หลงกลรักมาเฟีย (สิมิลัน-วิลเซอร์)

ฉันเดินกลับขึ้นห้องนอนเหมือนคนที่สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ในหัวคิดไปไปสารพัด ไหนจะคิดถึงพ่อที่จากไปแล้ว ไหนจะคิดถึงแม่ที่ไม่เคยใส่ใจใยดีฉันเลยตั้งแต่พ่อเสียไป แถมตอนนี้แม่ยังพาผู้ชายคนอื่นเข้ามาอยู่ในบ้านอีก แล้วผู้ชายคนนั้นดูยังไงก็ไม่น่าไว้ใจเอาซะเลย แต่ฉันจะพูดอะไรได้ มันเหมือนน้ำท่วมปากคงทำได้แต่หวานอมขมกลืนต่อไป

เช้าวันต่อมา

ฉันมามหาลัยด้วยสภาพไม่พร้อมจะเรียนอย่างแรง ใต้ดวงตาคล้ำเป็นแพนด้าเพราะเมื่อคืนนี้ฉันนอนไม่ค่อยหลับ เมื่อถึงช่วงพักเบรค ยัยมินก็ซักไซ้ไล่เลียงฉันเป็นการใหญ่

"เก้า แกมีปัญหาอะไรหรือเปล่า ฉันว่าดูแกซึม ๆ ไปนะ เหมือนมีเรื่องอะไรในใจอะ เมื่อวานยังดี ๆ อยู่เลย" ฉันตักข้าวเข้าปากแล้วเคี้ยว ๆ กลืนลงไปแบบไม่รู้รสเลยสักนิด

"เมื่อคืนแม่พาผู้ชายเข้ามานอนที่บ้าน บอกว่าเป็นแฟนใหม่ อายุน่าจะมากกว่าฉันไม่กี่ปีหรอก ฉันดูแล้วเป็นคนที่ไม่น่าไว้ใจเลยแก" ฉันพูดพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบลงมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ มันอึดอัดและแน่นอยู่ในอกอย่างบอกไม่ถูก ยัยมินถอนหายใจพร้อมกับเอื้อมมือมาบีบมือฉัน

"แล้วเขาจะย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านเลยเหรอ ถ้าแกอยู่ที่นั่นแล้วอึดอัดหรือไม่ปลอดภัย แกย้ายมาอยู่ที่คอนโดกับฉันดีไหม?" ฉันมองหน้ายัยมินพร้อมกับขอบใจเธอ

"ขอบใจมากนะแก ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะแค่ไป ๆ มา ๆ หรือจะมาอยู่ที่บ้านเลยหรือเปล่า เพราะเมื่อคืนหลังจากที่ฉันเจอเขา ฉันก็รีบขึ้นห้อง จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้คุยอะไรกับแม่เลย"

"อืม .. เอาเป็นว่าถ้าแกไม่โอเคเมื่อไหร่ก็มาอยู่กับฉันได้ทันทีเลย ไม่ต้องเกรงใจนะ" ฉันพยักหน้าตอบมินตรา ในใจก็คิดกังวลในหลาย ๆ เรื่อง ความจริงหากแม่จะพาแฟนใหม่เข้ามาอยู่ในบ้าน มันก็เป็นสิทธิ์ของแม่ เพราะบ้านนี้เป็นสิทธิ์ของแม่ พอพ่อเสีย ก็ต้องตกเป็นของแม่ตามกฏหมายอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ฉันค้างคาใจคือแม่ไม่นึกถึงความรู้สึกของฉันหรือเป็นห่วงฉันบ้างสักนิดเลยเหรอ

วันนี้ฉันกลับบ้านด้วยอาการอิดโรยเหมือนเดิมแต่เมื่อมาถึงบ้านปรากฏว่าบ้านล็อคทั้งข้างนอกและข้างใน แสดงว่าแม่ไม่อยู่

"แม่ออกไปไหนนะ ปกติแม่ไม่เคยออกไปไหนนี่นา" ฉันบ่นพึมพำอย่างนึกเป็นห่วง แล้วนี่ก็ใกล้จะค่ำ ฝนก็ตั้งเค้ามาอีก ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาแม่ทันที เสียงสัญญาณรอสายดังขึ้นสักพักแม่ก็รับสาย

"แม่คะ แม่อยู่ไหนคะ ทำไมยังไม่กลับบ้าน ฝนจะตกแล้วนะคะ"

