“ไว้เจอกันที่บ้านนะครับคุณแม่”
หนุ่มหล่อหน้าหวานบอกลาแม่ของตน ก่อนจะมองตามเธอเดินออกจากร้านไปจนลับสายตา
“แม่คุณดูเหมือนจะไม่เชื่อที่เราพูดเลยนะคะ” ณชาพูดบอกกับเจเลอร์ที่กำลังยืนเป็นกังวลเพราะเขาก็คิดเช่นนั้นอยู่เหมือนกัน
ในความรู้สึกของฉัน เธอดูเหมือนจะเป็นคนฉลาดเอาเรื่อง ถ้าทางจะหลอกไม่ง่ายเลยและก็คงไม่ยอมเชื่ออะไรง่ายๆ แน่หากไม่ได้พิสูจน์ความจริงก่อน
“เฮ้อ เอาไงดี?” เจ้าของร้านดอกไม้หนุ่มหล่อเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้หลังเคาน์เตอร์คิดเงิน ก่อนจะคิดหาวิธีเอาตัวลอด
“หมายถึงเรื่องเย็นนี้เหรอคะ?” ณชาเดินเข้าไปถามไถ่ถึงปัญหาที่ทำให้ชายหนุ่มหนักใจ เพราะอยากรู้ว่าหน้าที่ของเธอมีอะไรต่อหลังจากทำงานด่วนเมื่อครู่นี้เสร็จแต่ดูเหมือนจะไม่ได้สำเร็จอย่างที่นายจ้างหวัง
“ครับ คุณได้ยินที่แม่ผมบอกแล้วใช่ไหมครับ เธอบอกให้พาคุณไปทานข้าวที่บ้าน” ท่าทางของคุณแม่ดูเหมือนว่าท่านจะไม่เชื่อเรื่องเมื่อกี้เลย ซึ่งผมกำลังกังวลว่าหากเธอรู้ว่าผมโกหกจะเป็นเรื่องใหญ่และคงจะหลีกเลี่ยงงานแต่งงานกับผู้หญิงแปลกหน้าที่แม่หามาให้ไปไม่ได้อีกแล้ว
“ถ้าตอนนี้คุณรับฉันเป็นลูกจ้างแล้ว ช่วยเล่าปัญหาให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ ฉันจะได้ช่วยหาทางแก้ปัญหาให้ ถ้าเราไม่รู้จักกันมากกว่านี้ฉันก็ไม่รู้ว่าจะทำงานนี้ให้คุณต่อได้ยังไง…”
ฉันเชื่อว่าการเป็นครีเอทีฟของฉัน จะช่วยคิดวิธีดีๆ ให้นายจ้างคนใหม่บรรลุงานนี้ไปได้ หากได้รู้ที่มาของปัญหาที่ฉันต้องจัดการ...
เธอแสดงตัวขอทำงานอย่างกระตือรือร้น เพราะกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจและเธอก็ปล่อยให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้เพราะเดือนนี้เธอต้องรีบจัดการค่าคอนโดที่ค้างจ่ายอยู่สองเดือน
“คุณแม่คิดว่าผมเป็นเกย์น่ะครับ เธอเลยพยายามจะหาผู้หญิงมาแต่งงานกับผม แต่ว่าผมยังไม่พร้อมจะแต่งงานตอนนี้...”
ผมคิดว่าหากจะแต่งงานกับใครสักคน ผมควรจะรู้จักนิสัยใจคอของเธอก่อนอย่างน้อยก็ห้าปี ไม่ใช่เจอกันแค่ห้านาทีแล้วตอบตกลงนัดวันหมั้นวันแต่งอย่างที่แม่ของผมต้องการ
ตอนแรกที่เจอ ฉันก็คิดอยู่เหมือนกันว่าเขาไม่ใช่ชายแท้ เพราะรูปลักษณ์ของเขาที่ดูสะอาดสะอ้านชวนให้เข้าใจแบบนั้น...
