เสิ่นลู่เหยากลายเป็นฮูหยินของจวนตั้งแต่ผ่านคืนวันเข้าหอ แม้ว่านายท่านแห่งจวนตระกูลจางจะมิได้ร่วมหอกับนางสักครั้ง แต่หน้าที่ก็ต้องดำเนินต่อไป
เสิ่นฮูหยินได้รับสาวใช้ประจำตัวจากจวนตระกูลจาง แต่นางก็มิได้พอใจนัก สาวใช้ในจวนตระกูลจางมีมากมายหลายคนก็จริง แต่จะหาใครมารู้ใจนางเพราะเป็นคนใหม่ก็ใช่ที่ เสิ่นลู่เหยาจึงได้นำสาวใช้จากตระกูลเสิ่นเข้ามารับใช้นางหนึ่งคน นั่นก็คือ วิ่นจือ ถือได้ว่าเป็นคนสนิทของนางแต่เดิมเลยก็ว่าได้
“คุณหนูเจ้าคะ จะรับชาดอกไม้เพิ่มหรือไม่เจ้าคะ”
วิ่นจือเอ่ยถามนายหญิงของตน ตั้งแต่รับสาวใช้คนนี้มา เสิ่นลู่เหยาก็สบายใจยิ่งนัก เพราะวิ่นจือมีความจงรักภักดีต่อเจ้านายมาก นางซื่อสัตย์และคอยสอดส่องดูแลสิ่งที่บกพร่องแทนฮูหยินใหญ่ และคอยรายงานสถานการณ์ในเวลาที่เสิ่นลู่เหยามิได้ใยดีสักเท่าใด
“ข้าดื่มมามากพอแล้ววิ่นจือ เจ้าจะไปทำเรื่องใดก็จงไปจัดการเสียเถิด ข้าขอนั่งตรงนี้ให้สบายใจสักหนึ่งเค่อก็แล้วกัน” เสิ่นลู่เหยาบอกปัดสาวใช้ประจำตัว นางจึงถือกาน้ำเดินออกไปนอกห้อง
ฮูหยินของจวนหลับตาลงด้วยความขมขื่น อันที่จริงหน้าที่ของนางที่เป็นภรรยาเจ้าของจวนนั้น มีมากมายเลยทีเดียว แต่สิ่งที่นางมิได้กระทำเลยนั่นก็คือ การผูกสัมพันธ์กับสามีที่ตบแต่งมาครึ่งเดือน นางมิทราบได้ว่าเหตุใดเขาถึงห่างหาย หรือว่ารังเกียจเดียดฉันท์คนอย่างนาง เหมือนที่เขาเคยกล่าวเอาไว้ในตอนวันเข้าหอ ว่าสตรีที่จางฮุ่ยเฉินคนนี้ต้องการนั้นมิใช่เจ้าสาวคนนี้เลยสักนิด เสิ่นลู่เหยาหลับตาลงด้วยความอ่อนล้า พลางคิดในใจว่าการเป็นภรรยานี่มันช่างเหนื่อยหน่าย และน่าท้อแท้เหลือเกิน
หรือนางอาจจะมิใช่ที่พึงใจของสามีเช่นนั้นหรือ
เวลาผ่านเกือบหนึ่งเดือนแล้ว แต่จางฮุ่ยเฉินก็มิได้ใส่ใจกับชีวิตการเป็นฮูหยินของนางนัก แม้ยามราตรีจะเป็นช่วงที่สามีภรรยาจำต้องอยู่เคียงกัน แต่ชายหนุ่มก็มักกล่าวอ้างถึงเรื่องงานให้นางฟังอยู่เสมอ
”หากเจ้าอยากร่วมค่ำคืนกับข้า เห็นทีจะต้องขอปฏิเสธ ข้ามีงานมากมายให้สะสาง เจ้าก็เห็นอยู่มิใช่หรือ เหตุใดถึงกลายเป็นสตรีที่หายางอายมิได้เช่นนี้“
เขาว่ากล่าวภรรยา เมื่อนางนำโสมอุ่น ๆ มาให้สามีดื่มในห้องหนังสือ
“ท่านพี่เจ้าคะ ข้ามิได้คิดเช่นนั้น แค่เพียงเห็นว่าท่านทำงานหนัก ดึกดื่นค่อนคืนก็หาได้ว่างเว้นจากการพักผ่อน” นางหยิบถ้วยโสมร้อน ๆ ยกขึ้นมาสูดดม ก่อนจะยื่นให้เขาได้ลิ้มรสชาติของมัน
