7Leaders วางแผนให้เพื่อนรัก เล่มที่ 4 ของซีรี่ย์

เสียงของบรรยากาศวุ่นวายภายในงานนิทรรศการ เริ่มเบาบางลงมาก เหลือเพียงกลุ่มนักศึกษาฝ่ายกิจกรรมจัดบูธที่กำลังช่วยกันเก็บกวาดพื้นที่ ตามแต่ละคณะ 

ซึ่งผมเองก็เป็นฝ่ายกิจกรรมจัดบูธด้วยเช่นกัน และหน้าที่รับผิดชอบหลัก ๆ คือ การจัดเก็บ จัดการ จัดหา จัดสรร สร้างสรรค์ เอาเป็นว่าทำทุกอย่าง นี่แหละหน้าที่ของผม ถ้าจะให้นิยามตามหลักวิชาการ หรือตามคำเรียกแบบสังคมนิยมก็เรียกตำแหน่งหน้าที่ของผมว่า ประธานสโมสร 

(เฮ้อ~) 

ครับ นั่นแหละ

“พี่โนอาคะ ให้เก็บของที่ขายไม่หมดไว้ไหนดีคะ?” ผมหันมองกล่องใบใหญ่ที่บรรจุของที่ยังขายไม่หมดอย่างชั่งใจ

“เดี๋ยวพี่จัดการเองครับ” และตอบกลับรุ่นน้องไป โดยที่ยังไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับกล่องใบนั้นยังไง 

“ค่า ถ้าพี่โนอามีอะไรให้กิ๊ฟช่วยก็บอกมาได้เลยนะคะ เต็มใจช่วยเต็มที่ค่ะ” อีกอย่าง ผมก็ไม่ชอบสายตาหวานเยิ้มของรุ่นน้องปีสองคนนี้ด้วยนั่นแหละ จึงรีบบอกปัดไปก่อน 

“ครับ ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้วล่ะครับ น้องไปพักเถอะ” ผมพูดพรางเก็บสายไฟที่ระโยงรยางค์ใส่กล่อง และพยายามทำตัวให้วุ่นวายที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการพูดคุยต่อบทสนทนา 

“เอ๊ะ? ยังเหลือของให้เก็บอีกเยอะเลยนี่คะ ให้กิ๊ฟช่วยได้นะ ไม่ต้องเกรงใจเลยค่ะ” แต่ยังไม่วายจะโดนตื้อ 

ผมลอบถอนหายใจอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้โดนจับได้ว่าเริ่มรำคาญ ก่อนจะหันไปมองรุ่นน้องผู้หญิงที่ชื่อกิ๊ฟ และยิ้มอย่างเป็นมิตรให้ได้มากที่สุด “ถ้างั้น น้องช่วยเก็บพวกผ้าปูโต๊ะกับอุปกรณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ใส่กล่องนั้นให้หน่อยนะครับ แล้วก็ฝากเอาไปเก็บที่ตึกคณะให้ด้วยครับ” 

“โอเคได้เลยค่ะ! พี่โนอาขอร้องทั้งทีนี่คะ เดี๋ยวกิ๊ฟจัดการให้ค่ะ” รุ่นน้องคนเดิมมีท่าทีตื่นเต้นดีใจ เมื่อผมสั่งงานให้เจ้าตัวเสร็จ แถมเสียงพูดก็ดังจนคนรอบข้างหันมองเป็นตาเดียว ส่วนผมก็ทำได้แค่พยักหน้ารับอย่างช่วยไม่ได้ 

จากนั้น รุ่นน้องที่เต็มใจน้อมรับคำสั่งงานจากผมก็กระตือรือร้นเก็บของใส่กล่อง พร้อมกับหันมาส่งยิ้มให้ผมไปพราง เป็นอะไรที่น่ารำคาญใจไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ด้วยหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของการเป็นประธานสโมสร ที่พึ่งได้รับตำแหน่งสด ๆ ใหม่ ๆ ด้วยความไม่เต็มใจ จึงต้องเก็บอารมณ์ความรู้สึกด้านลบเหล่านั้นไว้ เพื่อให้การทำงานออกมาดีและมีปัญหาให้น้อยที่สุด 

ไม่น่าเชื่อ ก็คงต้องยอมเชื่อนั่นแหละ คนอย่างผมที่ทำตัวปีกวิเวกไร้ตัวตนอยู่มาจนถึงปีสาม ดันได้รับหน้าที่ประธานสโมสรที่ใคร ๆ ก็ต่างอยากได้ ใคร ๆ ที่ว่าคือคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการอำนาจในการสั่งการ ซึ่งผมไม่ต้องการ แต่เหล่าผู้หลักผู้ใหญ่กลับให้ค่าผม ที่ไม่มีความใฝ่ฝันในตำแหน่งนี้เลยเนี่ยสิ ย้อนแย้งจนน่ารำคาญ 

