อลิสา วงศ์วิวัฒน์ POV:
สามวันต่อมา ฉันนั่งอยู่ในรถฝั่งตรงข้ามร้าน ‘The Gilded Cup’ คาเฟ่สุดฮิปใจกลางเมือง งานรับรางวัลที่อาร์มต้องเข้าร่วมจะจัดขึ้นในอีกหนึ่งสัปดาห์ เวลาเหมือนนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลัง และทุกวินาทีคือจังหวะกลองของเป้าหมายใหม่ที่เยือกเย็นของฉัน
โทรศัพท์ฉันสั่นด้วยข้อความจากเขา
อาร์ม: คิดถึงนะ บ่ายนี้ประชุมน่าเบื่อมาก อยากกลับบ้านไปอยู่กับคุณจัง รักนะ
ถ้อยคำเหล่านั้นเป็นเพียงอากาศธาตุ ไร้ความหมายและน่าดูถูก ฉันมองดูรถซีดานสีดำเงาของเขาจอดเทียบฟุตบาท เขาลงจากรถ แต่งตัวไร้ที่ติ รอยยิ้มมีเสน่ห์ประดับบนใบหน้าขณะที่เขาคุยโทรศัพท์ AirPods เสียบอยู่ในหู
ฉันไม่ได้ยินคำพูดของเขา แต่ฉันรู้โทนเสียงนั้น มันเป็นน้ำเสียงสำหรับคนนอกของเขา—มั่นใจ อบอุ่น น่าดึงดูด เขาคงกำลังคุยกับหุ้นส่วนธุรกิจหรือลูกค้า
แล้วฉันก็เห็นสีหน้าเขาเปลี่ยนไป รอยยิ้มเสแสร้งหายไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาของความกระหายที่ร้อนรน น้ำเสียงของเขา แม้จะอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน ก็ดูเหมือนจะลดต่ำลง กลายเป็นส่วนตัวและเร่งรีบมากขึ้น
“ผมถึงแล้ว คุณอยู่ไหน” เขาพูด สายตาสอดส่ายไปตามถนน “ไม่ ผมบอกแล้วไง ประตูหลัง ตรงซอยบริการนั่นแหละ รีบมาเลย”
เขากดวางสายแล้วเดินอย่างรวดเร็วราวกับนักล่า หายเข้าไปในซอยแคบๆ ข้างร้านกาแฟ ซอยนั้นนำไปสู่ทางเข้าสำหรับพนักงานของโรงแรม ‘ดิ แอทธิงตัน’ โรงแรมบูทีคที่เชื่อมต่อกับคาเฟ่ โรงแรมเดียวกับที่พูดถึงในข้อความนั่น
มือฉันกำพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ร่างกายสั่นสะท้าน เป็นแรงสั่นสะเทือนความถี่ต่ำของความโกรธแค้นบริสุทธิ์ นี่ไม่ใช่ความโศกเศร้า มันคือบางสิ่งที่แข็งกร้าวกว่า คมกว่า มันคือความรู้สึกของการถูกหลอมให้เป็นอาวุธ
ฉันลงจากรถ เคลื่อนไหวอย่างสุขุม ฉันเดินตามทางของเขาเข้าไปในซอยสกปรก กลิ่นขยะและเบียร์เก่าๆ ติดอยู่ในอากาศ ฉันเห็นเขาใช้คีย์การ์ดแล้วแวบเข้าไปในประตูข้างที่ไม่เด่นของโรงแรมดิ แอทธิงตัน ห้อง 207
เขาไม่ต้องเช็คอินด้วยซ้ำ เขามีคีย์การ์ด นี่มันเป็นเรื่องปกติ
ฉันไม่ได้ตามเขาเข้าไป แต่ฉันเดินกลับไปที่ทางเข้าด้านหน้าของโรงแรม ใบหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันยืนอยู่ใกล้ลิฟต์ แกล้งทำเป็นส่งข้อความในโทรศัพท์
นาทีผ่านไปราวกับชั่วนิรันดร์ สิบนาที ยี่สิบ สามสิบ ทุกนาทีคือชั้นของความโสโครกที่เคลือบทับชีวิตแต่งงานยี่สิบปีของฉัน ฉันจินตนาการถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในห้อง 207 ความคิดนั้นไม่ได้ทำให้น้ำตาไหล มันนำมาซึ่งสมาธิที่เยือกเย็นและกระจ่างชัด