ทั้งคู่พูดคุยถึงเรื่องส่วนตัวของกันและกันเพื่อแรกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งลูกจ้างอย่างณชาก็ตั้งใจฟังทุกเรื่องราวที่เกี่ยวกับเขา และจดทุกอย่างที่สำคัญลงสมุดเพื่อเอาไว้ท่องจำก่อนจะลงสนามจริงในช่วงเย็นที่จะถึง ท่าทางที่ดูตั้งใจอย่างเป็นมืออาชีพของเธอทำเจเลอร์รู้สึกคิดไม่ผิดที่ตัดสินใจรับเธอเข้าทำงานภายในเสี้ยววินาที
“ไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันจะเป็นแฟนตามสไตล์ที่คุณชอบ ขอแค่บอกว่าอะไรที่คุณถูกใจฉันจะทำงานให้คุ้มค่าจ้างที่สุดค่ะ...เจ้านาย^^” เธอส่งยิ้มหวานให้เขาอย่างเป็นมิตรเพื่อทำให้เขามั่นใจในตัวเธอ ว่าเธอจะจัดการงานสำคัญนี้ให้เขาได้อย่างไม่ต้องมีห่วง
“งั้นตอนนี้ คุณก็เป็น คุณแฟนของผมสินะครับ...”
เขารู้สึกเขินอายเมื่อได้พูดเช่นนั้น เพราะสถานะที่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตเขาจริงๆ มาก่อนตลอดอายุสามสิบปี นอกจากแฟนคนแรกจะไม่เคยมีแล้วความรักครั้งแรกก็ไม่เคยมีเช่นกัน
“เราเรียกกันว่าอะไรดีคะ คุณ พี่ หนู หรือ...”
“คุณแฟน.. ผมขอเรียกคุณแบบนั้นได้ไหมครับ” หนุ่มหน้าหวานพูดอย่างเหนียมอาย เพราะเขาเองก็อยากลองมีโมเม้นแบบนั้นดูบ้างแต่หัวใจก็ไม่เคยเปิดโอกาสที่ว่านั้นให้ใครเลย
“ได้ค่ะ งั้นฉันเรียกคุณว่าที่รักแล้วกันนะคะ” ณชาตอบกลับนายจ้างของเธออย่างเป็นมืออาชีพ
@บ้านของเจเลอร์ เวลาหกโมงเย็น...
ตอนแรกที่เห็นร้านดอกไม้ฉันก็พอดูออกว่าเขาน่าจะเป็นคนที่มีฐานะระดับหนึ่ง แต่พอได้มาที่บ้านแล้วถึงได้รู้ว่าเขาเป็นมหาเศรษฐีชัดๆ
“นี่บ้านคุณเหรอคะ?”
“ใช่ครับ รอแป๊ปนึงนะครับเดี๋ยวผมไปเปิดประตูรถให้” คนสุภาพรีบลงจากรถไปเปิดประตูให้สาวสวย ซึ่งเธอที่นั่งอยู่เบาะข้างก็เอ่ยปากห้ามเขาไว้ไม่ทัน “เชิญครับ”
ณชาเดินลงจากรถในชุดเดรสลายดอกไม้สีเหลืองอ่อน ที่ชายหนุ่มพาเธอแวะซื้อเพื่อแปลงโฉมเป็นสาวสวยหวานไสต์ที่เขาชอบก่อนจะมาที่นี่เพื่อทำงานสำคัญชิ้นแรก
“ที่หลังไม่ต้องเปิดประตูรถให้ฉันนะคะ คนเป็นแฟนกันเขาไม่ค่อยทำอะไรแบบนั้นให้กัน...”
