มิติมหัศจรรย์

...เมื่อถูกน้องหญิงทั้งสองดึงมือให้บินมาด้วยกัน เกศสุดาจึงถามอย่างงุนงงว่า “อ้าว...น้องเกศกัลยา เจ้าไม่ต้องการสร้อยข้อมือเส้นนั้นแล้วหรือ...ก็เห็นเขาผู้นั้นถืออยู่นี่น่า”

“ตายจริง น้องลืมเสียสนิท มัวแต่ตกใจ” เกศกัลยาเอ่ยเสียงแผ่วเบา “ไม่รู้ว่าเขาเป็นใครกัน ทำไม่ถึงมีแววตาน่ากลัวอย่างนั้น...”

“แต่ผู้ที่สง่างามออกอย่างนั้นต้องเป็นเทวดาแน่ๆ พี่ว่าคงไม่ใช่พวกดุร้ายน่ากลัวหรอก”

“อาจจะจริงอย่างที่พี่หญิงว่า” เกศประภากล่าวอย่างออกจะเห็นด้วยความคิดของพี่หญิงใหญ่

“คงเป็นเทพรักษ์ที่สถิตในต้นไทรนั่นท่านคงเก็บสร้อยของน้องเกศกัลยาได้ น่าเสียดายจริง ถ้าพวกเราย้อนกลับไปเอาสร้อยเส้นนั้นก็จะกลับพระตำหนักไม่ทันเวลาเข้าเฝ้าเสด็จแม่ตอนค่ำ เสด็จแม่จะทรงระแคะระคายได้ว่าพวกเรา

หนีออกมาเที่ยวกัน”

“ช่างเถิดเพคะ สร้อยเส้นนั้น พวกเรารีบกลับภัทรานครดีกว่าเพคะพี่หญิง นี่ก็ใกล้มืดเต็มทีแล้ว” เกศกัลยาพูดอย่างหมดความสนใจในสร้อยข้อมือบุษราคัมเส้นนั้นแล้ว

เมฆดำกลุ่มใหญ่เพิ่งเคลื่อนผ่านไป ดวงจันทร์เพ็ญจึงได้สกาวสุกใสขึ้นอีกครั้ง...ทอแสงสว่างนวลตาลงสู่อุทยานหลวงเบื้องล่าง

จันทราเอย...แสงแห่งท่านสามารถขับไล่เงามืดสลัวเมื่อครู่ให้สลายไป ไยไม่ช่วยขจัดความกลัดกลุ้มทรมานให้ออกไปจากจิตใจของข้า...เกศสุดาคร่ำครวญอยู่ในใจ

นางอดนึกถึงเย็นวันนี้ไม่ได้...ขณะที่น้องหญิงทั้งสองดึงมือนางให้บินกลับภัทรานครด้วยกันนั้น...เกศสุดาได้เห็น...รอยยิ้มอันอบอุ่นปรากฏบนดวงหน้างามราวกับบรรจงปั้นของเขาผู้นั้น...ช่างที่เป็นภาพที่ตราตรึงใจไม่รู้เลือน

“พี่หญิงเพคะ” เสียงอ่อนหวานเรียกเบาๆที่เบื้องหลัง

ทำให้เกศสุดาสะดุ้งตื่นจากภวังค์ความคิด...หันหน้ามายังต้นเสียงจึงค่อยเห็นว่าในห้องนั้นนอกจากตัวนางเองแล้วก็มีน้องหญิงอีกสองเท่านั้น...ไม่มีพี่เลี้ยงนางกำนัลอยู่ปฏิบัติงานดังเคย คาดว่าหากไม่ใช่เกศประภาก็ต้องเป็นเกศกัลยาที่สั่งให้พวกนางออกไป

“คืนนี้...พี่หญิง ไฉนจึงดูหมองเศร้านักเพคะ” เกศกัลยาเอ่ยอย่างเป็นห่วงขณะที่นั่งลงบนตั่งลายทองข้างพระแกลตรงหน้าเกศสุดาพลางกุมมือของผู้หญิงผู้เป็นพี่สาวไว้อย่างปลอบโยน