“โสมแดงที่ข้าตุ๋นมาให้พร้อมกับไก่ดำ มันเข้มข้นมาก และทำให้กำลังวังชาท่านพี่ดีขึ้นได้นะเจ้าคะ”
“หึ! เจ้าอยากเสริมกำลังวังชาข้าเช่นนั้นรึ แค่นี้เจ้าก็เผยธาตุแท้ให้ข้าเห็นแล้ว ว่าตัวเจ้าเองคิดอันใด”
เขาเดินย่างสามขุมเข้ามาใกล้นาง ก่อนจะยิ้มร้ายใส่ภรรยาที่เอาใจใส่สามีได้ถึงขนาดนี้ หากเป็นคนอื่นคงดีใจจนเนื้อเต้น แต่นั่นหาใช่จางฮุ่ยเฉินคนนี้
“เจ้าคิดไปเองหรือไม่ ว่าข้าอยากร่วมคืนกับเจ้า! ช่างน่ารังเกียจนัก ข้าละเกลียดชังสตรีเช่นเจ้าจริง ๆ ถึงแม้จะเป็นภรรยาที่ข้าตบแต่งมาอย่างถูกต้อง แต่เจ้าก็มิใช่คนที่ข้าพึงเฝ้าฝัน เจ้ามันเป็นใครก็ไม่รู้!”
เขาพูดเสียงดังออกมาอย่างมิแสดงความยินดี เสิ่นลู่เหยาถอยร่นออกไป เพราะท่าทีซึ่งไม่เป็นมิตรของสามี นางส่ายหน้าเล็กน้อยแสดงถึงความไม่เข้าใจ ทำไมเขาถึงพูดออกมาได้เจ็บแสบ เหมือนเอามีดมากรีดแผลที่ช้ำเลือดอยู่แล้วของนาง
“ข้าทำอันใดผิดหรือเจ้าคะ เหตุใดถึงมิได้บอกกล่าว และข้าก็มิใช่คนร่านรักอย่างที่ท่านพี่เข้าใจด้วย!”
“เสิ่นลู่เหยา! นี่เจ้ากล้าต่อล้อต่อเถียงข้าที่เป็นสามีเช่นนั้นหรือ เจ้ามันสามหาวเกินไปแล้ว และอีกอย่างหนึ่งที่ข้าจะบอกเจ้า”
ตอนนี้ในสายตาของเสิ่นลู่เหยา ชายตรงหน้าเหมือนกับปีศาจ นางเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า ตานางแดงก่ำแทบจะร้องไห้ออกมา
“เจ้าอย่าได้เข้าใกล้ข้าอีก!! เพราะเจ้าไม่คู่ควรกับข้าตั้งแต่แรกอยู่แล้ว! ออกไปจากห้องข้า อย่าให้ข้าต้องเอ่ยซ้ำ!”
เขาคือสามีที่นางมิเคยอยากร่วมอภิรมย์ด้วย นางรู้ดีว่าชายตรงหน้ามิได้ชื่นชอบภรรยาเช่นนาง แต่คำพูดก่อนหน้านี้ ทำให้รู้ว่าเขานั้นเกลียดฮูหยินแบบนางจริง ๆ
หญิงสาวรีบวางชาโสมแดงที่ตนทำมาให้ลงบนโต๊ะอ่านตำรา ก่อนจะหันหน้าออกไป เพื่อมิให้เขาได้เห็นน้ำตาที่รินรดออกมาอาบแก้ม เสิ่นลู่เหยาเดินก้าวพ้นออกมาจากประตู และปิดมันด้วยใจที่ปวดร้าวยิ่งนัก จางฮุ่ยเฉินทำร้ายจิตใจนางมากมายถึงเพียงนี้ได้อย่างไร เขามันแย่ที่สุด
ทำไมกัน เขามิได้รักนางแม้เพียงนิดเดียว อย่างน้อยเขาก็น่าจะสงสารฮูหยินของตนเองบ้างสิ เสิ่นลู่เหยากลับมายังห้องของตัวเอง ก่อนที่จะร้องไห้ออกมาดัง ๆ ทำให้วิ่นจือที่นอนอยู่ ลุกขึ้นมาถามถึงว่านางนั้นเป็นเช่นไร
“นายหญิงเป็นอะไรเจ้าคะ กำลังร้องไห้อยู่หรือ”
สาวใช้ซักถามเจ้านายกลางดึก แต่เสิ่นลู่เหยาก็ปฏิเสธ “ข้าไม่เป็นอันใดหรอกวิ่นจือ เจ้าไปนอนพักเหมือนเดิมเถอะ ข้ามิได้เป็นอะไรจริง ๆ”