ฉันจะไม่เป็นเมียขี้โวยวายที่ทุบประตู ฉันจะไม่สร้างเรื่อง การแก้แค้นของฉันจะเยือกเย็น คำนวณมาอย่างดี และเกิดขึ้นต่อหน้าสาธารณชน
สี่สิบห้านาทีต่อมา ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วโทรหาเขา
เขารับสายในกริ๊งที่สอง เสียงหอบหายใจ “ว่าไงที่รัก มีอะไรรึเปล่า”
เสียงเสแสร้งห่วงใยของเขาที่ซ้อนทับกับเสียงหายใจหอบกระเส่า มันน่าขยะแขยงจนฉันแทบจะอาเจียน
“อาร์ม” ฉันพูด เสียงของฉันเหมือนคนแปลกหน้า—สั่นเครือ อ่อนแอ ฉันใส่ความตื่นตระหนกลงไปในน้ำเสียง “คุณอยู่ไหนคะ ฉัน...ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเลย”
“อะไรนะ เป็นอะไรไป” เขาถาม ความกังวลที่ฝึกฝนมาอย่างดีไหลออกมาอย่างง่ายดาย “พี่กำลังประชุมอยู่ ใกล้จะเสร็จแล้ว ที่ออฟฟิศสาขา”
คำโกหก ง่ายดายเหลือเกิน เนียนสนิท
“ฉันคิดว่า...ฉันคิดว่าฉันกำลังแพนิก” ฉันกระซิบ ปล่อยให้เสียงสั่นเครือ “เจ็บหน้าอก ฉันอยากให้คุณกลับบ้าน ได้โปรด”
เงียบไปชั่วครู่ ฉันแทบจะได้ยินเสียงสมองเขาทำงาน กำลังชั่งน้ำหนักระหว่างเมียป่วยกับความสุขชั่ววูบราคาถูก
“ได้สิที่รัก ได้เลย พี่ออกไปเดี๋ยวนี้เลย อีกยี่สิบนาทีถึง แค่หายใจลึกๆ ไว้นะ พี่กำลังไป”
เขาวางสาย
ฉันแอบตัวอยู่ในซอกเล็กๆ ใกล้ประตูหนีไฟ หัวใจเต้นรัวเป็นจังหวะอยู่ในอก วินาทีต่อมา ประตูห้อง 207 ก็เปิดผาง อาร์มพรวดพราดออกมา ใบหน้าบูดบึ้งด้วยความโกรธ โทรศัพท์แนบหูอยู่แล้ว
“มีเรื่องด่วน” เขาพูดเสียงเข้มใส่โทรศัพท์ “เมียพี่...เธอไม่สบาย พี่ต้องไป ไม่ พี่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่...เธอออกไปทางด้านหน้าแล้วกัน เดี๋ยวพี่ส่งข้อความไป”
เขาไม่รอคำตอบ เขาวิ่งไปที่ลิฟต์ กดปุ่ม ‘ลง’ ซ้ำๆ
ฉันกลั้นหายใจรอ สักพักประตูห้อง 207 ก็เปิดอีกครั้ง ร่างหนึ่งปรากฏออกมา และโลกก็หมุนคว้าง
เป็นผู้หญิง อายุน้อย อาจจะยี่สิบกลางๆ ผมบลอนด์ยาว สวมชุดเดรสทันสมัยราคาแพงที่รัดรูป เธอเดินออกมาในโถงทางเดิน ริมฝีปากที่ทาลิปกลอสอย่างสมบูรณ์แบบนั้นเบะออก เธอคว้าแขนเขาไว้
“อย่าไปนะ” เธอครวญคราง น้ำเสียงเจือด้วยความเอาแต่ใจ “เธอรอได้”
เขากระชากแขนออก ใบหน้าเคร่งขรึมด้วยความหงุดหงิด “เคท อย่าเพิ่งตอนนี้ พี่ต้องไป”
เขาจูบเธอเร็วๆ อย่างรุนแรง เป็นท่าทีที่ปราศจากความรักใคร่ที่แท้จริง มันคือการปัดรำคาญ “เดี๋ยวพี่ชดเชยให้นะ” เขาพึมพำ ก่อนจะหันหลังแล้วรีบวิ่งจากไป
เธอมองตามเขาไป แววตาขุ่นเคืองปรากฏขึ้นบนใบหน้าครู่หนึ่งก่อนที่เธอจะสงบสติอารมณ์ จัดชุดเดรสให้เข้าที่ และเมื่อเธอหันมา ใบหน้าของเธอก็อยู่ใต้แสงไฟของโถงทางเดินโรงแรมอย่างเต็มที่
