ภายในห้องทรงงาน
“เจ้าว่าอะไรนะโฮรา พิธีอภิเษกสมรสจะต้องมีขึ้นอย่างนั้นรึ” องค์กษัตริย์รับสั่งถามด้วยความขัดพระทัย เมื่อทรงได้รับทราบจากปากพระสังฆราชด้วยพระองค์เอง
“เป็นลิขิตของเทพเจ้าพ่ะย่ะค่ะใต้ฝ่าพระบาท หากพระองค์ทรงหลีกเลี่ยงไม่เข้าพิธีอภิเษกสมรส จะไม่เป็นการดีต่อจักรวรรดิเป็นแน่แท้ อีกทั้งเจ้าหญิงทูย่าเป็นสายเลือดแห่งเทพเจ้าโดยตรงเช่นเดียวกับฝ่าพระบาท หากอาณาจักรอื่นๆ ได้อภิเษกกับพระนางเท่ากับได้ราชบัลลังก์ของจักรวรรดิอียิปต์ไปครึ่งหนึ่ง ใต้ฝ่าพระบาทจะทรงยอมให้เป็นเช่นนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่! ข้ามิยอมให้อาณาจักรใดเข้ามาครอบครองจักรวรรดิของข้า โดยใช้ประโยชน์จากสายเลือดเทพเจ้าเป็นเด็ดขาด แผ่นดินอียิปต์แห่งนี้ ข้าทำศึกออกรบมาอย่างยาวนาน หลั่งเลือดทหารอียิปต์นับเรือนแสนและปกป้องผืนแผ่นดินพวกที่รุกรานคิดจะครอบครองอาณาจักรของข้าจนพ้นไปจากแผ่นดินอียิปต์...” องค์กษัตริย์หยุดรับสั่ง พร้อมทอดพระเนตรใบหน้าสังฆราชชราตรงพระพักตร์
“เจ้าเองก็รู้ว่าข้าไม่ได้รักทูย่าแต่อย่างใด จะให้ข้าเข้าพิธีอภิเษกทั้งๆ ที่หัวใจของข้าหามีใจรักนางนั้นได้กระนั้นรึ” องค์กษัตริย์รับสั่งพร้อมถอนพระทัย
“ใต้ฝ่าพระบาททรงมีนางในพระทัยแล้วใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ พระองค์จึงไม่อยากอภิเษกกับเจ้าหญิงทูย่า” สังฆราชชรากราบทูลด้วยความอยากรู้
“เปล่าเลย ข้ายังไม่มีนางในดวงใจข้า แต่ทำไมข้าจึงมีความรู้สึกว่ากำลังเฝ้ารอใครสักคน เหตุใดข้าจึงมีความรู้สึกเช่นนั้นอยู่ภายในใจเสมอมาโดยตลอด คนที่ข้าเฝ้ารอคือผู้ใดกันเล่า ข้าใคร่อยากรู้ยิ่งนัก! พยายามทำใจให้รักทูย่ามาแล้วหลายคราแต่ก็หาทำได้ไม่” องค์กษัตริย์พรั่งพรูสิ่งที่เก็บอยู่ภายในพระทัยมาโดยตลอดให้สังฆราชผู้สูงวัยได้ฟัง พระองค์เสด็จตรงไปหยุดอยู่ที่มุมระเบียงห้อง
พระวรกายสูงใหญ่บึกบึนของฟาโรห์หนุ่มรูปงามไม่มีที่ติ พระพักตร์คมเข้ม พระทาฐิกะ เขียวครึ้มเรียงตัวได้รูปสวย พระฉวีสีน้ำตาลเข้มสมชาติบุรุษลงตัวเหมาะเจาะกับฉลองพระองค์กษัตริย์แห่งจักรวรรดิอียิปต์ยิ่งนัก
พระเนตรสีนิลกาฬภายใต้ขนพระเนตรงอนยาวดั่งเช่นอิสตรีทรงทอดพระเนตรไปยังสายน้ำแห่งไนล์ตรงพระพักตร์ที่กำลังไหลเอื่อยพร้อมลมเย็นๆ จากแม่น้ำสายสีน้ำเงินพาดผ่านพระวรกายเบาๆ บรรเทาความอบอ้าวให้คลายลง และบรรเทาความร้อนรุ่มภายในพระทัยขององค์กษัตริย์ให้ผ่อนคลาย
“สักวันฝ่าบาทจะได้พานพบกับสิ่งที่กำลังหาคำตอบ มันถูกลิขิตแล้วจากเหล่าทวยเทพ” สังฆราชโฮราเอ่ยกราบทูลแฝงเร้นความนัย พร้อมรอยยิ้มจางๆของผู้สูงวัย
ฟาโรห์เซติทรงหันพระวรกายกลับมาทันใด สายพระเนตรจับดวงหน้าชายชราสูงวัยตรงหน้าด้วยทรงแปลกพระทัยกับคำกราบทูลที่แฝงเร้นบางสิ่งบางอย่างของผู้ที่ได้ชื่อว่ากำชะตาชีวิตบ้านเมืองก็ว่าได้
“เจ้าล่วงรู้บางสิ่งบางอย่างจากเหล่าทวยเทพเช่นนั้นรึโฮรา จึงได้กล่าวเช่นนั้นกับข้า” รับสั่งถามด้วยความใคร่รู้