หญิงสาวชะตาอาภัพรัก ข่มตานอนทั้งน้ำตาอาบแก้ม พรุ่งนี้นางจะต้องเข้มแข็ง และพยายามหาทางพิสูจน์ตนเอง เพื่อให้สามีใจร้ายยอมรับในตัวนาง
หนึ่งเดือนผ่านไป สามีภรรยาคู่นี้ก็ยังทำตัวเหินห่างกัน จนกระทั่งมีข่าวลือหนาหู ว่าคุณชายแห่งตระกูลจาง แต่งอนุเข้าจวนอีกคน แต่ที่น่าแปลกใจยิ่งนักก็คือ
ฮูหยินเสิ่นลู่เหยาแห่งจวนตระกูลสามีนั้นมิได้มีท่าทีทุกข์ร้อนอันใด นางวางตัวเฉยชายิ่งนัก ครั้นเมื่อมีผู้คนไต่ถามว่านางยินยอมหรือไม่ ที่สามีไปรักกับหญิงนางอื่น ก็ได้รับคำตอบที่เหมือนกับนักพรตที่สละชีวิตทางโลกไปแล้ว
“ข้าเป็นฮูหยินที่จัดการระเบียบในจวนให้เรียบร้อยและปกติสุขแค่เท่านั้น หน้าที่ของฮูหยินนั้นมีมากมายมิใช่น้อย อีกทั้งหน้าที่การงาน และขนบธรรมเนียม ก็มิได้บังคับว่าสามีแต่งอนุมิได้สักหน่อย เรื่องนี้มิใช่กงการอันใดของผู้อื่น ข้าเองก็ตอบมิได้เช่นกัน”
นางวางตัวเป็นกลาง แต่มิได้ใช้อำนาจของตำแหน่งที่มีในมือ เพราะฉะนั้นนางจึงเก็บความเสียใจไว้กับตัว และเชิดหน้าต่อไปเมื่อมีใครเอ่ยถาม ซึ่งฮูหยินเสิ่น ก็มิได้ให้ความสำคัญกับการแต่งอนุในครั้งนี้มากนัก
ความรักของนางกับสามี มิได้เบ่งบานอยู่ในใจตั้งแต่ตอนแรกแล้ว ที่นางปฎิบัติอยู่ก็คือหน้าที่เท่านั้น
งานแต่งอนุเข้าจวนของจางฮุ่ยเฉิน ถูกจัดขึ้นอย่างดี ไม่น้อยหน้างานมงคลในครั้งแรกเลย เจ้าสาวคนที่สองของเขาก็สวยงามเช่นกัน นางมีนามว่า หวางหวินเฟย เป็นบุตรสาวของ หวางเย่วฉี และมารดาที่ชอบออกหน้าออกตาในสังคม คือเหลียงเจินลี่
ตระกูลหวางเป็นสหายกับตระกูลจางมานาน แต่เขามิได้เป็นพ่อค้าดั่งเช่น จางเต๋อเชียง แต่ไม่ว่าตระกูลจางจะนำผ้าไหมมาจำหน่ายสักกี่ครั้ง ตระกูลหวางก็มักจะเป็นลูกค้าที่ดีเสมอ และยังซื้อผ้าชนิดใหม่ ๆ เข้าไปถวายในวังอยู่บ่อย ๆ ด้วยเหตุนี้เองที่ หวางเย่วฉี อยากให้บุตรสาวของตนได้แต่งงานกับบุตรชายจากตระกูลจาง เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
หลังจากขบวนแห่เกี้ยวเจ้าสาวของตระกูลจาง เสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อเดือนก่อน ชาวบ้านในเมืองก็มิได้นึก ว่าคุณชายจางจะแต่งอนุเพิ่มอีกคน ในเวลาไม่นานเช่นนี้
วันมงคลใหม่มาถึง และยึดเอาฤกษ์ดี ตามที่ซินแสของตระกูลหวางจัดทำ
