เงินเดือนก้อนสุดท้ายถูกยื่นให้กับวีรยา หญิงสาวมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ เงินเดือนเธอน่าจะได้ตอนสิ้นเดือนเพราะปกติต้องโอนเข้าบัญชีอยู่แล้ว แต่นี่เขายื่นซองสีขาวมาให้พอเปิดออกดูวีรยาถึงกับตกใจเพราะเงินในซองมันเยอะมากมายเหลือเกิน พอๆ กับเงินเดือนของเธอเลย
“นี่อะไรเหรอคะ?”
“เงินโบนัสน่ะพี่อยากให้ วีเป็นคนขยัน ทำงานเก่งไม่เคยเกี่ยงเลยว่างานจะหนักแค่ไหน อีกทั้งพี่ยังไม่เคยได้ยินวีบ่นเลยสักครั้ง และวีก็เป็นพนักงานคนแรกของพี่ด้วย รับไปเถอะนะ ถือว่าเป็นสินน้ำใจจากพี่”
“พี่โรม..ขอบคุณนะคะ แต่วีลาออกกะทันหันแบบนี้พี่จะหาคนทันหรือเปล่าคะ วีขอโทษจริงๆ ค่ะ”
“ทันสิ ร้านพี่น่ะใครๆ ก็อยากเข้าทำงานนะ เจ้านายทั้งหล่อและรวยขนาดนี้แถมยังใจดีด้วย หาไม่ได้ง่ายๆ แล้วนะ”
สายตาที่โรมมองมายังวีรยาตอนนี้บ่งบอกได้ชัดเจนว่าเขาเองก็ใจหายเหมือนกันที่จู่ๆ พนักงานคนโปรดก็ลาออกกะทันหันแบบนี้ และที่สำคัญเขายังไม่ได้บอกความในใจให้เธอได้รับรู้เลย ทุกครั้งที่อยากจะพูดวีรยามักจะรีบดักทางไว้ก่อนเสมอ จึงไม่มีโอกาสได้พูดเลยแม้แต่ตอนนี้เธอก็ไม่ให้โอกาสเช่นกัน
“วี?...โชคดีนะ”
“ขอบคุณค่ะ วีไปนะคะ” สิ้นเสียงกล่าวอำลาของหญิงสาวร่างบางก็เดินออกจากร้านไปไกลลับสายตา โรมกำมือเข้าหากันแน่นครุ่นคิดอยู่ในหัวถ้าเขาตัดสินใจโพล่งคำๆ นั้นออกไปเขาอาจจะไม่ต้องเสียวีรยาไปก็ได้ แต่มันก็ไม่ทันแล้ว
ไร่ศุภกร…
ร่างบางยืนอยู่หน้าประตูทางเข้าไร่ผลไม้และไร่ชาที่มีเนื้อที่มากกว่าพันไร่ ทอดสายตามองคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางหุบเขา ห่างออกไปจากที่นี่เล็กน้อยมีรีสอร์ทสำหรับให้แขกมาพักผ่อนและทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว อยู่ในโซนที่เจ้าของกิจการจัดไว้รองรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ เรียกได้ว่าทุกอย่างที่นี่มีครบครัน
สองข้างทางก็เต็มไปด้วยธรรมชาติทั้งต้นไม้และดอกไม้ หากมาเที่ยวพักผ่อนคงหอบเอาความสุขและอากาศอันบริสุทธิ์กลับไปที่เมืองกรุงได้เต็มปอดเลยละ แต่คงไม่ใช่กับวีรยาในตอนนี้ ภาพวิวทิวทัศน์ด้านหน้าให้อารมณ์สุนทรีก็จริง สำหรับเธอแล้วคงไว้ใช้เยียวยาจิตใจ เพราะไม่รู้ว่าหลังจากที่ก้าวเท้าเหยียบผืนแผ่นดินไร่ศุภกรนี้เข้าไปแล้ว ชีวิตเธอจะเป็นยังไงก็ไม่อาจล่วงรู้ได้
“เข้ามาสิ พ่อเลี้ยงรออยู่ข้างใน”