“เก็บของพวกนี้ไว้ไหนดีล่ะ?” ผมชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเสียงของใครบางคนที่ผมคอยตั้งใจดักฟังอยู่ตลอดเวลาพูดขึ้น เพราะเธอคนนี้ไม่ค่อยพูดอะไรมากนักเท่าไหร่ และเจอตัวได้ยากอยู่พอสมควร ทำให้ผมต้องคอยเฝ้าดูเฝ้าสังเกตการณ์เอาเอง 

“ต้องถามโนอาว่าจะให้เก็บไว้ไหน แล้วเดี๋ยวฉันมานะมาเฟีย ต้องไปช่วยไอซ์ล้างอุปกรณ์ก่อน เจอกันที่ตึกคณะเลยนะ ไปล่ะ” 

“อ้าว! เดี๋ยวสิ แล้วฉันล่ะ” 

“เธอก็ช่วยตรงนี้ไปก่อนไง แล้วจะทักหาตอนล้างอุปกรณ์เสร็จนะ” 

“แต่ว่า…” 

แต่ความย้อนแย้งน่ารำคาญของการได้รับผิดชอบตำแหน่งนี้ ก็มีประโยชน์ต่อผมอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะตั้งแต่ขึ้นปีสามและได้รับหน้าที่เป็นประธานสโมสรมา ผมก็ได้พูดคุยใกล้ชิดกับมาเฟียมากขึ้น มากกว่าตอนปีหนึ่งปีสองที่ไม่เคยได้เฉียดใกล้เลยด้วยซ้ำ

“นี่นาย ให้ฉันเก็บของพวกนี้ไว้ไหน มันไม่มีกล่องให้เก็บแล้วอ่ะ” ผมพยายามเก็บอาการตื่นเต้นของตัวเอง ก่อนจะหันมองมาเฟียที่ยืนอยู่ข้างหลังผมในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก 

“งั้นเธอก็ถือไว้แบบนั้นแหละ แล้วเอาไปเก็บที่ตึกคณะพร้อมกันกับฉัน ฉันจะยกกล่องนั้นไปพอดี” ผมพูดด้วยน้ำเสียงเป็นจริงเป็นจัง ถึงแม้ภายในจะกระสับกระส่ายไม่ไหวแล้วก็ตาม

“เอาทิ้งเลยไม่ได้หรอ? ยังไงก็ไม่ได้ใช้อีก” อันที่จริงก็ทิ้งได้เลยตามที่มาเฟียพูด 

“ยังไม่ต้องทิ้งหรอก เก็บไปด้วยดีกว่า เผื่อมีใครอยากใช้ประโยชน์มันไง” แต่ผมกลับแสดงบทบาทเป็นนักรักษ์โลก พร้อมกับเดินไปยกกล่องใบใหญ่ “ตามมาสิ” ก่อนจะหันไปเรียกมาเฟีย ที่กำลังยืนมองใบโบชัวร์ในมือของตัวเองนิ่ง 

และนี่แหละ ประโยชน์ของการเป็นประธานสโมสรคณะ เพราะไม่ว่าคำพูดไหนที่ออกจากปากผมก็ดูน่าเชื่อถือ และต้องเชื่อฟังทำตามด้วย แม้แต่คนดื้อเงียบหัวรั้นอย่างมาเฟียก็ต้านตำแหน่งหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์นี้ไม่ได้

พูดให้ดูยิ่งใหญ่ไปงั้น แต่อันที่จริงก็แค่นั้นแหละนะ ปกติผมไม่ชอบใช้อำนาจในทางที่ไม่ชอบหรอก แต่พอลองใช้กับผู้หญิงจอมหยิ่งผยองคนนี้แล้วได้ผล ก็เลยถือดีใช้มาเรื่อยๆ

เพราะสุดท้ายมาเฟียก็ยอมเดินตามผมมาโดยดี…

“ทำไมเมื่อวานเธอไม่เข้าคลาสเรียนภาคบ่ายล่ะ?” ผมเอ่ยถามคนข้าง ๆ ระหว่างที่เราสองคนเดินไปตึกคณะพร้อมกัน

แต่อีกฝ่ายทำเอาซะผมลุ้นไปกับคำตอบ เพราะเจ้าตัวช่างเงียบซะเหลือเกิน “เรื่องของฉันน่ะ” 