ขบวนแห่ที่เริ่มเหมือนกันกับงานแต่งตระกูลเสิ่น และขบวนเกี้ยวเจ้าสาวที่มีสีแดงสดเหมือนกัน ในทุกการเริ่มงานมงคล เจ้าสาวคนใหม่แย้มยิ้มอยู่ในเกี้ยว แม้จะเป็นแค่อนุก็ตามที นางรู้สึกพึงพอใจในการแต่งงานครั้งนี้ยิ่งนัก หญิงสาวยิ้มแย้มอยู่ใต้ผ้าคลุมหน้าสองชั้น วันดี ๆ เช่นนี้ เป็นใครก็ต่างยินดีกันทั้งนั้น
เพราะเป็นอนุจึงไม่ได้ทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดินเจ้าสาวถูกพาตัวเข้าไปในเข้าหอ สังเกตุได้ว่าจางฮุ่ยเฉินนั้นดีใจมิใช่น้อย ที่เขาแต่งอนุในครั้งนี้
เจ้าบ่าวมิใช่มือใหม่ แต่ก็เหมือนจะยังไม่ช่ำชองเรื่องราวเช่นนี้นัก เขาจูงมืออนุหวางเข้าไปในห้องหอ ที่ปลูกอยู่ริมสระน้ำอีกด้านของจวน มารดาของจางฮุ่ยเฉิน มิได้พอใจที่เขาตกแต่งอนุเข้ามาใหม่ แต่เป็นเพราะความเกรงอกเกรงใจของสามี เมื่อได้รับการฝากฝังลูกสาวเมื่อไม่กี่วันก่อน ทำให้มารดาต้องบอกกับบุตรชาย ว่าภรรยาสองคนจะอยู่ใกล้กันมิได้ เพราะมันจะเหมือนหงส์ฟ้าและกาขาว ที่มักมีเรื่องราวให้กระทบกระทั่งกันเสมอ
ชายหนุ่มเลยรีบดัดแปลงฝั่งริมสระนี้ให้เป็นห้องหอของ หวางหวินเฟย ในทันที
เมื่อทั้งสองอยู่บนเตียงนอนที่ปูพรมดอกเหมยกุ้ยฮวาครึ่งพื้นที่ เขาจึงเอ่ยถามเรื่องราวซึ่งติดอยู่ในใจตลอดมากับนาง
“หวางหวินเฟย ข้ายินดีนักที่ได้ครองคู่กับเจ้า แม้จะตกแต่งเจ้าเป็นที่สองรองจากฮูหยินเซี่ยง แต่ข้าก็ปรารถนาเจ้า แตกต่างจากภรรยาคนแรกของข้ายิ่งนัก”
จางฮุ่ยเฉินกล่าวออกมาตามความรู้สึก การรักใครสักคนนั้น สำหรับเขามันคือความประทับใจ และตราตรึงใจ มากกว่าการใช้อารมณ์ เขาต้องมีเหตุผลเพื่อการรักนำทางก่อนเสมอ
“คุณชายจางกล่าวชมข้าเกินไปแล้ว หากท่านพูดเช่นนี้ ฮูหยินเสิ่นจะเสียใจเอาได้นะเจ้าคะ”
หวางหวินเฟยพูดจาอ่อนหวานมากนัก เขายังจำได้ถึงคำพูดคำจาของเสิ่นลู่เหยา นางมิได้มีความอ่อนหวานเลยสักนิด
อันที่จริงเขาก็เจอกับหวางหวินเฟยอยู่ก่อนแล้ว เพราะตั้งแต่แตกหนุ่ม จางฮุ่ยเฉินก็เห็นหญิงสาวติดตามบิดามาซื้อผ้าที่ร้านเขาเป็นประจำ จนกระทั่งเขาพบเจอนางหลังจากแต่งกับเสิ่นลู่เหยานางมีสิ่งที่เขาพยายามหามาตลอดติดกายอยู่จึงทำให้คิดว่านางคือคนที่เขาต้องการหามาตลอด
ส่วนเขากับเสิ่นลู่เหยานั้น หากว่าทางผู้อาวุโสมิได้บังคับเรื่องการแต่งงาน บัดนี้หวางหวินเฟยคงเป็นฮูหยินใหญ่ของจวน ส่วนเสิ่นลู่เหยาก็อาจจะมิเคยได้เจอกับเขาเลยตลอดชีวิตก็เป็นได้
“เจ้าช่างอ่อนหวานเหลือเกินหวินเฟย ตั้งแต่ข้าเจอเจ้าเมื่อเดือนก่อนข้าคิดอยู่เสมอว่าอยากให้เจ้ามาอยู่เคียงข้างข้า” ชายหนุ่มบรรจงเปิดผ้าคลุมใบหน้าเจ้าสาวออก
