THE GIRL พ่อติจ๋า

CHAPTER 01

@เพชรบูรณ์

สมุดรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กเท่าฝ่ามือถูกเปิดทิ้งเอาไว้ตรงหน้าล่าสุดที่จำนวนเงินทั้งหมดถูกถอนออกไปเมื่อตอนกลางวัน นัยน์ตาเศร้าของตัวเองจ้องมองยอดปัจจุบันตรงนั้นซ้ำๆ ถ้าเป็นไปได้ฉันอยากให้เงินจำนวนนั้นกลับเข้ามาในบัญชีแบบเดิมแต่มันก็เป็นได้แค่ความฝันเมื่อความเป็นจริงมันอยู่ตรงหน้า

ปาฏิหาริย์ไม่เคยเกิดขึ้น

ปาฏิหาริย์ไม่เคยมีจริงด้วยซ้ำ

ทุกอย่างมันพังลงหมดแล้วทางเลือกของฉันก็ถูกทำลายลงอย่างไม่มีทางก่อให้มันเกิดขึ้นได้อีก ไม่ใช่ท้อไม่ใช่เหนื่อยแต่ฉันเคยทำแบบนั้นแล้วมันก็เกิดแบบเดิมตลอด ตอนนี้ก็เหมือนกันเงินทุนก้อนสุดท้ายของลูกไม่มีแล้ว...

ฉันชื่อ 'ซาน' อายุแค่ 19 ย่างยี่สิบที่ใครๆ ก็บอกว่าเป็นเด็กเหลือขอใจแตกท้องไม่มีพ่อตั้งแต่อายุ 17 แล้ว ฉันไม่เคยเถียงไม่เคยแก้ต่างให้กับตัวเองสักครั้งได้แค่เพียงก้มหน้ายอมรับคงเพราะมันเป็นจริง จะเถียงความจริงไปทำไมยังไงฉันก็รู้ตัวดีว่าอะไรเป็นอะไร ฉันไม่มีพ่อไม่มีแม่เหมือนอย่างใครเขาในรุ่นเดียวกัน ไม่มีใครอยากเข้ามาเป็นเพื่อนและข้อนี้ฉันก็เข้าใจดีอีกต่างหาก ชาวบ้านบอกกรอกหูเสมอว่าเป็นเด็กที่พ่อแม่ไม่ต้องการเอามาทิ้งไว้ข้างถนน

การเติบโตของฉันจึงเกิดขึ้นจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งในตัวเมืองใหญ่แต่พออายุได้ 14 ก็มีผู้ใจบุญอยากอุปะการะดูแล ตอนนั้นดีใจมากเลยนะรอยยิ้มครั้งแรกเกิดขึ้นเพราะไม่คิดว่ายังมีคนต้องการ ฉันอยู่อาศัยกับเขาจนถึงปัจจุบันจึงได้รู้ความจริงว่ามันไม่ใช่ เขาไม่ได้ต้องการขนาดนั้น...

ฉันเป็นได้แค่คนรองมือรองตีน

ฉันเป็นได้แค่คนนอกที่ต้องทำงานหาเงินเข้าบ้าน

เชื่อไหมรอยยิ้มฉันได้หายจากไปนานแล้ว แค่ผู้หญิงคนหนึ่งด่างพร้อยไม่มีความดีอะไรให้ได้จำฉันว่าทุกคนรับรู้เอาไว้แค่นี้ก็พอแล้วแหละ

~ฟิ้ว~

สายลมหนาวพัดเข้ามาเยือนทางหน้าต่างจนต้องห่อตัวแต่ฉันไม่เท่าไหร่หรอกหวงก็แค่อีกคนหนึ่งต่างหาก การรีบลุกขึ้นไปคว้าผ้าห่มเข้ามาถือไว้จากนั้นก็จัดการห่มให้ร่างเล็กอ้วนปุย ใบหน้ากลมริมฝีปากจิ้มลิ้มนอนหลับลึกผ่อนลมหายใจอย่างสม่ำเสมอหลังจากอิ่มนมจากเต้าไปไม่ถึงสิบนาทีพอให้ฉันยิ้มได้ในรอบวันส่วนวันต่อไปก็ช่างมันเพราะยังไม่เกิดขึ้น

ฉันจะสู้ให้ถึงที่สุด สู้ให้ลูกมีอนาคตมากกว่าตัวเองถึงเค้าจะเกิดมาในตอนที่ฉันไม่พร้อมทุกด้านแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะดูแลไม่ได้ ยังไงฉันต้องดูแลให้ดีที่สุดไม่ว่าจะแลกด้วยความเหนื่อยยากยังไงก็ตาม

“เป็นกำลังใจให้แม่ด้วยนะสตางค์ หนูเป็นทุกอย่างของแม่แล้วนะลูก”

ลูกฉันชื่อสตางค์ เพศหญิงส่วนอายุ 2 ขวบครึ่ง ได้ชื่อว่าลูกตัวเองแต่ไม่มีส่วนไหนคล้ายฉันเลยสักนิดทั้งที่อุ้มท้องมาเก้าเดือน ทุกอย่างคล้ายผู้ชายคนนั้นหมดจด ผู้ชายที่รู้จักกันมานานแต่ก็ใช่ว่าจะคบหรือรักกันได้...

