“ข้าไม่กลับ!! ถ้ามิใช่เจ้าโจรถ่อยผู้นี้ชิงขอพระราชโองการ เขาหรือจะคู่ควรกับหลานเอ๋อของข้า”
ชายหนุ่มชี้หน้าเจ้าบ่าวอย่างไม่ยินยอม หญิงสาวที่มองผ่านผ้าคลุมหน้าสีแดงได้แต่พยายามอดกลั้น เพราะไม่ต้องการให้เรื่องราวบานปลายไปมากกว่านี้
“คุณชายสามตระกูลเย่ ข้าเห็นว่าตอนนี้ท่านกำลังเมาหนัก จึงไม่คิดถือสาต่อสิ่งที่ท่านพ่นวาจากล่าวล่วงเกินตระกูลโจวของข้า แต่ถ้าหากท่านยังไม่หยุด อย่าหาว่าข้าโจวหานอี้ไม่ไว้หน้าตระกูลเย่”
เย่เทียนหลางเห็นวาจาของโจวหานอี้เอ่ยเหน็บแนมราวกับตนสูงส่งก็ชักสีหน้าอย่างไม่พอใจ ทว่าจ้าวหยวนเอ๋อผู้เป็นภรรยาได้จับมือเขาเอาไว้พลางส่ายหน้ามิให้เขาตอบโต้กลับคืนไป
“คนมา...พาตัวคุณชายสามกลับเรือนไปซะ วันนี้เขาก่อเรื่องวุ่นวายเกินไปแล้ว”
เย่เทียนหลางผู้เป็นพี่ใหญ่สั่งผู้ติดตามของตนให้มาคุมตัวเย่เหิงกลับเรือน แต่ก่อนจากไปเขายังหันมาเอ่ยกับเจ้าบ่าวอย่างโจวหานอี้เล็กน้อย
“นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าจะยอมให้ตระกูลโจว พบกันครั้งหน้าข้าไม่ถือสาที่ท่านจะทำให้พวกเจ้าได้พบกับความเจ็บปวดดั่งเช่นที่น้องชายของข้าได้รับ”
เอ่ยจบร่างสูงก็สะบัดแขนเสื้อก้าวออกจากเรือนตระกูลโจวไป
ภายหลังเมื่อการกราบไหว้ฟ้าดินผ่านไป ร่างบางถูกแม่สื่อนำตัวไปยังห้องหอที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ เสียงแขกเหรื่อด้านนอกกล่าวแสดงความยินดีดังเซ็งแซ่ ทว่าเจ้าสาวกลับนั่งใบหน้าเรียบเฉยราวกับมิใช่งานมงคลของตน
“คารวะคุณชายใหญ่เจ้าค่ะ”
เสียงของสาวใช้ที่ทำหน้าที่เฝ้าด้านนอกเอ่ยทักทายผู้มาเยือน เรียกสติที่กำลังเหม่อลอยของหญิงสาวกลับคืนมา ประตูที่ปิดสนิทบัดนี้ถูกเตะเปิดออกเสียงดัง ร่างสูงโปร่งเดินโซซัดโซเซตรงมายังหญิงสาวที่นั่งรออยู่ ก่อนผ้าสีแดงผืนบางจะถูกสะบัดออกอย่างแรง
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าสองคนเคยเป็นคู่รักในวัยเยาว์ แต่อย่าได้คิดถึงเขาอีกเพราะวันนี้ข้าคือสามีที่ถูกต้องตามกฎหมายของเจ้า”
โจวหานอี้ที่กำลังเมามาย ชี้นิ้วไปยังหญิงสาวที่กำลังจ้องมองเขาด้วยดวงตาแข็งกร้าว จนกระทั่งบัดนี้นางก็ยังมิยินยอมพร้อมใจแต่งให้กับเขา และเรื่องนั้นชายหนุ่มรู้แก่ใจดีแต่แล้วอย่างไรเล่า ในเมื่อเวลานี้ตนคือผู้เดียวที่จะได้ครอบครองนาง
ร่างสูงกระชากหญิงสาวตรงหน้าเข้าหาตน นางพยายามขัดขืนการกระทำอันหยาบช้าของชายหนุ่ม แต่แรงอันน้อยนิดของสตรีเช่นนางมีหรือจะสู้แรงของบุรุษฉกรรจ์เช่นเขาได้
ชุดเจ้าสาวสีแดงสดถูกฉีกกระชากออกจากร่างอรชรอย่างไม่ไยดี หญิงสาวกรีดร้องขอความช่วยเหลือแต่ด้านนอกกลับยังคงนิ่งเฉย เพราะหลังจากที่นางก้าวเข้ามาในตระกูลโจว สาวใช้ที่ติดตามเป็นสินเดิมของพานเยว่หลานก็ถูกขายออกไปทั้งหมด นั่นเป็นแผนของเฉิงหรงกุ้ยเฟยที่สั่งให้โจวฮูหยินผู้เป็นมารดาจัดการ
เมื่อสำเร็จตามความต้องการของตน ชายหนุ่มก็ออกจากห้องไปโดยไม่สนว่าเจ้าสาวที่พึ่งแต่งเข้ามาจะรู้สึกอย่างไร
สามวันผ่านไป
ความทุกข์ระทมทั้งกายและใจทำให้พานเยว่หลานล้มป่วย นางไม่สามารถเดินทางกลับไปยังบ้านเดิมของตนได้ เมื่อสาวใช้ของตระกูลพานถูกส่งมาสอบถามก็ได้ความว่า เพราะพานเยว่หลานเหน็ดเหนื่อยจากงานแต่งจึงทำให้นางล้มป่วย