“กระหม่อมได้รับสารจากเหล่าทวยเทพมาเพียงเท่านี้พ่ะย่ะค่ะ มิอาจกราบทูลไปมากกว่านี้ได้อีก ลิขิตจากเทพเจ้ามิมีผู้ใดฝืนได้ ภายในพระทัยของฝ่าบาทรอคอยสิ่งใดอยู่ สิ่งนั้นจะบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน” ชายชรากราบทูลตามจริงในสิ่งที่ตนได้รับสารจากเหล่าทวยเทพ
“เช่นนั้นรึ! นั่นสิ...ข้าก็ใคร่รู้ยิ่งนักว่าข้ากำลังรอคอยสิ่งใด และสิ่งที่ข้ารอคอยนั้นเหตุใดมันจึงเฝ้ารบกวนจิตใจของข้ามาโดยตลอด เพราะเหตุใดข้าจึงมีความรู้สึกเช่นนี้ตั้งแต่ข้าจำความได้ มันกินระยะเวลายาวนานมากว่า 21 ปีแล้วนะที่ข้าเป็นแบบนี้” พระองค์รับสั่งพร้อมทอดพระเนตรใบหน้าชายชรา ก่อนจะตัดบท
“อย่าพูดเรื่องนี้กันอีกเลย เอาเป็นว่าผู้ที่จะมาทำหน้าที่ถือตราประทับของข้ามีความสามารถอะไรบ้าง และจะเข้ามาทำหน้าที่นี้เมื่อใด” พระองค์รับสั่งพร้อมยกพระกรขึ้นกอดพระอุระ
สังฆราชโฮราส่งยิ้มบางๆ ให้กับองค์กษัตริย์ ชายชราหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเหตุให้องค์กษัตริย์ต้องตรัสถาม
“ข้ากล่าวสิ่งใดผิดหรือไร เหตุใดเจ้าจึงยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เช่นนั้น”
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะใต้ฝ่าพระบาท กระหม่อมเพียงแต่จะกราบทูลว่า นักบวชหญิงยังไม่มาทำหน้าที่ถือตราประทับประจำพระองค์ได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ จะต้องรอจนกว่าองค์เทพีไอซิสจะส่งสารมาถึงข้าพระองค์ นางจึงจะสามารถเข้ามาถวายการรับใช้ได้ อีกทั้งนางยังเยาว์ต้องศึกษาวิชาความรู้จากกระหม่อมและเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายภายในวิหารหลวงพ่ะย่ะค่ะ” สังฆราชชรากล่าวอธิบาย
“เป็นเช่นนั้นรึ ข้านึกว่านักบวชหญิงที่องค์เทพีไอซิสทรงเลือกพร้อมแล้วทุกอย่างเสียอีก ที่แท้ก็ยังเยาว์วัย” องค์กษัตริย์รับสั่งด้วยความแปลกพระทัย
“พ่ะย่ะค่ะ นางยังจำต้องศึกษาและเรียนรู้สรรพวิชาต่างๆ จากข้าพระองค์เพื่อเตรียมความพร้อมและความสามารถทำหน้าที่เป็นนักบวชหญิงประจำวิหารหลวง และทำหน้าที่ถวายการรับใช้พระองค์อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง”
องค์กษัตริย์พยักพระพักตร์ขึ้นลงเป็นการเข้าใจแทนการรับสั่ง พร้อมเอ่ยสิ่งที่พระองค์คิดไว้ในพระทัยตั้งแต่ดำรงตำแหน่งเป็นรัชทายาท
“โฮรา...เจ้าจงสังเกตดวงดาว ข้าจะสร้างวิหารเทพเจ้าประจำรัชกาลของข้าเหล่าทวยเทพทรงกำหนดวิหารประจำรัชกาลของข้าไว้ ณ แห่งหนใด ข้าจะลงมือสร้าง ณ ที่แห่งนั้น หลังจากเสร็จพิธีเฉลิมฉลองราชาภิเษกของข้าแล้ว ข้าจะเรียกประชุมเหล่าขุนนางเพื่อบริหารราชการแผ่นดินของข้าทันที
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” ชายชราน้อมรับคำสั่งขององค์กษัตริย์