และนี่คือคำตอบที่ได้ แต่ถึงจะออกไปแนวปิดกั้นก็ตามทีเถอะ “เพราะเรื่องของเธอไง ฉันถึงอยากรู้” ยังไงคนอย่างผมก็ไม่ยอมโดนปิดกั้นอย่างไม่ยุติธรรมแบบนี้หรอกนะ

“นายจะอยากรู้เรื่องของฉันไปทำไมนักหนา? สนใจแค่เรื่องของตัวเองไปเถอะน่ะ” ถ้าคนอื่นฟังคงมีสะอึกบ้างแหละ ไอ้ประโยคห้วน ๆ ชวนหาเรื่องสไตล์มาเฟียเนี่ย “อีกอย่าง ทำไมต้องเจาะจงแค่ฉันด้วย? ฉันไม่ชอบที่คนอื่นเข้าใจผิด” 

ผมขมวดคิ้วสงสัยกับคำพูดประโยคท้ายของมาเฟีย และแปลกใจที่เห็นสีหน้าเคร่งเครียดที่อยู่ดี ๆ ก็มาแทนที่หน้าเรียบเฉยซะงั้น “เข้าใจผิดเรื่องอะไร?” ผมแกล้งถามไปงั้น เพื่อเช็คดูความถูกต้องตรงกันของเรื่องเข้าใจผิดที่ว่า 

มาเฟียหันมองผมก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ ดูเหนื่อยหน่ายและปลงในเวลาเดียวกัน “นายไม่สังเกตคนรอบข้างตัวเองเลยสินะ เวลานายเข้ามาพูดคุยกับฉันเหมือนเราสนิทกัน มันทำให้คนอื่นมองเราแปลก ๆ และเข้าใจผิดไปกันใหญ่ว่าเรากำลังคบหากันอยู่ เข้าใจแล้วใช่ไหม? ว่าไม่ควรทำแบบนั้นอีก” เป็นประโยคตักเตือนแบบรวบรัดตัดความ ที่ชัดเจนตรงไปตรงมาที่สุด แต่ผมกลับรู้สึกดีแฮะ เป็นงั้นไป 

ผมยิ้มกริ่มกับตัวเอง ขณะที่อีกฝ่ายไม่ได้สนใจมองด้วยซ้ำ “ก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องราวใหญ่โตอะไรเลยนะ ทำไมต้องห้ามฉันไม่ให้ทำแบบนั้นด้วยล่ะ? เธอซะอีกที่แปลกประหลาด” ผมพูดด้วยน้ำเสียงปกติ คล้ายกับว่าหัวใจไม่ได้เต้นแรง แต่เปล่าเลย มันกำลังทำงานหนักกว่าอวัยวะส่วนอื่นในร่างกายของผมซะอีก 

แต่เสียงที่ดังกว่าหัวใจของผมเห็นจะเป็นเสียงพ้นลมหายใจของมาเฟีย “สำหรับฉันคือเรื่องใหญ่ไง ฉันไม่ชอบ เพราะฉะนั้นห้ามทำอีก” และเมื่อเจ้าตัวพูดจบ ก็รีบเดินนำผมไปทางเข้าตึกคณะอย่างไว ทิ้งให้ผมยืนงงกับคำห้ามปามที่ไม่มีเหตุผล และฟังยังไงก็ไม่ยุติธรรมเอาซะเลย 

ย้อนกลับไปตอนปี 1 

“มาเฟีย ฉันตามหาตัวเธอตั้งนานแหน่ะ หายไปไหนมาเนี่ย?” เพื่อนร่วมสาขาคนหนึ่งทักท้วงขึ้น ในระหว่างพักเบรกของคลาสเรียน 

แต่กลับทำให้ผมสนใจหันไปมองตาม และได้เห็นใครบางคนที่ผมมองหามาตั้งแต่เริ่มคลาสเรียน กำลังเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดูไม่มีความทุกข์ร้อนอะไรเลย แม้ว่าตัวเองจะเข้าคลาสเรียนสายไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วก็ตาม 

“ฉันหลงทางน่ะ หาห้องเรียนไม่เจอ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงปกติ และเดินผ่านผมไปนั่งกับเพื่อนของตัวเอง 

“จริงหรอเนี่ย? ฮา ๆ ๆ หลงไปที่ไหนมาล่ะ?” ถึงแม้เสียงพูดคุยของทุกคนในห้องจะดังแข่งกันจนฟังอะไรไม่รู้เรื่อง แต่ดูเหมือนว่าผมจะติดตั้งระบบดักฟังไว้แค่บทสนทนาของสองคนข้างหลัง ที่นั่งถัดจากผมไปสองโต๊ะ