คำตอบที่ได้รับทำให้มารดาของหญิงสาวไม่พอใจ นางจึงต้องมาเยือนตระกูลโจวด้วยตนเอง เมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของบุตรสาวนางก็รู้สึกปวดใจนัก ทว่าเพราะคำขู่ของเฉิงหรงกุ้ยเฟยที่จะทำให้บิดาของนางที่อยู่ชายแดนเกิดอุบัติเหตุ ทำให้นางมิสามารถเอ่ยปากกับมารดาให้นางรู้สึกไม่สบายใจได้
“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ ฮูหยินใหญ่สั่งให้ท่านไปพบที่เรือนเจ้าค่ะ”
สาวใช้จากเรือนของฮูหยินใหญ่โจวสะบัดเสียงอย่างเย่อหยิ่ง เมื่อต้องมาตามหญิงสาวไปพบกับนายของตน
“อืม ข้ารู้แล้ว”
พานเยว่หลานที่แต่งเข้าตระกูลโจวได้หนึ่งเดือน บัดนี้ไม่ต่างจากคนอื่น ถ้าไม่มีบ้านเดิมของมารดานางอาจถูกกระทำไม่ต่างจากสาวใช้ในเรือน เพราะทุกคนที่นี่ไม่มีใครรับใช้นางอย่างจริงใจเลยสักคน
วันดีคืนดีนางก็ถูกเรียกเข้าไปในวังให้คุกเข่าอยู่หน้าตำหนักกวานจีของเฉิงหรงกุ้ยเฟย ไม่มีผู้ใดสามารถช่วยเหลือนางได้หญิงสาวทำได้เพียงต้องอดทนเท่านั้น เพื่อบิดาที่อยู่ชายแดนของนาง
“มาแล้วหรือ เจ้าคงจะรู้จักคุณหนูจ้าวกระมัง นางและหานเอ๋อรู้จักกันมานาน วันนี้มีโอกาสจึงได้มาร่วมแสดงความยินดีกับการแต่งงานของพวกเจ้า”
หญิงสาวมองแม่สามีที่ปกติมักจะทำหน้าตึงใส่ตนราวกับไม่พอใจอยู่ตลอดเวลา ทว่าเมื่อสตรีผู้นี้มาเยือนตระกูลโจวกลับแสดงสีหน้าที่แตกต่างให้เห็น หมายความว่าสตรีนามจ้าวหรูอี้ผู้นี้มีความสำคัญอยู่ไม่น้อย หรือไม่ก็เพียงแค่นางไม่ยอมรับสะใภ้พระราชทานเช่นตนก็เท่านั้น
“สวัสดีคุณหนูพาน ข้าคือหรูอี้เป็นสหายในวัยเด็กของพี่หานอี้ เราเคยได้พบกันตามงานเลี้ยงน้ำชาอยู่หลายครั้ง ท่านคงจะจำข้าได้กระมัง”
ร่างบางยกยิ้มเล็กน้อย กิริยาที่แสดงล้วนแต่เฉยเมยคล้ายกับมิได้ล่วงรู้ถึงความนัยแฝงที่จ้าวหรูอี้เอ่ยกับนาง
“ข้าว่าคุณหนูจ้าวเรียกข้าว่าฮูหยินน้อยโจวน่าจะดีกว่านะ อย่างไรข้าก็แต่งเข้าตระกูลโจวตามพระราชโองการของฝ่าบาทแล้ว หากมีผู้ใดมาได้ยินเข้าคงจะคิดว่าเจ้าไม่ยอมรับสมรสพระราชทานในครั้งนี้ ไม่แน่อาจสะเทือนไปถึงตระกูลจ้าวกั๋วกงที่เลี้ยงดูเจ้ามา”
หญิงสาวเอ่ยเพียงเรียบๆ มิได้ใส่ใจว่าหญิงสาวตรงหน้าจะแสดงสีหน้าอย่างไร แต่เป็นอีกฝ่ายที่เริ่มแสดงท่าทีร้อนรนออกมา
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ข้าเพียงแต่ยังไม่คุ้นชินกับสถานะที่เปลี่ยนไปของเจ้าเท่านั้น อย่างไรข้าก็มาเยี่ยมท่านป้าบ่อยครั้งเป็นครั้งแรกที่ได้พบกันที่นี่ ยินดีกับการแต่งงานด้วย”
ร่างบางยกน้ำชาขึ้นจิบพลางเหลือบมองไปยังหญิงสาวใบหน้างดงามที่แต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมอย่างวิจิตร ถ้าหากนางมีใจให้กับโจวหานอี้บ้างเล็กน้อย อาจมีอาการหึงหวงอยู่บ้าง เมื่อได้เห็นสตรีอื่นแสดงกิริยาราวกับตนเองคือเจ้าของสามีนาง
“คำว่ายินดีน่าจะเหมาะกับสามีของข้ามากกว่ากระมัง สำหรับตัวข้าที่มิได้เป็นผู้ขอพระราชโองการนั้น...”
หญิงสาวหยุดไปเล็กน้อย นางเบื่อเต็มทนที่ต้องมานั่งมองพวกนางเสแสร้งเล่นละครตบตาให้นางดูว่าพวกเขารักใคร่ปรองดองกันเพียงใด มันน่าสะอิดสะเอียน