พร้อมก้มคำนับก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องทรงงานไปอย่างช้าๆ ภายในใจของสังฆราชผู้สูงวัยเต็มไปด้วยคำถามและคำตอบมากมายแต่มิอาจเอื้อนเอ่ยกับผู้ใดได้ ทำได้แต่เพียงเอาใจช่วยองค์กษัตริย์ของตนได้เพียงท่านั้น
ฟาโรห์เซติประทับยืนทอดพระเนตรสายน้ำแห่งไนล์ตรงพระพักตร์ สายน้ำสีน้ำเงินที่ทอดยาวอย่างสงบนิ่งมาอย่างยาวนานนับหลายพันปี จวบจนถึงจักรวรรดิอียิปต์ในยุคทองของพระองค์ แม่น้ำไนล์ก็ยังคงไหลพาดผ่าน มิเคยเหือดแห้งแต่อย่างใด ตรงข้ามกับพระหทัยขององค์กษัตริย์ที่เต็มไปด้วยความแห้งแล้ง ไร้สิ้นน้ำหล่อเลี้ยงพระหทัยยามทรงอ่อนล้าและอ่อนแรง องค์กษัตริย์ทรงมีพระอุปนิสัยเด็ดขาด เด็ดเดี่ยว ทรงจริงจังและจริงใจ อีกทั้งยึดมั่นและมีความรับผิดชอบในสิ่งที่ทรงกระทำลงไปเสมอ
ทว่ากษัตริย์หนุ่มรูปงามก็ยังมิเคยสัมผัสกับความรัก ด้วยทรงออกรบทำศึกเคียงคู่ฟาโรห์รามเสสที่ 1 เสด็จพ่อของพระองค์มาตั้งแต่เยาว์ชันษา จวบจนกระทั่งเพลานี้พระองค์ขึ้นครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระราชบิดา
เครื่องบรรณาการมากมายรวมไปถึงบรรดาเจ้าหญิงจากทุกอาณาจักรต่างหลั่งไหลมอบให้พระองค์แสวงหาความสุข หวังขึ้นมาเป็นหนึ่งและเคียงข้างพระวรกายองค์กษัตริย์รูปงามกันอย่างยิ่งยวด
แต่ทว่ามิใส่พระทัยเครื่องบรรณาการมีชีวิตเหล่านั้นแต่อย่างใด ไม่เว้นแม้กระทั่งเจ้าหญิงทูย่า คู่อภิเษกของพระองค์ ว่าที่ราชินีอียิปต์ในอนาคต ต่างกินแห้วไปตามๆ กัน องค์กษัตริย์ไม่ผูกจิตเสน่หากับหญิงใดแม้แต่น้อย จนต่างกล่าวขานว่า ฟาโรห์เซติทรงไร้รักและมิเคยรักหญิงใด พระองค์รักแผ่นดินอียิปต์ของพระองค์เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น
ใครเล่าจะล่วงรู้ว่าแท้จริงแล้วพระองค์เป็นเช่นไร ฟาโรห์เซติทรงรักแผ่นดินอียิปต์ยิ่งกว่าพระชนม์ชีพ หากทรงรักสิ่งใดแล้วจะทรงอุทิศพระวรกายและพระหทัยกับสิ่งนั้นจนตราบวาระสุดท้ายของพระองค์ และถ้าหากองค์กษัตริย์ผูกจิตเสน่หากับหญิงใด หญิงผู้นั้นคือผู้ที่โชคดีอย่างหาที่สุดมิได้ เพราะพระองค์ทรงยึดมั่นและมั่นคงในรักต่อหญิงผู้นั้นเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น มิมีสิ่งใดสั่นคลอนหรือทำให้พระองค์แปรเปลี่ยนไปได้แต่อย่างใด
รักแท้คือรักที่มั่นคง เพียรเฝ้าคอยในสิ่งที่คาดหวัง เพียรคอยรักนั้นชั่วชีวัน หมายใจให้รักนั้นแด่คนที่รอคอย
3 ปี ผ่านไป
“เฮรู! ซีน่า! เบนนู!” รับสั่งหาราชองครักษ์คู่พระทัย
“พ่ะย่ะค่ะ!” ราชองครักษ์ทั้ง 3 นายขานรับขึ้นโดยพร้อมเพรียงกัน พร้อมปรากฏกายขึ้นภายในพระตำหนักฟาโรห์
“ใต้ฝ่าพระบาทมีพระประสงค์สิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าราชองครักษ์กราบทูลถาม พร้อมหันไปมองหน้าเพื่อนราชองครักษ์ที่นั่งอยู่เคียงข้างด้วยความสงสัย ซึ่งต่างก็แปลกใจไม่แพ้กัน เมื่อต่างพากันมองเห็นองค์กษัตริย์ฉลองพระองค์เป็นสามัญชน