“มีสิ่งใดที่ทำให้พี่หญิงเป็นทุกข์หรือเพคะ” เกศประภาที่ยืนอยู่ใกล้ๆกล่าวเสริม

“ไม่...ไม่มีอะไรหรอก น้องอย่างได้กังวลเลย” เกศสุดาพยายามกลบเกลื่อน

“น้องรู้สึกว่านับแต่พวกเรากลับจากเที่ยวหิมพานต์แล้ว พี่หญิงก็เหมือนมีความทุกข์ใดในใจ” เกศประภายังไม่ละความพยายามที่จะถามเอาความจริง “หรือว่า...เป็นเพราะเทพารักษ์องค์นั้นเพคะ”

คำคาดเดาอย่างเปะปะของผู้เป็นน้องสะกิดถูกบาดแผลในใจของเกศสุดาเข้าพอดี

นางจึงตอบเสียงสะท้านอย่างระงับไม่ได้ว่า “อย่าได้กล่างอีกเลยน้องเกศประภา พี่...พี่ละอายใจเหลือเกิน...ผิดวิสัยหญิงที่เป็นฝ่ายคิดถึง...เขา”

“โธ่! พี่หญิงก็...เรื่องเช่นนี้ เอ่อ...ไม่ว่าผู้ใดจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน ก็ไม่ควรจะถือเป็นความผิดร้ายแรงนี่เพคะ” หากยังคงเป็นไปอย่างถูกทำนองคลองธรรม” เกศประภากล่าวปลอบเสียงอ่อนโยน

“จริงอย่างที่พี่หญิงเกศประภาตรัสนะเพคะ” ผู้เป็นน้องเล็กสนับสนุน “พี่หญิงอย่าได้กันแสงเลย อีกอย่าง “พี่หญิงของน้องก็งามออกปานนี้ บางทีเขาอาจกำลังคิดถึงพี่หญิงอยู่เช่นกันก็เป็นไปได้เพคะ”

“ไม่ต้องปลอบใจพี่หรอก พี่เข้าใจความหวังดีของน้องทั้งสองแล้วพี่ก็รู้ตัวว่าไม่คู่ควรกับเขา เขาเป็นเทวดา ส่วนพี่เป็นเพียง...นางกินนร” น้ำเสียงเศร้าสร้อย แล้วผู้พูดก็ต้องถอนหายใจอย่างอัดอั้น “พี่จึงพยายามจะหักห้ามใจไม่ไปคิดถึงเขาอีก...แต่...ช่างยากเย็นเหลือเกิน”

“พี่หญิงไยคิดเช่นนั้น พวกเราเป็นเทพกินนรนะเพคะ ถือว่าเป็นสายเลือดสูงสุดของมวลวิหค...มีความเป็นเทพอยู่กึ่งหนึ่ง” เกศประภาแย้งเสียงหนักแน่น แล้วเขาผู้นั้นก็เป็นเพียงเทพารักษ์ที่พิทักษ์พฤกษาอยู่ในป่าหิมพานต์เท่านั้น มิได้สถิตบนสรวงสวรรค์หรือมีทิพย์วิมานครอบครอง จึงไม่อาจนับว่าเขามีศักดิ์ศรีสูงส่งสง่ากว่าเทพกินนรอย่างพวกเราได้หรอกเพคะ

“น้องเองก็กำลังคิดอยากได้สร้อยข้อมือบุษราคัมนั้นคืนพอดีเพคะพี่หญิง” เกศกัลยาเอ่ยอย่างหาเหตุผลนำทาง แล้วจัดแจงสรุปท้ายว่า “พรุ่งนี้พวกเราไปที่นั่นกันแต่เช้านะเพคะ น้องจะได้ขอสร้อยคืนจากเขา”

...ไทรใหญ่ยังคงยืนต้นมหึมาแข็งแรง โยกใบเขียวเข้มเป็นมันไปมาในสายลมอ่อน

นางกินรีน้อยทั้งสามจับเจ่าเฝ้ารออยู่ในบริเวณนั้นแต่เช้าจรดเย็นก็ไม่เห็นผู้ที่พวกนางเข้าใจว่าเป็นเทพารักษ์ปรากฏกายอีก

สีหน้าของเกศสุดาจึงสลดลงอย่างผิดหวัง

“อย่างเพิ่งท้อแท้สิเพคะพี่หญิง โอกาสอื่นยังมีอีก...น้องเชื่อแน่ว่าพี่หญิงจะต้องได้พบกับเขาอีก” เกศประภาให้กำลังใจ

แล้วกินรีทั้งสามนางก็พากันบินกลับภัทรานคร พร้อมๆกับความมืดสลัวแห่งราตรีกาลเริ่มโรยตัวปกคลุมไปทั่วป่าอาถรรพณ์อันกว้างไพศาล...