หญิงสูงวัยอายุราวห้าสิบเศษเอ่ยปากเรียกหล่อนให้เข้าไปข้างในคฤหาสน์หลังใหญ่ สายตาที่มองมามีแต่ความดูแคลน หญิงสาวยกมือไหว้ตามมารยาทเธอมีความกังวลอยู่ลึกๆ ขนาดแม่บ้านต้อนรับยังแสดงสีหน้าไม่ค่อยเป็นมิตรเลย แล้วคนข้างในจะขนาดไหนกันนะ
วีรยามาแต่ตัวเพราะทางเจ้าหนี้สั่งไว้ว่าไม่ให้เธอนำของใช้หรืออะไรติดตัวมาเด็ดขาดแม้แต่โทรศัพท์มือถือก็ห้ามพกมา ในฐานะลูกหนี้เธอมีหน้าที่ทำตามคำสั่งเจ้าหนี้เท่านั้น เมื่อเดินเข้ามาภายในคฤหาสน์หรูที่ตกแต่งด้วยเครื่องเรือนราคาแพงและการออกแบบภายในล้วนโดดเด่น คลาสสิก หรูหรา บ่งบอกถึงรสนิยมของผู้เป็นเจ้าของคฤหาสน์ได้ดี
“คุณศุภกรรออยู่ข้างใน”
กล่าวเพียงแค่นั้นแม่บ้านที่ท่าทีดูเกรงขามก็เดินจากไป วีรยายืนมองประตูห้องอยู่ครู่หนึ่งหลับตาเพื่อทำใจว่าหลังจากนี้ชีวิตของเธอคงเปรียบเหมือนลูกไก่ในกำมือ พลันก็นึกจินตนาการถึงรูปลักษณ์พ่อเลี้ยงหนุ่ม หากนึกภาพตามที่อรอุมาเล่าให้อรนุชฟัง ว่าพ่อเลี้ยงศุภกรรูปร่างอ้วนพุงพลุ้ย หัวล้าน ชอบเสพสุขกับเรือนร่างของผู้หญิงเป็นชีวิตจิตใจ
คิดแค่นี้มันก็เป็นเรื่องที่ชวนสยองสำหรับเธอแล้ว ไม่ใช่ว่าเธอติเตียนรูปลักษณ์ภายนอกเขา แต่สิ่งที่น่าสยองของเธอคืออุปนิสัยของพ่อเลี้ยงต่างหาก ใช้ผู้หญิงอย่างกับเปลี่ยนเสื้อผ้า เป็นใครจะไม่กลัวละ อีกทั้งเรื่องบนเตียงยังซาดิสม์และน่ากลัว วีรยาแทบอยากจะร้องไห้แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับต่อโชคชะตา
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ทำใจอยู่นานกว่าจะตัดสินใจเคาะประตูห้องพลันก็ได้ยินเสียงตอบรับอนุญาตให้เข้าไป ในใจก็นึกหวาดหวั่นและกลัวอยู่ไม่น้อยเลยที่ต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหนี้ของพ่อ น้ำเสียงแข็งกระด้าง และดูเย็นชานั้น ยิ่งทำให้หล่อนจินตนาการว่าพ่อเลี้ยงศุภกรคงจะปล่อยหนวดเคราไว้ยาวเฟิ้มแน่ๆ แต่พอมือบางบิดกลอนประตูเปิดเข้าไปภาพที่จินตนาการไว้มันกลับไม่ใช่อย่างนั้นเลย
พ่อเลี้ยงศุภกรหน้าตาดีหล่อเหลาเกินกว่าที่คาดคิดไว้เสียอีก ผิวขาวเหลืองออกโทนเข้มเล็กน้อย คิ้วหนาดกดำ จมูกโด่งเป็นสัน มีหนวดเครารำไร ดวงตาคมดุจพญาอินทรี วีรยาแทบหยุดหายใจ มิน่าสาวๆ ถึงได้ยอมพลีกายให้เขาได้เชยชมง่ายๆ ซึ่งมันไม่ใช่แค่ความร่ำรวยเท่านั้นแต่ใบหน้าและรูปร่างของเขามันดูดีไปหมดทุกสัดส่วน
“สวัสดีค่ะ คุณศุภกร” กล่าวสวัสดีอย่างกล้าๆ กลัวๆ เธอประหม่าจนมือเท้าเย็นเฉียบไปหมด
ร่างสูงเงยหน้ามองผู้มาเยือนมือหนาที่กำลังจรดลายเซ็นลงบนเอกสารหยุดชะงัก สายตาคมมองร่างบางในชุดเดรสกระโปรงยาวสีน้ำนมตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก่อนจะหันกลับมาสนใจเอกสารของตัวเองต่อ