ทันทีที่ผ้าผืนบางเผยอขึ้นเหนือหน้าผาก หวางหวินเฟยก็ส่งยิ้มหวานปานดอกไม้ป่า ที่หายากยิ่งให้แก่เขา จางฮุ่ยเฉินเคลิบเคลิ้มไปกับรอยยิ้มที่สดใสของนาง อนุของเขาช่างมีฟันที่ขาวราวไข่มุก และเรียงซี่กันเป็นระเบียบเรียบร้อย หญิงสาวช้อนตาขึ้นมองสามีตรงหน้า เมื่อเขาเชยปลายคางนางขึ้น ก่อนที่จางฮุ่ยเฉินจะอดใจไว้ไม่ไหว และเข้าไปจุมพิตริมฝีปากของหวางหวินเฟย
ชายหนุ่มถอนจูบออกจากริมฝีปากบาง เมื่อเขาอยากถามนางเรื่องหนึ่ง
“หวินเฟย ข้าอยากถามเจ้าเรื่องหนึ่ง เจ้าจะสามารถตอบข้าได้หรือไม่”
คำถามของสามี ทำให้นางส่งสายตาไร้เดียงสาออกมา นางมองเขาด้วยดวงตากลมโต เหมือนกับสงสัยในที
“ท่านพี่อยากถามเรื่องใดกับข้าหรือเจ้าคะ ข้ายินดีตอบท่านทุกอย่างเจ้าค่ะ”นางส่งยิ้มหวานให้กับสามี
“เจ้ามีสิ่งของที่สำคัญกับตนเองตั้งแต่เด็กหรือไม่ สิ่งที่เจ้าพกติดตัวเอาไว้ตลอดมา”
“ข้ามีหลายอย่างเลยเจ้าค่ะ มีทั้งปิ่นปักผม และหวีมุกซึ่งเป็นของที่ท่านแม่ให้เป็นของขวัญ”
“ข้าหมายถึงสิ่งนี้”
เขาหยิบพู่ซึ่งเป็นเครื่องประดับของหญิงสาว ที่เคยช่วยชีวิตตนเองไว้ในครั้งที่ยังเยาว์ จางฮุ่ยเฉินไม่เคยลืมเลือนเหตุการณ์ในครั้งนั้นเลยสักนิด เขาเฝ้าตามหาคนที่เป็นเจ้าของมันมาตลอด หญิงสาวในเมืองนี้ต่างก็ปฏิเสธ ว่าตนเป็นเจ้าของพู่ถักคาดเอวอันนี้กันทั้งนั้น เพราะถ้ามันมีความผิด คนที่ทึกทักว่าเป็นสมบัติตนเองคงต้องถูกโบยอย่างแน่นอน
ดั่งเช่นหัวขโมยที่สะเพร่า และได้ทิ้งหลักฐานสำคัญเอาไว้เมื่อทำการปล้นเสร็จสิ้น
เหลือสตรีอยู่เพียงสองคนเท่านั้นที่ยังมิเคยเห็นสิ่งนี้ นั่นก็คือ หวางหวินเฟย และอีกคนคือ เสิ่นลู่เหยา ส่วนเขาปักใจว่ามิใช่สมบัติของฮูหยินตนอย่างแน่นอน ทั้ง ๆ ที่เขามิเคยเปิดเผยสิ่งนี้ให้นางเห็นสักครั้ง
“พู่ถักอันนี้ข้าเคยเก็บได้เจ้าค่ะ และนำมาใช้ครั้งหนึ่งเมื่อหลายเดือนก่อน”
จางฮุ่ยเฉินได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจ หรือว่าเขาแต่งงานผิดคนอีกแล้ว แม้แต่อนุหวินเฟยก็ไม่ใช่คนที่เขาตามหา
อนุหวินเฟยหันไปมองเทียนไขที่จุดอยู่ก็ดับเทียนมงคลด้วยตัวเองหมายจะปรนนิบัติสามีและเข้าหอให้ครบจบพิธีในคราวเดียวกัน แต่ไม่ทันแตะเนื้อต้องตัว จางฮุ่ยเฉินก็ออกไปแล้วทิ้งให้อนุหวินเฟยอยู่คนเดียวเพียงลำพัง แต่เพราะความเสียหน้าอนุหวินเฟยจึงทำจุดแดงพรมจรรย์ขึ้นมาเอง และสั่งบ่าวหน้าหอห้ามพูดเรื่องนี้ออกมาเด็ดขาด