“เหตุใดฝ่าพระบาทจึงฉลองพระองค์เช่นนั้น ในเมื่อพิธีอภิเษกสมรสเพิ่งจะเสร็จสิ้น อีกทั้งช่วงค่ำต้องคอยต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองจากทุกอาณาจักรซึ่งเดินทางมาแสดงความยินดีให้กับพระองค์ แต่เหตุไฉนจึง...” หัวหน้าราชองครักษ์กล่าวเบาๆ กับเพื่อนที่นั่งเคียงข้างกัน และต้องกล่าวเพียงเท่านั้น เมื่อพระองค์หยุดประทับยืนตรงหน้าตน
“พวกเจ้าแปลกใจที่เห็นข้าเปลี่ยนใส่ชุดสามัญชนกระนั้นสิ ทั้งๆ ที่ข้าเพิ่งจะผ่านพ้นพิธีอภิเษกมาหมาดๆ” ฟาโรห์เซติเอ่ยถามราชองครักษ์คู่พระทัยทั้งสาม
“พ่ะย่ะค่ะ! ฝ่าพระบาทจะเสด็จไปแห่งหนใด พระองค์มีงานเลี้ยงช่วงค่ำกับบรรดาตัวแทนจากอาณาจักรน้อยใหญ่ที่เดินทางมาร่วมอวยพรงานอภิเษกสมรส ยังมีเวลาเตรียมพระองค์พอสมควร หรือว่ามีการศึกบุกเข้าประชิดจักรวรรดิอียิปต์อย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าราชองครักษ์เบนนู กราบทูลถามด้วยความร้อนใจ
“มิใช่ดั่งที่เจ้าคิดหรอกเบนนู ในยามนี้บรรดาอาณาจักรน้อยใหญ่ต่างยอมศิโรราบให้จักรวรรดิอียิปต์ด้วยกันทั้งสิ้น หากแม้นมีอาณาจักรใด หาญกล้าลุกฮือสายภายในจะคอยรายงานให้ข้าได้ล่วงรู้ทันที”
องค์กษัตริย์รับสั่งพร้อมยกพระหัตถ์ใช้ผ้าลินินสีดำยกขึ้นปิดบังพระพักตร์คมคร้ามแสนเร้าใจ เหลือเพียงดวงเนตรอันชวนฝัน พร้อมเสด็จออกจากพระตำหนัก
“ฝ่าพระบาทจะเสด็จไปที่แห่งใดพ่ะย่ะค่ะ!” ราชองครักษ์กราบทูลถามโดยพร้อมเพรียงกัน ต่างรีบลุกขึ้นพร้อมรีบเดินตามเสด็จองค์ฟาโรห์ไปอย่างกระชั้นชิด
“ข้าจะออกไปดูความเป็นอยู่เหล่าพสกนิกรของข้า เป็นเวลานานแล้วที่ข้ามิได้ออกเยี่ยมเพราะติดพันการศึกรอบด้านที่ผ่านมา ว่างๆ แบบนี้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพสกนิกรของข้าดีเสียยิ่งกว่ามานั่งอยู่ในงานเลี้ยงที่น่าเบื่อเช่นนี้”
สิ้นรับสั่งราชองครักษ์ทั้งสามถึงกับมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ต่างรีบก้าวเดินเพื่อตามเสด็จองค์ฟาโรห์ให้ทัน เพราะพระองค์เสด็จพระราชดำเนินอย่างรวดเร็วนำหน้าไปทางตำหนักหลังอันเป็นทางออกของพระราชวังติดกับแม่น้ำไนล์ แต่ก็มิวายที่จะถามด้วยความเป็นห่วงกษัตริย์ของตน
“ฝ่าพระบาทเสด็จออกตรวจเยี่ยมพสกนิกรแบบเงียบๆ เช่นนี้ แล้วงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้มิวุ่นวายหรอกหรือ พ่ะย่ะค่ะกับการที่พระองค์หายไป”
“ปล่อยให้คนที่อยากเป็นราชินีคอยต้อนรับไปสิ หมดหน้าที่ของข้าแล้ว อยากจัดพิธีอภิเษกสมรสข้าก็ตามใจทุกอย่าง อยากเป็นราชินีก็ได้เป็น ข้าทำถูกต้องตามจารีตและกฎมณเฑียรบาลและตามพระบัญชาของเหล่าทวยเทพ สมดั่งใจทุกฝ่าย ในยามนี้ข้าจะทำตามใจข้าเองบ้าง”
รับสั่งขององค์กษัตริย์ทำให้ราชองครักษ์ทั้งสามปิดปากของตนเองโดยพลัน มิกล้าทักท้วงสิ่งใดอีก ในเมื่อทุกสิ่งที่รับสั่งออกมาเป็นจริงทุกประการ พระองค์อุทิศพระวรกายเพื่อปกป้องแผ่นดิน ยอมเสียสละความสุขส่วนพระองค์เพื่อรักษาจารีตประเพณีและกฎมณเฑียรบาลที่ตีกรอบไว้ ทุกลมหายใจเข้าออกพระองค์ทำเพื่อแผ่นดิน เพื่อพสกนิกรและเพื่อรักษาราชบัลลังก์ให้มั่นคงมาโดยตลอด ไม่มีเลยสักคราที่พระองค์จะทำเพื่อตัวเอง