“หลงไปที่ห้องจิตรกรรมของรุ่นพี่ปีสามมาอ่ะ ก็เลยถามรุ่นพี่นั่นแหละว่าห้องปีหนึ่งอยู่ไหน” ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องสนใจรายละเอียดของชีวิตใครขนาดนี้ แต่ผมกลับให้ความสนใจกับมาเฟีย คนที่พึ่งเจอกันครั้งแรกในคืนวันสุดท้ายของการรับน้อง

เพราะอะไร? ทำไมถึงสนใจ? ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน…

“โนอา พักเที่ยงไปกินข้าวที่ตึกพยาบาลกันไหม? เห็นว่าที่นั่นอร่อยดีนะ” ผมสะดุ้งตกใจเล็กน้อย เมื่อเพื่อนที่นั่งข้างกันพูดขึ้น 

“ไปกินทำไมตั้งไกล อาหารใต้ตึกเราก็อร่อยเหมือนกันแหละน่ะ ไม่ไปอ่ะ ขี้เกียจเดิน” ผมตอบกลับไปอย่างธรรมชาติ เพราะผมกับเพื่อนคนนี้สนิทกันแล้วตั้งแต่ตอนรับน้อง

“ไม่ใช่อาหารสิวะ หมายถึงสาว ๆ ต่างหากเล่า ทำไมทีเรื่องแบบนี้ถึงซื่อบื้อจังเลยมึงเนี่ย” ไอ้บอนไซพูดขึ้นด้วยสีหน้าเอือมระอา ก่อนจะส่ายหัวยิ้มขำให้ผมซ้ำอีก 

“เสียเวลาน่ะ มึงอยากไปก็ไปกับไอ้อาร์ตสองคนแล้วกัน” แน่นอนว่าผมไม่ใส่ใจ ยิ่งเป็นเรื่องสาว ๆ ที่พวกมันตื่นเต้น ผมยิ่งไม่สนใจไปกันใหญ่ เพราะผมเจอมาจนเบื่อแล้วยังไงล่ะ

“อะไรวะ ถ้ามึงไม่ไปด้วย สาว ๆ ก็ไม่มองพวกกูอ่ะดิ น๊า~ ไปด้วยกันเถอะ ไปเป็นพล็อพประกอบฉากให้พวกกูหน่อยนะ” ไอ้บอนไซถึงกับทำท่าทางอ้อนวอนใส่ผมแบบเป็นจริงเป็นจัง

“ถือซะว่าเปลี่ยนร้านอาหารใหม่น่ะ ไปด้วยกันเถอะ จะได้จบ ๆ” และตามด้วยไอ้อาร์ตพูดเสริมให้ ในขณะที่ก้มหน้าวาดรูป ท่าทางของเพื่อนคนนี้ก็ดูไม่มีความสนอกสนใจอะไรเหมือนกันกับผมนั่นแหละ แต่ติดตามใจเพื่อนไปหน่อยแค่นั้นเอง

“นะ ๆ ๆ ไปด้วยกัน มึงแค่นั่งกินข้าวเฉย ๆ เลย ไม่ต้องส่งสายตายิ้มหวานอะไรหรอก เดี๋ยวกูทำให้เอง” ไอ้บอนไซยิ่งตื้อมากขึ้นไปอีก เมื่อได้รับการสนับสนุนจากไอ้อาร์ต 

ส่วนผมได้แต่ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย แต่ก็ยอมพยักหน้าตอบรับคำชวนของเพื่อนทั้งสอง “เออ ไปก็ไป” ก่อนจะทำทีเป็นเล่นโทรศัพท์ เพื่อหนีความรำคาญใจจากการพูดคุยเรื่องราวทั่วไปกับพวกมันต่อ 

“ดีมากเว้ย! ต้องแบบนี้สิวะ” ไอ้บอนไซพูดส่งท้ายด้วยท่าทางตื่นเต้นดีใจ ก่อนจะหันไปสนใจโทรศัพท์ของตัวเองเช่นเดียวกัน 

3 ชั่วโมงต่อมา 

ผมไม่น่าตอบตกลงพวกมันเลย ไม่งั้นคงได้นั่งกินข้าวสบายใจใต้ตึกคณะเสร็จไปแล้ว คงไม่ต้องมายืนต่อแถวยาวรอซื้อข้าวนานขนาดนี้

“กูเปลี่ยนใจล่ะ พวกมึงอยากรอก็รอไปเถอะนะ กูจะกลับไปที่ตึกคณะ” เมื่อคิดได้ว่าไม่ควรเสียเวลา ผมก็รีบเดินออกจากแถวทันที 

หมับ!

