ตามความทรงจำของร่างเดิมนางอยู่ที่เมืองจางเป่ย ทิศเหนือของแคว้นเซี่ย ห่างจากเมืองหลวงนับพันลี้ บิดาเคยบอกไว้ว่าหากจะเดินทางเข้าเมืองหลวงด้วยรถม้าต้องใช้เวลาถึงสามเดือน เจียอีเพียงแค่คิดก็ขนลุกแล้ว ต่อให้อยากไปก็ต้องคิดให้มากเสียหน่อยเดินทางถึงสามเดือนช่างชวนให้คนนึกหวาดกลัวเสียจริง
หมู่บ้านที่นางอยู่ตอนนี้คือหมู่บ้านไห่ฉง หากจะเดินทางเข้าเมืองจางเป่ยก็ใช้เวลาหนึ่งชั่วยาม(1ชั่วยาม=2ชั่วโมง) หากเดินเท้าก็สองชั่วยาม แค่คิดก็ปวดขาแล้ว ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะนั่งเกวียนไป มีเกวียนรับจ้างของลุงเจียงคอยวิ่งรับส่งอยู่วันละสองรอบ หากไม่ทันในรอบแรกก็ยังคงมีรอบต่อไปนับว่าสะดวกยิ่ง
เจียอีที่คิดว่าทางออกจากบ้านหลังนี้อยู่นั้น คงเป็นสวรรค์ที่เข้าข้างแล้ว เพราะลุงใหญ่ที่ทำงานในเมืองกลับมาบ้านด้วยสภาพทุลักทุเล แต่สิ่งที่แปลกออกไปนางเห็นวิญญาณติดตามท่านลุงใหญ่กลับมาด้วย
ในตอนแรกนางคิดว่านางคิดไปเอง แต่เมื่อวิญญาณของบุรุษที่โชกไปด้วยเลือดที่หัวหันมาสบตานางแล้วพูดว่า "ช่วยด้วย" นางก็อดที่จะขุนลุกไม่ได้ ช่วยอะไร นางจะช่วยอะไรได้ แต่ก่อนที่นางจะคิดไปไกลเสียงด่าของท่านย่าก็ดังขึ้น
"เป็นเพราะนางตัวไร้ค่าคนเดียว สวรรค์อาฝูของข้าจึงได้น่าสงสารเช่นนี้" เจียอีขมวดคิ้วเกี่ยวอันใดกับนาง ก่อนที่จะสงสัยไปมากกว่านี้ นางได้ลู่เสียนที่ลากตัวออกมาจากเรือนหลักให้กลับเรือนของตนแล้วเล่าให้ฟัง
ท่านลุงใหญ่ทำงานเป็นหลงจู๊ให้ร้านขายข้าวในเมือง วันนี้ที่ร้านได้เกิดเรื่องขึ้น มีคนร้ายบุกเข้ามาขโมยข้าวในร้านและได้ลงมือทำร้ายลูกจ้างในร้านจนบางคนเสียชีวิตลง ลุงใหญ่ที่สภาพไม่น่าดูแต่ก็มิได้รับบาดเจ็บมากนักเป็นเพราะเขาซ่อนตัวได้ทัน ร้านขายข้าวจึงได้ปิดตัวลงลุงใหญ่จึงว่างงาน เมื่อไม่ได้ทำงานก็ไม่อาจที่จะอยู่ในร้านได้อีกเขาจึงกลับมาที่หมู่บ้านจึงมีสภาพอย่างที่เห็น
แต่นางก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่า หากเป็นตามที่ลู่เสียนได้พูดออกมาแล้วลุงใหญ่จะมีวิญญาณติดตามมาเช่นนี้ได้อย่างไร ลุงใหญ่ต้องทำสิ่งใดไว้เป็นแน่ แต่หากนางพูดขึ้นมาหรือไปสอบถามตรงๆ คงได้ถูกท่านย่าใจร้ายตีด้วยไม้จนตายแน่
พอลุงใหญ่กลับมาอยู่ที่เรือนห้องที่มีจำกัดก็เกิดปัญหา หากจะต่อเติมห้องเพิ่มให้บุตรชายหญิงของลุงใหญ่ท่านย่าก็ไม่อยากจะควักเงินออกมา และลุงใหญ่ที่ไม่มีงานทำแล้วต้องหางานใหม่ก็ไม่อยากจะใช้เงินเก็บของตนไปกับการต่อเติมบ้าน
เรื่องจึงมาตกที่เรือนของนางแทน เพราะด้วยเหตุนี้ ท่านย่ากับป้าสะใภ้จึงจะไล่พวกนางสามคนแม่ลูกออกไปแล้วยกเรือนให้บุตรชายหญิงของลุงใหญ่แทน เจียอีดวงตาสว่างวาบขึ้น แต่มารดาของนางกลับร่ำไห้เสียแทบขาดใจ เงินก็ไม่มีจะออกไปอยู่ที่ใดได้ ท่านปู่ก็เหมือนไม่มีปากพูดโต้แย้งแทนพวกนางไม่ได้
