายเจ็บปวดร้าวระบมไปหมด แต่นางก็ไม่กล้ารั้งรออยู่ที่นี่อีกต่อไป
ในหัวมีเพียงความคิดเดียวเท่านั้น นางจะไม่รักเผยเยี่ยนอีก และจะไม่แต่งงานกับเขาด้วย
ชาตินี้นางต้องอยู่ให้ห่างจากเผยเยี่ยน!
ท่ามกลางความมืดมิด เหมยหว่านอิ๋งเดินซวนเซออกจากห้องหนังสือไป
ใต้ชายคามีโคมไฟแขวนอยู่ ในที่สุดนางก็มองเห็นแสงสว่างจางๆ สองเท้าจึงเร่งจังหวะให้เร็วขึ้น
ห้องหนังสือถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง เหมยหว่านอิ๋งวิ่งออกมาจนพ้นเขตเรือนของเผยเยี่ยน
วันนี้เป็นวันครบรอบวันตายของแม่ทัพเหมย ที่จวนจึงเปิดศาลบรรพชนเพื่อเซ่นไหว้ คนที่เฝ้ายามในค่ำคืนนี้ล้วนถูกจงใจสั่งให้ถอยออกไปจนหมด
จึงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในห้องหนังสือเลย
"อาอิ๋ง"
ครั้งนี้เป็นเสียงของสตรี
ฮูหยินเหมยที่มีแม่นมหลิวช่วยประคอง ถือโคมไฟยืนอยู่ใต้ชายคา ราวกับว่ามารออยู่นานแล้ว
"สำเร็จหรือไม่?"
น้ำตาที่เหมยหว่านอิ๋งกลั้นเอาไว้เนิ่นนานร่วงหล่นลงมาเป็นสาย
ในวินาทีนี้เองที่นางเพิ่งตระหนักได้ว่า ที่แท้มารดาของตนก็คือผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้
มิน่าเล่า ถึงได้ให้นางเป็นคนนำน้ำแกงสร่างเมาไปส่งให้เขา
ในชาติที่แล้ว นางไม่ได้หนีออกมาก่อน ย่อมไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นตรงหน้า
เผยเยี่ยนจำเป็นต้องรับผิดชอบนาง นางจึงได้แต่งงานออกไปอย่างชื่นมื่น
แต่หลังจากที่หมางเมินกับเผยเยี่ยน จิตใจของนางก็จดจ่ออยู่แต่กับเขา จนละเลยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลและความรู้สึกผิดของมารดาไปเสียสนิท
นัยน์ตาของเหมยหว่านอิ๋งว่างเปล่า "ท่านแม่ ข้าจะไม่แต่งงานกับเผยเยี่ยน"
ฝ่ามืออุ่นลูบไล้พวงแก้มของนาง แววตาของฮูหยินเหมยฉายความจนใจและเวทนาสงสาร "หากไม่แต่งกับเขา แล้วใครเล่าจะปกป้องเจ้าได้?"
เหมยหว่านอิ๋งมีเรือนร่างบอบบางอรชร งดงามหมดจดล่มบ้านล่มเมือง จนได้รับการขนานนามว่าเป็นโฉมงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง
ในงานเลี้ยงวสันต์ รัชทายาทเกิดถูกตาต้องใจนางเข้า จึงคิดจะรับนางเข้าไปเป็นพระชายารองในตำหนักบูรพา
หากแม่ทัพเหมยยังมีชีวิตอยู่ เหมยหว่านอิ๋งย่อมคู่ควรถึงขั้นเป็นพระชายาองค์รัชทายาทด้วยซ้ำ
น่าเสียดายที่แม่ทัพเหมยพลีชีพในสนามรบ ภายในจวนจึงเหลือเพียงเหมยหว่านอิ๋งที่เป็นทายาทเพียงคนเดียว ซ้ำยังไร้พี่น้องคอยช่วยเหลือเกื้อกูล ในแวดวงขุนนางผู้มีอำนาจ ตระกูลเหมยจึงกลายเป็นตระกูลที่ตกต่ำไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
รัชทายาทมีนิสัยโหดเหี้ยมอำมหิต สตรีที่ตกอยู่ในกำมือของเขาล้วนมีจุดจบที่ไม่ดีนัก
ฮูหยินเหมยหวาดกลัวอย่างยิ่ง จึงทำได้เพียงรีบหาทางจับบุตรสาวแต่งงานออกไปให้เร็วที่สุด
มองไปทั่วทั้งเมืองหลวง ชายหนุ่มผู้มีความสามารถที่พอจะต่อกรกับรัชทายาทได้ ก็มีเพียงเผยเยี่ยนแค่คนเดียวเท่านั้น
ทว่าเผยเยี่ยนกลับไม่ยินยอมแต่งงานกับเหมยหว่านอิ๋ง ในยามที่สถานการณ์จวนตัวเช่นนี้ ฮูหยินเหมยจึงทำได้เพียงงัดเอาแผนการขั้นต่ำช้านี้มาใช้
หากมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งทางกายกันแล้ว เผยเยี่ยนก็ต้องแต่งงานกับอาอิ๋งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!
เหมยหว่านอิ๋งไม่อยากจะร้องไห้ แต่น้ำตากลับไหลรินไม่ยอมหยุด "ข้านับถือเขาเป็นพี่ชาย เขาก็ย่อมปกป้องข้าได้เหมือนกัน"
อย่าว่าแต่เผยเยี่ยนไม่อาจรั้งอยู่ในเมืองหลวงได้ตลอดเวลาเลย ต่อให้เขาอยู่ การนับถือเป็นพี่น้องก็ไม่อาจดับความคิดของรัชทายาทได้
ทางรอดเดียวที่มี ก็คือเหมยหว่านอิ๋งต้องแต่งงานมีสามี
"อาอิ๋ง เชื่อฟังแม่เถิด"
เหมยหว่านอิ๋งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว "ท่านแม่ ต่อให้ต้องตาย ข้าก็จะไม่แต่งงานเด็ดขาด!"