“เธอไม่ใช่อรนุช มาทำอะไรที่นี่” กล่าวถามน้ำเสียงเย็นชาเช่นเดิม หากแต่ร่างสูงไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองเธอ
“ฉันมาแทนน้องสาวฉันค่ะ ดิฉันชื่อวีรยาพี่สาวของอรนุช”
“ฉันไม่ได้อยากรู้จัก เธอไม่จำเป็นต้องแนะนำตัว” วีรยารู้สึกตีบตันที่ลำคอ พ่อเลี้ยงคนนี้ดูจะไม่ชอบหน้าเธอเลย
“ขอโทษค่ะ” เธอกล่าวออกไปแค่นั้นแล้วก้มหน้าหลบสายตาคมทันที
“ทำไมถึงไม่ให้อรนุชมา ฉันอยากเจออรนุช ไม่ใช่เธอ”
น้ำเสียงเกรี้ยวกราดพูดคุยโทรศัพท์มือถือกับผู้เป็นบิดาของเธอ วีรยาได้แต่กำมือเข้าหากันแน่นและเกิดความสงสัยว่าทำไมพ่อเลี้ยงคนนี้ถึงได้เอาแต่ต้องการพบหน้าอรนุช ครู่หนึ่งเขาก็ตบผ่ามือลงบนโต๊ะทำงานเสียงดัง หญิงสาวสะดุ้งโหยงแต่ไม่คิดปริปากร้องออกมา
“ออกไปรอฉันข้างนอก”
วีรยาพยักหน้าและเดินออกไปจากห้องตามคำสั่ง ท่าทางของศุภกรดูอารมณ์ฉุนเฉียวและหงุดหงิดเป็นอย่างมาก ทางที่ดีเธอควรเงียบๆ ไว้ดีกว่า ไม่กี่อึดใจร่างสูงก็เดินออกมาจากห้อง เขาเห็นหญิงสาวยังคงยืนรอตนอยู่โถงห้องรับแขก หล่อนไม่กล้านั่งเพราะยังไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีใครมาพูดคุยกับเธอเลย มีแต่เดินผ่านไปผ่านมาราวกับมองไม่เห็นเธออยู่ตรงนั้น
เขาเดินผ่านวีรยาไปเช่นกัน หญิงสาวได้แต่ยืนงุนงงนี่เธอเป็นตัวอะไรกันทำไมใครๆ ถึงดูไม่ชอบเธอตั้งแต่แรกเห็นกันเลย หล่อนไม่ได้ทำผิดอะไรนี่ แต่ดูทุกคนเหมือนจะไม่พอใจที่เห็นเธอเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ ครู่หนึ่งป้าแม่บ้านอีกคนพร้อมกับเด็กสาววัยรุ่นก็เดินเข้ามาหาเธอ
“คุณเอ่อ..”
“ฉันชื่อวีรยาค่ะ สวัสดีค่ะ” หล่อนยังคงยกมือไหว้ทุกคนเช่นเคย ป้าแม่บ้านรีบยกมือไหว้กลับแทบไม่ทันและพาหญิงสาวไปดูห้องพักของเธอ
“นี่ห้องของคุณนะคะ ถ้ามีอะไรที่ต้องการเรียกใช้งาน บอกเจ้าเมย์ได้เลยนะคะ”
“สวัสดีค่ะคุณวีรยา หนูชื่อเมย์นะคะ ต้องการอะไรเรียกใช้เมย์ได้เลย”
“ขอบคุณค่ะ ว่าแต่ที่นี่เขาอนุญาตให้ใช้โทรศัพท์ไหมคะ พอดีว่าฉันไม่มีมือถือ คือฉันอยากคุยกับคุณพ่อน่ะค่ะ”
“ใช้ได้ค่ะ แต่ตอนนี้คุณวียังพูดคุยกับใครไม่ได้ รอพ่อเลี้ยงเข้ามาพูดคุยกับคุณเองแล้วกันนะคะ”
วีรยาไม่เข้าใจเป็นลูกหนี้ของพ่อเลี้ยงต้องถูกจำกัดอิสระภาพขนาดนี้เชียวหรือ กว่าจะครบกำหนดระยะเวลาหนึ่งปี เพื่อนๆ จะไม่คิดว่าเธอหายสาบสูญไปแล้วหรือไง