ภายในงานเลี้ยงฉลองพิธีอภิเษกสมรส
เสียงเครื่องดนตรีกำลังบรรเลงขับกล่อมบรรดาทูตจากอาณาจักรน้อยใหญ่ที่มาร่วมอวยพรและแสดงความยินดีให้จักรวรรดิอียิปต์ เมื่อฟาโรห์แห่งอียิปต์ประกาศจัดพิธีอภิเษกสมรส ซึ่งราชินีองค์ใหม่มิได้ผิดโผแต่อย่างใด ยังคงเป็นเจ้าหญิงทูย่า คู่อภิเษกองค์เดิม
และบัดนี้พระนางได้กลายเป็นราชินีของกษัตริย์เมนมาตเร หรือที่รู้จักกันในนามฟาโรห์เซติ สมความมุ่งมาดปรารถนาของพระนางทุกประการ ได้ครอบครองจักรวรรดิอียิปต์อันยิ่งใหญ่และได้ครอบครองบุรุษที่พระนางหลงรักมาตั้งแต่เยาว์วัย ถูกสั่งสอนมาตั้งแต่จำความได้ว่าพระนางคือคู่อภิเษกของกษัตริย์ยอดนักรบ
ทว่าท่ามกลางเสียงดนตรีแว่วหวานและนางรำเอวอ่อนได้รูปสวยกำลังร่ายรำไปตามจังหวะเสียงพิณ บัดนี้พระที่นั่งขององค์กษัตริย์กลับว่างเปล่า คงเหลือแต่เพียงองค์ราชินีประทับนั่งเพียงองค์เดียวท่ามกลางนางกำนัลผู้ใกล้ชิดและราชองครักษ์เฝ้าถวายอารักขากันอย่างเนืองแน่น
พระพักตร์เรียบเฉยไม่แสดงพระอาการใดๆ ออกมา ด้วยพระนางอยู่ในตำแหน่งของราชินีจะแสดงพระอาการดั่งเช่นกาลก่อนหาได้ไม่ ได้แต่เพียงส่งรอยแย้มพระสรวลบางๆ เมื่อเหล่าทูตต่างทยอยมาแสดงความยินดี
“ขอถวายพระพรองค์ราชินีพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเฝ้ารอฟังข่าวมาโดยตลอดว่าจักรวรรดิอียิปต์จะสถาปนาราชินีองค์ใหม่เมื่อใด ทราบแต่เพียงว่าพระนางคือคู่อภิเษกของฟาโรห์เซติแห่งจักรวรรดิอียิปต์
ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงกระหม่อมจึงได้มีโอกาสมาร่วมอวยพรและได้กล่าวแสดงความยินดีกับพระนาง แต่เหตุใดกระหม่อมจึงมิเห็นฟาโรห์แห่งอียิปต์เลยพ่ะย่ะค่ะ” ทูตจากอาณาจักรซีเรียเอ่ยพลางเหลือบมองไปยังพระที่นั่งอันเป็นที่ประทับของฟาโรห์
ราชินีทูย่าทรงแย้มพระสรวลพยายามปรับสีพระพักตร์ให้เป็นปกติ แม้ว่าภายในพระทัยอยากจะกรีดร้องออกมาเพียงใดก็ตาม แต่ทรงทำได้เพียงสงบนิ่ง
“ข้าเป็นตัวแทนแห่งองค์ฟาโรห์เพื่อคอยต้อนรับท่านตลอดจนถึงท่านทูตจากทุกอาณาจักร เหตุที่มิเห็นฟาโรห์แห่งอียิปต์มาในงานเลี้ยงค่ำคืนนี้ด้วยเพราะพระองค์มีข้อราชการอันสำคัญยิ่งที่ต้องรีบเร่งพิจารณา
ข้าจึงออกมาต้อนรับพวกท่านไปพลางก่อน อีกเพียงไม่นานพระองค์ก็จะเสด็จมาประทับ ขอเชิญท่านดื่มกินได้อย่างสำราญ มีสิ่งใดต้องการขอให้บอกเหล่านางกำนัลของข้า” ราชินีทูย่ารับสั่งพร้อมแย้มพระสรวล ก่อนจะทอดพระเนตรไปทั่วบริเวณงานเลี้ยง
“จนป่านนี้แล้วฝ่าบาทยังไม่เสด็จออกมาต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ปล่อยให้ข้าต้อนรับอยู่เพียงลำพัง พระองค์มิเคยเสด็จล่าช้า แต่ไหนแต่ไรมาจะตรงต่อเวลาทุกครั้ง”
ราชินีทูย่ารับสั่งพึมพำเบาๆ พลางชะเง้อคอยทอดพระเนตรหาองค์ฟาโรห์ตลอดเวลาก่อนจะทอดพระเนตรร่างท้วมของนางกำนัลคนสนิท ค่อยๆ คลานเข้ามาพร้อมหมอบลงข้างๆ พระที่นั่ง