...ท่ามกลางหรีดหริ่งเรไรที่ระงมอยู่รอบๆ ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นใกล้กับไทรมหึมาที่ทอดเงามืดครึ้ม...รัศมีเรืองรองจากร่างนั้นทำให้บริเวณใกล้เคียงพลอยเห็นกระจ่างไปด้วย

“ท่านเทพารักษ์ โปรดออกมาพบเราสักครู่เถิด” ผู้มาใหม่เอ่ยเรียบๆ

“เทวะ...มีกิจใดจะใช้จะใช้ข้าพเจ้าหรือ” พร้อมกับเสียงตอบเทพารักษ์ผู้มีเส้นผมขาวโพลน ใส่อาภรณ์สีขาวสะอาด ขลิบแทบเงินแถวขอบคอ แขน และชายของเสื้อคลุมตัวหลวม สวมหมวกทรงแหลมสีเดียวกัน ก็เดินออกมาจากต้นไทร มายืนอย่างนอบน้อมอยู่เบื้อหน้าเจ้าของรัศมีเรืองรอง

“เราคืออมรเทพ เป็นบริวารแห่งองค์พระเสาร์พระผู้เป็นเจ้า เราอยากจะถามท่านถึงเรื่องที่เกี่ยวกับนางกินรีน้อยทั้งสามที่เพิ่งจากไปเมื่อสักครู่ ท่านพอจะรู้หรือไม่” เจ้าของรัศมีเรืองรองถาม

“เท่าที่ข้าพระเจ้ารู้ กินรีทั้งสามคือราชธิดาของท้าวธุมราชจอมกินนรผู้ครองภัทรานครซึ่งตั้งอยู่ที่เชิงเขาวินธัย กับพระมเหสีเกศินี พระธิดาองค์พี่ชื่อเกศสุดา รองลงมาก็คือเกศประภา ส่วนเกศกัลยานั้นเป็นน้องเล็ก”เทพารักษ์ผมขาวเล่า “ท้าวธุมราชก็ทรงเป็นผู้เรืองฤทธาอาคมแกร่งกล้ายิ่ง จนเลื่องลือไปทั่วหิมพานต์ทีเดียว...ดังนั้นจึงไม่มีผู้ฤทธิ์หรือยักษ์มารใดกล้ารังควานต่อเหล่าเทพกินนร...และก็ด้วยเหตุที่ไม่เคยมีเภทภัยให้หวาดหวั่นนี้เอง ธิดาทั้งสามจึงชอบหลบเหล่าพี่เลี้ยงนางกำนัลออกมาเที่ยวเล่นในป่าหิมพานต์กันตามลำพังเช่นนี้เสมอ”

แล้วพวกนางมีคู่หมายหมั้นหรือยัง” อมรเทพถามขึ้นเมื่อเห็นคู่สนทนาเงียบไป

“โปรดอภัยด้วยเถิดเทวะ...ข้อนี้ข้าพระเจ้าไม่ทราบเลย” น้ำเสียงที่ตอบสั่นสะท้านเล็กน้อยด้วยเกรงบารมีของ

อีกฝ่าย

“ไม่เป็นไร...อย่างได้กังวลเลยท่านเทพารักษ์ เรื่องนี้ไว้เราจะไปถามจากพระเสื้อเมืองแห่งภัทรานครเอง...ขอบใจท่านมากที่ให้ความกระจ่างแก่เรา” กล่าวจบคำ อมรเทพกลายร่างเป็นกลุ่มรัศมีพุ่งวาบจากไป

Chapters
Customize
Next Chapter

เรื่องที่คุณน่าจะชอบ

Logo
ศูนย์รวมซีรีส์สั้นออนไลน์ที่ดีที่สุดสำหรับคุณ ครบจบในที่เดียว ทั้งตัวอย่างตอนฟรี ข้อมูลนักแสดงแบบจัดเต็ม และลิงก์ไปยังแพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการ
©2026 PinesDramas สงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