"ฉันออกมาทำธุระกับติณ คืนนี้อาจจะไม่ได้กลับ ไม่ต้องรอ" แม่พูดแค่นั้นแล้วก็วางสายไป ทิ้งให้ฉันยืนงงอยู่คนเดียว ฉันรู้สึกว่าตั้งแต่พ่อเสีย แม่แปลกไปมาก ไม่ว่าจะเป็นการพูดจาหรือการแสดงออกกับฉันมันดูห่างเหินผิดปกติ และดูจะห่างเหินขึ้นเรื่อย ๆ มันไม่เหมือนกับคนที่เป็นแม่จะพึงกระทำต่อลูกเลย

หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาแม่ก็ออกนอกบ้านทุกวัน บางวันกลับดึก บางวันก็ไม่กลับ แต่สรุปแล้วก็คือนายติณอะไรนั่นเขาก็เข้ามาอยู่กับแม่ฉันที่บ้านนี่แหละ แต่ดีที่ว่าตอนออกไปข้างนอกเขาไปด้วยกันทุกครั้ง ถ้าไม่อย่างนั้นฉันคงลำบากใจมากกว่านี้

เย็นนี้ฉันไม่ได้รับงานอะไรเพราะจะมีสอบเก็บคะแนน เลยรีบกลับบ้านมาทบทวนตำรับตำรา เมื่อเดินเข้ามาที่รั้วบ้าน ฉันก็ต้องแปลกใจเพราะเห็นแม่กำลังยืนชี้ไม้ชี้มือให้นายติณหยิบของอะไรบางอย่างใส่ในท้ายรถระบะที่จอดอยู่หน้าบ้าน

"ทำอะไรคะแม่ แม่จะขนของพวกนี้ไปไหน" ฉันเอ่ยถามเมื่อเห็นคนอีกสองคนในบ้าน กำลังเก็บจานชามของเก่าและเครื่องเบญจรงค์ออกจากตู้ไม้สัก

"ฉันขายของพวกนี้แล้ว ไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม รกรุงรัง ขี้เกียจดูแลด้วย ขายไปจะได้มีเงินมาใช้จ่าย" แม่พูดแค่นั้นแล้วก็เดินไปชี้ไม้ชี้มือในบ้านให้คนพวกนั้นขนของออกไป

ฉันงงกับคำว่า จะได้มีเงินมาใช้จ่าย ของแม่มาก ๆ แม่จะเอาไปใช้จ่ายอะไร ในเมื่อค่าใช้จ่ายทุกอย่างในบ้าน ฉันเป็นคนรับผิดชอบเองทั้งหมดรวมถึงเงินที่กินใช้ทุกวันนี้ของแม่ด้วย ฉันรีบเข้าไปในห้องแล้วปิดล็อคประตูอย่างแน่นหนา ขอบตาร้อนผ่าวจนน้ำตาไหลรินออกมา คิดถึงพ่อ .. ถ้าพ่อยังอยู่เรื่องราวมันคงจะไม่เป็นแบบนี้ ฉันถอนหายใจอย่างอ่อนล้า แล้วเข้าห้องน้ำอาบน้ำอาบท่า หลังจากนั้นแม่ก็ขึ้นมาเรียกให้ลงไปทานข้าว ซึ่งฉันก็ต้องลงไปอย่างเสียไม่ได้ แม้ใจจะไม่อยากลงไปเลยก็เถอะ

ฉันเดินลงมาพร้อมด้วยความฉงนสนเท่ห์ ข้าวของในบ้านดูบางตาไปมาก ไหนว่าแม่จะขายแค่เครื่องเบญจรงค์ แต่ที่ฉันเห็นตอนนี้ ชุดรับแขกไม้สัก ชุดโซฟา หรือแม้กระทั่งทีวีจอแบน 50 นิ้วก็หายไปด้วย ใจคอจะไม่เหลืออะไรเอาไว้ในบ้านเลยเหรอ

"แม่คะ ทำไมแม่ถึงขายของในบ้านออกไปเยอะขนาดนี้ล่ะคะ แม่เดือดร้อนอะไรหรือเปล่า?" ฉันถามแม่ออกไปตรง ๆ เพราะอดสงสัยไม่ได้ เงินทองก็ให้อยู่ทุกเดือนแล้วแม่จะเอาเงินไปใช้อะไรนักหนา