“เป็นเยี่ยงไรมูทาร่า ฝ่าบาททรงประทับอยู่ที่ใด เลยเวลามามากแล้วเหตุใดจึงยังไม่เสด็จมาร่วมงานเลี้ยง” องค์ราชินีรับสั่งถามนางกำนัลคนสนิท
ข้างฝ่ายนางกำนัลเมื่อได้ยินองค์ราชินีทรงมีรับสั่งถามด้วยความร้อนพระทัยเช่นนั้น ก็ไม่รู้ว่าจะตอบเยี่ยงไรเพื่อมิให้พระนางรู้สึกเสียพระทัยกับสิ่งที่ตนล่วงรู้มา แต่ถ้าไม่ตอบก็ไม่ได้จึงตัดสินใจตอบตามความเป็นจริง
“กราบทูลองค์ราชินี องค์ฟาโรห์ไม่ได้ประทับในพระตำหนักใดๆ เลยเพคะ พระองค์เสด็จออกจากพระราชวังพร้อมด้วยราชองครักษ์คนสนิทอีก 3 คนเพคะ”
“เจ้าว่าอะไรนะ!” องค์ราชินีหันพระพักตร์กลับมารับสั่งถามด้วยความตกพระทัยเมื่อทรงได้ยินเช่นนั้น
นางกำนัลคนสนิทหมอบราบกับพื้นแทบไม่ทัน เมื่อราชินีทูย่ารับสั่งถามสุรเสียงดัง และเหมือนพระนางจะรู้สึกพระองค์ จึงรีบลดพระสุระเสียงก้มพระพักตร์รับสั่งถามอีกครั้งเพื่อความแน่พระทัย
“เจ้าบอกข้าให้ละเอียดมูทาร่า! ฝ่าบาทเสด็จไปไหน!” ราชินีทูย่ารับสั่งพร้อมตั้งพระทัยฟังนางกำนัลคนสนิท
“กราบทูลพระนาง องค์ฟาโรห์เสด็จออกนอกวังพร้อมกับราชองครักษ์คนสนิท 3 คนเพคะ ทหารที่อยู่ป้อมตรงกำแพงเมืองบริเวณท้ายวังรายงานมาว่า ฝ่าบาทเสด็จออกทางประตูวังติดกับแม่น้ำไนล์พร้อมท่านเฮรู ท่านซีน่าและท่านเบนนู พระองค์เสด็จออกไปหลังจากเสร็จสิ้นพิธีอภิเษกเพคะ”
ราชินีทูย่านิ่งงันไปโดยพลันเมื่อนางกำนัลถวายรายงานเสร็จสิ้น คำถามมากมายพรั่งพรูออกมาทันที
“พระองค์รีบร้อนออกนอกวังเช่นนั้นมีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือไร หรือมีการศึกเกิดขึ้นอีกแต่ไม่ใช่สิในยามนี้ทุกอาณาจักรต่างศิโรราบให้แก่จักรวรรดิอียิปต์ทั้งสิ้น อาณาจักรใดจะมาหาญกล้าลุกฮือขึ้นมาได้ ถ้ามีข้อราชการสำคัญเหตุใดพระองค์ต้องแอบหลบออกไปจากนอกวังเช่นนั้นเล่า” องค์ราชินีรับสั่งกับนางกำนัลคนสนิทเบาๆ
“แต่ถ้าจะว่าไปแล้วหากมีข้อราชการสำคัญยิ่ง ฝ่าบาทไม่เสด็จในยามนี้อย่างแน่นอนเพคะพระนาง เพราะจะทำให้บรรดาแขกต่างๆ มีหัวข้อสนทนาเกิดขึ้นได้ พระองค์เลือกที่จะเสด็จออกไปเงียบๆ ไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้จะเป็นการสะดวกแก่พระองค์ก็อาจเป็นได้เพคะ” นางกำนัลมูทาร่าเอ่ยแสดงความคิดเห็น
“แม้แต่ข้าที่เป็นราชินีก็ไม่ล่วงรู้ที่ฝ่าบาทเสด็จออกนอกวังอย่างนั้นหรือมูทาร่า” พระนางรับสั่งแทรกขึ้นมาโดยพลันด้วยทรงมีความเห็นแตกต่างออกไปอย่างไม่พอพระทัย
เพียงครู่เหมือนพระนางจะนึกถึงบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้
“ฝ่าบาทเสด็จออกนอกพระราชวังเช่นนี้ แล้วคืนนี้ล่ะ ข้าก็ต้องนอนแต่เพียงผู้เดียว ฝ่าบาทไม่ทรงอยู่เข้าเรือนหอกับข้า หากพระองค์เสด็จออกไปแล้วไม่ทรงกลับมาเข้าหอกับข้า ข้าจะทำเช่นไรจะปล่อยให้ข้านอนเฝ้าเรือนหอแต่เพียงลำพังเช่นนี้อย่างนั้นหรือ ไม่นะ...ข้าไม่ยอม! ข้าจะไม่ยอมนอนเดียวดายเป็นอันขาด!” ราชินีทูย่าอยากจะกรีดร้องให้สุดพระสุระเสียงเมื่อทรงคิดได้เช่นนั้น