เพราะทุกคนได้แต่คิดว่าบิดาของนางที่ไปออกรบคงไม่มีวันได้กลับมาจึงไม่อยากจะเลี้ยงดูพวกตนที่มิอาจจะทำงานอันใดได้มากนัก แต่หากนึกได้จริงๆ คนที่หาข้าวให้หมู ให้ไก่ ซักผ้า ตักน้ำ ทำกับข้าวล้วนเป็นนางกับลู่เสียนที่รับจบทั้งหมด
ผู้นำหมู่บ้านที่ถูกตามมาให้ช่วยพูดให้สามคนแม่ลูกก็ได้แต่ถอนหายใจ หลันหวงกุ้ยเป็นสหายของบุตรชายตน สองสามีภรรยาเป็นที่รักของคนในหมู่บ้าน หากใครเอ่ยปากให้ช่วยเหลือสิ่งใดทั้งคู่ก็รีบช่วยเหลือทันทีเท่าที่ทำได้ คงมีเพียงหูซื่อแม่สามีที่รังเกียจสะใภ้จนมองไม่เห็นความดีของทั้งคู่ แต่เป็นเรื่องภายในบ้านของคนอื่นตัวเขาที่เป็นเพียงคนนอกถึงจะเป็นผู้นำหมู่บ้านก็คงได้แค่ช่วยพูดเท่านั้น
"ท่านปู่ผู้นำหมู่บ้าน หากท่านปู่ท่านย่าไม่ต้องการพวกข้าแล้ว ข้าก็จะพาท่านแม่และน้องชายไปอาศัยอยู่อื่น แต่ว่า" นางหยุดพูดแล้วเงยหน้ามองหัวหน้าหมู่บ้านด้วยน้ำตาคลอ
"อีเออร์เจ้าจะพามารดาที่ป่วยไข้กับน้องชายที่เล็กของเจ้าไปอยู่ที่ใด" เขามองคนตระกูลหลันอย่างตำหนิ
"เอาเช่นนี้ มีบ้านร้างอยู่ท้ายหมู่บ้านถึงจะเก่าเสียหน่อย พวกข้าจะช่วยซ่อมแซมให้พวกเจ้าอยู่เสียก่อน" หัวหน้าหมู่บ้านยกบ้านร้างท้ายหมู่บ้านให้พวกนางสามคนแม่ลูก เจียอีได้ยินเช่นนั้นก็รีบขอบคุณ
"เช่นนั้น ข้าขออีกอย่างได้หรือไม่เจ้าคะ"
"หากไม่มากเกินไป เจ้าก็พูดมาเถิด"
"ในเมื่อท่านย่าไม่คิดว่าข้ากับลู่เสียนเป็นหลานแล้วก็ขอให้ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้านทำเรื่องตัดขาดให้พวกข้าได้หรือไม่เจ้าคะ"
"โอวโยว นังเด็กไร้ค่า ดูพูดเข้า ในเมื่อเจ้าพูดเองก็อย่าได้มาขอข้าวขอน้ำบ้านข้าอีก ตัดขาดไปเลยยิ่งดี" หูซื่อตะโกนด่า ไม่สนใจเสียงซุบซิบของชาวบ้านที่มุงดู
เยว่เลี่ยงร้องไห้จนแทบจะหมดสตินางไม่คิดว่าพอไร้สามี บ้านสามีจะทำเช่นนี้กับนาง ลู่เสียนแม้จะยังเป็นเด็กแต่ก็ที่จะแปลกใจกับความคิดของพี่สาวไม่ได้ ถึงเขาจะอยากย้ายออกไปเช่นกัน แต่นึกไม่ถึงว่าพี่สาวของตนจะกล้าทำเรื่องตัดขาดกับตระกูลเช่นนี้
"เชื่อข้า หากไม่อยู่ที่นี่ชีวิตพวกเราจะดีขึ้น" เจียอีที่เห็นความกังวลของลู่เสียนก็เข้าไปจับมือน้องชายแล้วกระซิบบอกเขา
จากนั่นหัวหน้าหมู่บ้านก็เขียนหนังสือตัดขาดขึ้นโดยเขียนไว้สามแผ่น เก็บไว้ที่ผู้นำหมู่บ้านหนึ่งแผ่น เยว่เลี่ยงหนึ่งแผ่น และท่านลุงใหญ่หนึ่งแผ่น แต่เจียอียังให้ผู้นำหมู่บ้านระบุอีกว่า เมื่อทั้งสามถูกตัดขาดไปแล้วยากดีมีจนทั้งสองบ้านจะไม่ยุ่งกันอีก
นางหูซื่อยังสำทับมาอีกว่า หากพวกนางสามคนแม่ลูกว่าเรียกร้องหรือขอเงินจะต้องเสียเงินให้บ้านนางหนึ่งร้อยตำลึง เจียอีก็แจ้งว่า หากท่านย่าหรือคนในตระกูลมาวุ่นวายกับครอบครัวนางก็ต้องเสียให้นางเช่นกันหนึ่งร้อยตำลึง
"เพ้ย สภาพพวกเจ้าหรือจะมีปัญหาหาเงินได้มากจนพวกข้าต้องไปวุ่นวาย เสียแต่พวกเจ้าอย่าได้มาเหยียบที่เรือนของข้าเป็นอันขาด"