เลือดในกายฉันเย็นเฉียบ
ฉันรู้จักใบหน้านั้น
ผู้ปกครองทุกคนที่โรงเรียนนานาชาตินอร์ธวูดรู้จักใบหน้านั้น
เคทลียา เชพเพิร์ด
ครูแนะแนวของเจมส์ ครูที่ “คูล” อย่างที่ลูกชายฉันเคยบรรยายไว้ คนที่ “คุยง่ายกว่าพวกผู้ใหญ่เยอะเลย”
ความทรงจำนั้นกระแทกเข้ามาเหมือนโดนชก เจมส์เมื่อสองสามเดือนก่อน ที่โต๊ะอาหารเย็น “ครูเคทโคตรคูลเลยครับ เขาเข้าใจพวกเราจริงๆ เขาบอกว่าผมเป็นคนมีความคิดเป็นผู้ใหญ่เหมือนพ่อเลย”
อีกหนึ่งความทรงจำ เจมส์กำลังเลื่อนดูโทรศัพท์แล้วหัวเราะ “ดู TikTok ครูเคทสิครับ ตลกชะมัด”
เขารู้
ลูกชายฉันรู้
เขาไม่ใช่แค่รับรู้เรื่องชู้สาว แต่เขายังชื่นชมเมียน้อยคนนั้นด้วย “ของใหม่” ที่ “คูล” กว่าแม่ที่ “แก่และน่าเบื่อ” ของเขา ชิ้นส่วนต่างๆ ไม่ใช่แค่เข้าที่ แต่มันกระแทกเข้าด้วยกัน ก่อตัวเป็นภาพการทรยศที่เลวร้ายจนฉันหายใจไม่ออก นี่ไม่ใช่แค่การหลอกลวงของอาร์ม มันคือการสมรู้ร่วมคิด การสมรู้ร่วมคิดในบ้านของฉันเอง โดยมีลูกของฉันเป็นผู้สมยอม
ภาพของสามีและลูกชาย สองอสรพิษยิ้มแย้ม ผุดขึ้นในใจฉัน พวกเขากำลังหัวเราะเยาะฉันมานานแค่ไหนแล้ว หลายเดือน หลายปี
ความเจ็บปวดเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เป็นความทรมานร้อนแรงที่แผดเผาในอก ชั่วขณะหนึ่งฉันหายใจไม่ออก ฉันพิงกำแพง ผิวขรุขระของวอลเปเปอร์ทิ่มหลังฉัน นี่คือการทรยศในระดับเซลล์ มันคือยาพิษที่ค่อยๆ หยดลงในหัวใจของครอบครัวฉัน และฉันก็ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เลยอย่างโง่เขลา
ความเย็นในเส้นเลือดของฉันกลายเป็นไฟ
ฉันดันตัวเองออกจากกำแพง การเคลื่อนไหวของฉันกลับมามั่นคงอีกครั้ง ความเศร้าโศกหายไป ถูกเผาไหม้ด้วยความโกรธแค้นอันชอบธรรมบริสุทธิ์ ฉันเดินออกจากโรงแรม ไม่ได้กลับไปที่รถ แต่เดินไปตามถนน เสียงส้นสูงของฉันกระทบพื้นเป็นจังหวะที่เฉียบขาดและมุ่งมั่น
ฉันหยิบโทรศัพท์ออกมา ฉันไม่ได้โทรหาเพื่อน ไม่ได้โทรหาแม่
ฉันโทรหาผู้ช่วยส่วนตัวของฉัน ผู้หญิงที่ทำงานเก่งกาจไร้ที่ติชื่อซาร่า “ซาร่า ฉันมีเรื่องให้ช่วยหน่อย ฉันต้องการทุกอย่างที่คุณหาได้เกี่ยวกับผู้หญิงที่ชื่อเคทลียา เชพเพิร์ด โซเชียลมีเดีย ข้อมูลสาธารณะ ทุกอย่าง และฉันต้องการมันภายในเช้านี้”
ต่อมา ฉันโทรหาเบอร์ของ ‘ทนายไข่ดาว’ ทนายใน Pantip
“ฉันเอง” ฉันพูดเมื่อเธอรับสาย “ผู้หญิงจากกระทู้นั้น ฉันมีหลักฐานแล้ว และฉันต้องการเผาโลกของเขาให้เป็นจุล แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ฉันต้องการทำมันตามเงื่อนไขของฉันเอง และฉันมีเวทีที่สมบูรณ์แบบแล้ว”