ทว่าพระนางก็มิอาจแสดงกิริยาเหล่านั้นออกมาได้ ทำได้แต่เพียงประทับนั่งนิ่งๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใครเล่าจะล่วงรู้ว่าภายในพระทัยของพระนางในยามนี้ทรงอยากกรีดร้องให้หายเจ็บพระทัยเป็นยิ่งนัก
อียิปต์ล่าง
บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์
ฟาโรห์เซติประทับนั่งอยู่บนหลังม้า พร้อมด้วยราชองครักษ์ทั้งสามนายเฝ้าคอยถวายอารักขาอยู่ตลอดเวลาองค์กษัตริย์ ฉลองพระองค์เฉกเช่นชาวสามัญชน ฉลองพระองค์นั้นทำมาจากผ้าลินินสีขาวทอแบบหยาบๆ เฉกเช่นบุรุษชาวอียิปต์ทั่วไป
มิได้ใช้ผ้าที่ทอด้วยด้ายทอง มิได้ลงดิ้นตรงปลายผ้าด้วยทองคำ มิได้ยกจีบหลายๆ ชั้นเพื่อแสดงฐานะว่าเป็นองค์กษัตริย์ พระองค์ต้องการเป็นเพียงสามัญชนคนธรรมดาเท่านั้น อาภรณ์เลอค่าหรูหรามากมายรวมไปถึงเครื่องประดับ ถูกถอดออกจากพระวรกายจนหมดสิ้น แม้แต่ฉลองพระบาทก็ยังสวมใส่ฉลองพระบาทที่ทำมาจากต้นกก แทนที่จะทำมาจากต้นปาล์ม ที่ตกแต่งด้วยทองคำ
ไม่เว้นแม้กระทั่งเส้นพระเกศาสีดำสนิทที่มีความยาวคลอเคลียเพียงพระศอเท่านั้น หาได้โกนพระเกศา จนหมดพระเศียรเฉกเช่นชาวอียิปต์ทั่วไป ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้ดูกลมกลืนไม่ตกเป็นเป้าสายตาแต่ถึงกระนั้นก็เถอะ ด้วยวงองค์สูงใหญ่ บึกบึน ภายใต้ผ้าคลุมสีดำทะมึนก็ยังไม่สามารถปกปิดความสง่างามน่าเกรงขามของพระองค์ไปได้แม้แต่น้อย
พระวรกายสูงใหญ่ประทับนั่งบนหลังม้า ทรงทอดพระเนตรปากทางเข้าหมู่บ้านชาวประมงตรงพระพักตร์ วิถีชีวิตของชาวบ้านที่กำลังดำเนินไปกำลังปรากฏให้พระองค์ได้ทอดพระเนตร แต่ละครอบครัวกำลังช่วยกันทำงาน ภรรยาช่วยสามีทำไร่
บางครอบครัวภรรยานั่งดูแลลูกๆ พร้อมทั้งดูแลพืชผักสวนครัว ดูแลเถาองุ่นให้ออกดอกผล เป็นวิถีชีวิตที่มีความสุขเสียนี่กระไร พระองค์ทรงทอดพระเนตรพร้อมแย้มพระโอษฐ์เมื่อเห็นพสกนิกรของพระองค์ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
“ข้าอยากใช้ชีวิตเฉกเช่นสามัญชนสักพัก” จู่ๆ องค์กษัตริย์ทรงรับสั่งออกมา
“หา!” เสียงราชองครักษ์ทั้งสามต่างส่งเสียงร้องออกมาพร้อมกัน
“พวกเจ้าพากันตกใจอะไรกัน” องค์กษัตริย์รับสั่งด้วยความแปลกพระทัย
“จะดีหรือพ่ะย่ะค่ะฝ่าพระบาท จะเกิดภัยขึ้นกับฝ่าพระบาทเอาได้หากมีคนล่วงรู้ว่า พระองค์แท้จริงแล้วทรงเป็นฟาโรห์แห่งอียิปต์ และถ้าหากพำนักอยู่เป็นเวลานานทางธีปส์จะวุ่นวายเพียงใดพ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าราชองครักษ์เบนนูกราบทูลคัดค้านอย่างไม่เห็นด้วย
ฟาโรห์เซติหันกลับไปทอดพระเนตรราชองครักษ์ทั้งสามที่คอยตามเสด็จ พระองค์ทอดพระเนตรเขม็งจนราชองครักษ์ทั้งสามต่างพากันหลบสายพระเนตรไม่กล้าสบพระพักตร์แต่อย่างใดพร้อมสุระเสียงรับสั่ง
“เรื่องนั้นข้าล่วงรู้ดีว่าจะต้องจัดการอย่างไร เฮรู!” ฟาโรห์แห่งอียิปต์รับสั่งพร้อมเรียกชื่อราชองครักษ์หนึ่งในสาม
“พ่ะย่ะค่ะ!”