“เฮ้ย! เดี๋ยวดิวะ ใกล้ถึงแล้วเนี่ย ใจเย็น ๆ สิเพื่อน” แต่ก็โดนไอ้บอนไซคว้าแขนเสื้อไว้ได้ซะก่อน ทำให้ผมหลบหนีไม่สำเร็จอย่างที่ใจคิด

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะปัดมือเพื่อนจอมตื้อออกอย่างไม่ใยดี “ไม่รอแล้วว่ะ เสียเวลาพักผ่อนหมด” และหันหลังเตรียมเดินหนีจากพวกมันทั้งสองคนอีกครั้ง

ฟุบ!

“โอ้ย!” 

แต่ด้วยความรีบอีกนั่นแหละ เป็นเหตุให้ชนใครบางคนเข้าเต็มแรง แต่คราวนี้ผมมือไวคว้าร่างบางไว้ได้ทัน ทำให้ตอนนี้เราสองคนคล้ายกับว่ากำลังกอดกันอย่างแนบชิด อยู่ท่ามกลางโรงอาหารที่มีนักศึกษานับร้อย

“นายอีกแล้วหรอเนี่ย?” นั่นสิ ทำไมเป็นเธออีกแล้วล่ะเนี่ย 

เดจาวู เค้าเรียกกันแบบนี้ใช่ไหม? เหตุการณ์ที่เหมือนเกิดขึ้นไปแล้ว และกลับมาเกิดขึ้นซ้ำ ๆ หรือในกรณีของผมอาจจะเรียกว่า ‘บังเอิญ’ รึเปล่านะ?

มาเฟียรีบผละผมออกทันทีเมื่อเจ้าตัวได้สติ ส่วนผมก็เหมือนจะได้สติแต่ก็อาจจะไม่เต็มที่เท่าไหร่นัก “เธอนั่นเอง มากินข้าวที่นี่หรอ?” แต่ช่างมันเถอะ ทั้งเรื่องสติของผม ทั้งเรื่องทฤษฎีจิตวิทยาอะไรนั่นด้วย มันไม่มีผลกับผมนักหรอก เพราะถ้าผมอยากสร้างเรื่องให้บังเอิญก็ทำเองได้ไม่ยาก

มาเฟียขมวดคิ้วมุ่ยมองหน้าผมด้วยสีหน้าไม่ชอบใจ “อืม” 

….??

แค่เนี้ย?

ตอบแค่นี้จริงดิ?

“พวกเธอสองคนรู้จักกันหรอ? ไม่เห็นเธอเล่าให้ฉันฟังเลยมาเฟีย” เพื่อนที่มาพร้อมกันกับมาเฟียพูดขึ้น พรางหันมองหน้าผมกับมาเฟียสลับไปมาด้วยสีหน้าสงสัยใคร่รู้ รวมถึงเพื่อนทั้งสองคนของผมก็มีอาการมึนงงไม่ต่างกัน

“เปล่า ไม่รู้จักหรอก รีบไปต่อแถวเถอะ” แต่แล้วคำตอบของอีกคน ก็เล่นทำเอาผมหน้าเหวอไปเลย แถมยังเดินหนีไปคนเดียว ปล่อยให้ทุกคนยืนงงเป็นไก่ตาแตกและใช้จิตนาการกันเอาเอง ถึงเหตุการณ์ด่วนที่พึ่งเกิดขึ้นไปเมื่อสักครู่ 

ไม่คิดเลยว่ามาเฟียจะตอบหักหามน้ำใจผมขนาดนี้ ทั้งที่รู้ชื่อกันไปแล้ว แต่กลับบอกว่าไม่รู้จักเนี่ยนะ ไม่ยุติธรรมเอาซะเลย 

(ผู้หญิงอะไรหยิ่งผยองชะมัด)

อ่านต่อ
อ่านนิยายฉบับเต็มได้ที่ Moboreader
Uปลดล็อกทุกตอน
ค้นหา “251KAT” บน Moboreader เพื่ออ่านหนังสือฉับเต็ม
คัดลอกรหัสและค้นหาในแอป Moboreader เพื่ออ่านต่อ
251KAT
novels.copy
ไปที่เว็บไซต์ทางการ
รายชื่อตอน
ปรับแต่ง

เรื่องที่คุณน่าจะชอบ

Logo
ศูนย์รวมซีรีส์สั้นออนไลน์ที่ดีที่สุดสำหรับคุณ ครบจบในที่เดียว ทั้งตัวอย่างตอนฟรี ข้อมูลนักแสดงแบบจัดเต็ม และลิงก์ไปยังแพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการ
©2026 PinesDramas สงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