ฉันเข้าใจในความเป็นคนสุภาพของเขา แต่ถ้าจะให้สมจริงเขาควรลดสิ่งนั้นลงบ้าง เพราะไม่งั้นคนที่มองมาอาจเข้าใจได้ว่าฉันเป็นพวกข่มแฟน หรือแย่ไปกว่านั้นคงคิดว่าเขาเป็นพี่เลี้ยงหรือสถานนะอื่นที่ไม่ใช่คนรักกัน
“อ้าว เหรอครับ”
“ค่ะที่รัก”
“ระ เริ่มเลยเหรอครับ”
“ไปเถอะค่ะเดี๋ยวแม่คุณจะรอนาน” เธอเดินเข้าไปเกาะแขนและยิ้มให้เขาราวกับเป็นหวานใจของหนุ่มหล่อจริงๆ
เจเลอร์อาศัยอยู่ที่นี่กับแม่ของเขาเพียงลำพัง ส่วนคุณพ่อสุดที่รักก็เพิ่งจากไปได้สองปีกว่าๆ และมันก็ทำให้เธอที่เป็นภรรยาเหงาจนจิตตกในบางครั้ง เธอจึงเร่งให้ลูกชายเพียงคนเดียวรีบแต่งงานมีหลานให้เพื่อบรรเทาความเหงาที่เป็นอยู่ เธอจึงกดดันเจเลอร์ทุกวิถีทางให้เขายอมทำในสิ่งที่เธอต้องการเพราะกลัวว่าถ้าเขาไม่แต่งงานอาจจะเปลี่ยนเพศสภาพไปซะก่อน และหากเป็นเช่นนั้นเธอคงรับไม่ได้
งานสมาคมคุณหญิง เมื่ออาทิตย์ก่อน...
“นี่หลานสาวฉัน น่ารักหรือเปล่า?” เสียงคุณหญิงท่านหนึ่งในโต๊ะพูดพร้อมกับโชว์รูปภาพหลานสาวอวดให้เพื่อนคุณหญิงด้วยกันดู
“นี่หลานชายฉัน ปีนี้สามขวบแล้วนะ”
“ลูกชายดิฉันจะแต่งงานอาทิตย์หน้า เรียนเชิญด้วยนะคะ” ทุกคนในโต๊ะคุยกันอย่างสนุก ยกเว้นหญิงท่านหนึ่งที่ไม่รู้จะพูดอวดสิ่งใด เพราะเธอไม่มีทั้งหลานและไร้ซึ่งวี่แววของงานแต่งลูกชาย แต่เธอก็ไม่อาจน้อยน่าเพื่อนๆ ในกลุ่มได้
“ตาเจเลอร์ของฉันก็กำลังจะแต่งงานเหมือนกัน แต่ดูฤกษ์เหมาะสมอยู่ ไว้ได้วันเมื่อไหร่แล้วจะแจ้งให้ทราบนะคะ”
“ตาเจเลอร์จะแต่งงานเหมือนกันเหรอคะ ว่าแต่..เป็นเจ้าบ่าวหรือเป็นเจ้าสาวคะ?”
“พูดอะไรระวังปากนิดนึงนะคะคุณหญิงนฤมน”
“อะไรกัน ฉันก็แค่แซวเล่นเองค่ะ ไม่เห็นต้องโกรธเลยหนิคะคุณหญิงจิตตา”
เธอไม่อาจลบเลือนคำพูดทิ่มแทงใจนั้นไปได้ เพราะรู้ดีว่าภาพลักษณ์ของลูกชายของเธอชวนให้คิดเช่นนั้น และเธอก็แอบกลัวลึกๆ ว่ามันจะเป็นแบบนั้นจริงๆ จึงพยายามทำทุกวิถีทางที่ทำได้ในตอนนี้
--------------------------------------------------------------------------
[ติดตามตอนต่อไป] - [Follow the next episode]
[-กดใจ -เพิ่มเข้าชั้น -คอมเมนท์ให้กำลังใจ และฝากกดติดตามไรท์ด้วยนะครับ🙏]