“เจ้าจงเป็นม้าเร็วเดินทางกลับธีปส์ แจ้งข่าวของข้าให้อุปราชอาเปปและสังฆราชโฮรารับทราบว่าข้าอยู่ที่ใดและให้อาเปปคอยรายงานข่าวเกี่ยวกับข้อราชการให้ข้าได้รู้ทุกระยะ และอย่าให้ผู้ใดล่วงรู้ว่าข้าพำนักอยู่แห่งหนใด” องค์กษัตริย์รับสั่งกำชับ
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!” ราชองครักษ์เฮรูรับคำอย่างแข็งขัน ก่อนจะเอ่ยกราบทูลองค์กษัตริย์
“ฝ่าบาทกระหม่อมขอเสนอความคิดเห็นได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ราชองครักษ์เฮรูทูลถาม
“เจ้าว่ามามีการสิ่งใดอยากถามข้า” องค์กษัตริย์รับสั่งอนุญาต
“กระหม่อมอยากให้ฝ่าพระบาทประทานอนุญาตให้เหล่าองครักษ์มาคอยถวายอารักขาฝ่าพระบาทให้มากกว่านี้พ่ะย่ะค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อความปลอดภัยของฝ่าพระบาท เพราะพวกสอดแนมจ้องที่จะหมายปลิดพระชนม์ชีพของพระองค์อยู่ตลอดเวลายิ่งอยู่นอกพระราชวังเช่นนี้แล้ว สุ่มเสี่ยงเป็นยิ่งนัก จำต้องต้องถวายความปลอดภัยให้แก่พระองค์มากขึ้นไปอีกพ่ะย่ะค่ะ”
“หึหึหึหึ” องค์กษัตริย์ทรงพระสรวลออกมาเบาๆ
“ไม่ต้องหรอกเฮรู...ยิ่งพากันมามากยิ่งทำให้น่าสงสัย ข้ามีพวกเจ้าเพียงสามคนก็เพียงพอแล้ว พากันยกโขยงมากันมากมายมันจะทำให้ข้ารู้สึกไม่เป็นส่วนตัว ข้าอยากใช้ชีวิตเฉกเช่นสามัญชนว่าประชาชนของข้ามีความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง
ยากจน แร้นแค้นหรือประสบปัญหาสิ่งใดข้าจะนำไปแก้ไขให้ประชาชนของข้ามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นไปกว่าเดิม” องค์กษัตริย์รับสั่งอธิบาย จนแล้วจนรอดพระองค์ก็ยังยืนยันเช่นเดิมว่าทรงต้องการความเป็นส่วนพระองค์
ราชองครักษ์ทั้งสามได้แต่นั่งนิ่งเงียบเมื่อได้ยินองค์กษัตริย์ยังคงยืนยันเช่นนั้น หากทรงมีพระประสงค์เช่นนั้นหน้าที่ของราชองครักษ์ต้องถวายการอารักขาอย่างเต็มที่ แม้ภายในใจของทั้งสามจะห่วงองค์กษัตริย์ของพวกตนเป็นยิ่งนักก่อนจะได้ยินฟาโรห์แห่งอียิปต์รับสั่งดังขึ้น
“เบนนู! ซีน่า!” องค์กษัตริย์รับสั่งเรียก
“พ่ะย่ะค่ะ!” ทั้งสองขานรับโดยพร้อมเพรียงกัน
“พวกเจ้าทั้งสองจงไปจัดหาที่พัก ซึ่งข้าและพวกเจ้าต้องพำนักอยู่สักระยะไม่ต้องจัดหาที่พักหรูหราเอาแบบชาวบ้านธรรมดา ข้าไม่ต้องการความแตกต่างจากชาวบ้านแต่ข้าต้องการความเป็นอยู่แบบวิถีชาวบ้านเหมือนประชาชนของข้า พวกเจ้าเข้าใจแล้วนะว่าที่พักธรรมดา...ธรรมดา” ฟาโรห์หนุ่มรับสั่งย้ำหนักย้ำหนา
“พ่ะย่ะค่ะ! เอาแบบธรรมดา ธรรมดา จัดให้เลยพ่ะย่ะค่ะ!” ราชองครักษ์ทั้งสองต่างรับคำอย่างแข็งขัน
“ตามนั้น” องค์กษัตริย์รับสั่งเบาๆ ก่อนจะมีรับสั่งสำทับตามติดมา
“ส่วนเจ้าเฮรู!” องค์กษัตริย์รับสั่งเรียก
“พ่ะย่ะค่ะ!”
“เจ้าออกเดินทางเสียตั้งแต่เพลานี้จะได้ไม่เสียเวลา กว่าจะไปและกลับมาใช้เวลาหลายวันหากมีข้อราชการเร่งด่วนจงรีบเร่งแจ้งให้ข้าได้รู้”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าพระบาท เกล้ากระหม่อมขอทูลลา” ราชองครักษ์เฮรูเอ่ยทูลลาพร้อมถวายบังคมให้แก่องค์กษัตริย์ ก่อนจะบังคับม้าบ่ายหน้ากลับพระราชวังเพื่อรายงานข่าวให้อุปราชอาเปปและสังฆราชโฮราได้ล่วงรู้
กษัตริย์หนุ่มรูปงามค่อยๆ บังคับม้านำหน้าราชองครักษ์ทั้งสอง มุ่งตรงไปยังเป้าหมายคือหมู่บ้านชาวประมงตรงเบื้องพระพักตร์ซึ่งอยู่ใกล้จากสายตา ทว่าในการเดินทางจริงๆ แล้วอยู่ไกลกว่าที่คิด