"นี่มันของของฉัน ฉันจะทำอะไรก็ได้ แกมีหน้าที่เรียนก็เรียนไปเถอะไม่ต้องมาสอดรู้" แม่พูดพร้อมกับตักอาหารใส่จานให้ผู้ชายคนนั้น ฉันฝืนกลืนข้าวได้แค่ไม่กี่คำก็อิ่ม แต่แม่ไม่ยอมให้ฉันลุกออกไป บอกให้รอเก็บจานชามล้างให้เรียบร้อยก่อน

หลังจากแม่กินข้าวเสร็จแล้ว ฉันก็เก็บจานชามไปล้างที่ซิงค์เงียบ ๆ ใจก็คิดถึงเรื่องแม่ไปด้วย ฉันรู้สึกว่าแม่ดูเปลี่ยนไปมาก จากแต่ก่อนถึงแม้ว่าฉันจะสนิทกับพ่อมากกว่า แต่แม่ก็ไม่เคยทำเหมือนไม่เห็นหัวฉันแบบทุกวันนี้

หมับ

ฉันสะดุ้งทันทีเมื่อรับรู้ได้ว่ามีฝ่ามืออุ่น ๆ ของใครบางคนวางแหมะอยู่ที่สะโพกแล้วลูบขึ้นลงไปมา ฉันหับขวับไปมอง ก็เห็นไอ้สารเลวนั่นกำลังยืนประชิดอยู่ ฉันรีบผลักเขาออกไปให้ห่างจากตัวทันทีทั้งตกใจ ทั้งขยะแขยงจนอยากจะอ้วก

"แกจะทำอะไรฉัน ไอ้ชั่ว" ฉันด่ามันแล้วยกมือขึ้นชีหน้า โมโหจนปากคอสั่น

"พี่ไม่ได้คิดจะทำอะไรน้องเก้าสักหน่อย เห็นยืนล้างจานเหม่อๆ อยู่ ก็เลยจะหยอกเล่นก็แค่นั้นเอง" มันตอบหน้าตาเฉย แต่ฉันไม่เชื่อมันหรอก ไอ้สารเลวนี่มันต้องคิดอกุศลกับฉันแน่ ๆ

"ฉันไม่เชื่อแกหรอก คอยดูนะฉันจะบอกแม่" พูดยังไม่ทันขาดคำ แม่ก็เดินลงมาจากชั้นสองแล้วตรงมาที่เราทันที

"มีอะไรกันยัยเก้า เสียงดังโวยวายไปถึงข้างบนโน่น" แม่ทำเสียงหงุดหงิดใส่ฉันแล้วเดินเข้าไปหาไอ้เลวนั่น

"ก็ผู้ชายของแม่มันลวนลามหนู มันมาจับก้นหนูอะแม่"

"ที่ยัยเก้าพูดจริงเหรอติณ?" แม่หันไปถามมัน แต่มันรีบเดินเข้าไปกอดแม่ฉันทันที

"ไม่จริงนะครับพี่ ผมเห็นน้องเขายืนล้างชามเหม่อ ๆ อยู่ ก็เลยจะเข้ามาหยอกเล่นแค่นั้นเอง แต่น้องเข้าใจผิด ด่าผมใหญ่เลย" มันพูดเสียงเล็กเสียงน้อย ออดอ้อนแม่ฉัน

"แกได้ยินหรือยัง ติณเขาแค่จะหยอกแกเล่นแค่นั้นเอง เลิกไร้สาระได้แล้วยัยเก้า" แม่พูดแค่นั้นก็จูงมือไอ้ชั่วนั่นเดินขึ้นข้างบนไปโดยไม่สนใจฉันที่ยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้เลยสักนิดเดียว

White Talk: มรสุมรุมเร้าน้องเก้าเหลือเกิน

อ่านต่อ
อ่านนิยายฉบับเต็มได้ที่ Moboreader
Uปลดล็อกทุกตอน
ไปที่เว็บไซต์ทางการ
Chapters
Customize

เรื่องที่คุณน่าจะชอบ

Logo
ศูนย์รวมซีรีส์สั้นออนไลน์ที่ดีที่สุดสำหรับคุณ ครบจบในที่เดียว ทั้งตัวอย่างตอนฟรี ข้อมูลนักแสดงแบบจัดเต็ม และลิงก์ไปยังแพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการ
©2026 PinesDramas สงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