วันต่อมา...

“เดี๋ยวตอนเย็นหนูมารับสตางค์นะคะป้าส่วนเงินค่าฝากอีกสองสามวันซานเอาให้” ป้าสายยิ้มก่อนพยักหน้าให้ฉันพร้อมกับการเอื้อมมือยกขึ้นมาอุ้มเจ้าหญิงตัวอ้วนจากอ้อมกอดไป สายตาเอ็นดูของป้าที่มองลูกฉันเชื่อว่าไว้ใจได้เพราะตั้งแต่ลูกลืมตาดูโลกก็มีป้าสายนี่แหละที่อุ้มสตางค์พอๆ กันกับฉันหรือมากกว่าด้วยซ้ำ “มาแม่หอมแก้มก่อน”

~ฟอด~

กลิ่นเด็กยังหอมติดจมูกพลอยให้ชื่นใจไปอีกวันหนึ่ง

“บายแม่ซาน... บ้ายบายรีบกลับมาหาสตางค์นะคะ” ป้าสายพูด

“แบะๆ” [บายบ่าย]

มีเหรอที่สตางค์จะไม่เรียนแบบคนเลี้ยงในการพูดถึงจะตัดเอาแค่คำว่าบายบ่ายก็เถอะเท่านี้ก็ถือว่าเป็นพัฒนาการหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมาให้ฉันได้ใจชื่นขึ้นมา

การที่ป้าสายอุ้มด้วยแขนข้างเดียวอีกข้างก็ยกมือเล็กขึ้นมาทำท่าทางโบกไม้โบกมือให้ฉัน รอยยิ้มของลูกทำฉันอดยิ้มแฉ่งจนตาหยีไม่ได้ส่วนป้าสายก็ยิ้มเหมือนกัน ท่านอยู่ตัวคนเดียวไม่ได้มีรายได้อะไรนอกจากร้อยมาลัยขาย

วันนั้นประมาณเกือบสองปีกว่าฉันจึงเข้ามาถามหลังจากคลอดลูกซึ่งท่านก็ตอบรับอย่างง่ายดายบัดนั้นเป็นต้นมาเราจึงสนิทกันมาก

ที่ต้องให้เลี้ยงเพราะยังไงตอนทำงานก็พาลูกไปไม่ได้อยู่แล้ว

“ฝากด้วยนะคะป้า”

“ไม่ต้องห่วงไปทำงานดีๆ เจ้าซาน”

รอยยิ้มป้าสายที่ฉันมองเหมือนแม่มานานท่านรอให้ฉันเดินลับสายตาจากนั้นก็พาสตางค์เข้าบ้าน อุปกรณ์การเลี้ยงก็อยู่ในบ้านป้าสายหมดสิ่งที่ฉันต้องซื้อมาให้เสมอคือนมเสริมจากเต้าบ้าง ฉันทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดในรีสอร์ทแห่งหนึ่งใกล้บ้านแห่งหนึ่งชื่อ ‘ศิลาธนันรีสอร์ท’

เป็นรีสอร์ทขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนเขาควบคุมพื้นที่หลายร้อยไร่ในเพชรบูรณ์ ได้ยินว่าในตัวเมืองยังมีกิจการโรงแรมระดับห้าดาวด้วยนะ ทั้งปีมีนักท่องเที่ยวมาเยือนไม่ขาดสายเรียกง่ายๆ คือไม่มีห้องว่างรับรองอยากพักต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น

จบแค่มอสามได้เป็นพนักงานทำความสะอาดในรีสอร์ทใหญ่ขนาดนี้ก็คือว่าดีแล้ว เพราะมีเพื่อนร่วมงานหลายคนจบการโรงแรมมาด้วยซ้ำ ที่ฉันทำได้ก็เพราะป้าหัวหน้างานซึ่งอยู่หมู่บ้านเดียวกันสงสารก็เลยช่วยแต่ฉันต้องเรียนรู้งานหลากหลายอย่างมากซึ่งแน่นอนว่าไม่มีอะไรง่ายสักนิด

“มาก่อนเวลามากเลยนะซาน”

“แต่ยังช้ากว่าป้าอุ่นอยู่ดี ขนาดอยู่หมู่บ้านเดียวกันนะคะ”

“ฉันต้องมาก่อนเวลาอยู่ดีปะล่ะ เออ...” ที่ฉันเรียกป้าอุ่นเพราะมันติดปากไปแล้วความจริงนั่นป้าอุ่นอายุประมาณสี่สิบแต่วัยรุ่นมากทั้งความคิดแล้วคำพูดคำจา “เมื่อไหร่แกจะเรียกฉันมาพี่อย่าเรียกป้าเลยขอร้อง โคตรเจ็บใจในการเกิดเร็ว”

“ให้ซานเรียกเถอะค่ะ ติดปากไปแล้ว น๊าคะ”

“ลูกอ้อนของแกไม่ได้ผลแน่จ๊ะ ฉันรับรองได้ด้วยเกียรติของหัวหน้างาน จริงสิมีเรื่องเม้าท์จ๊ะเมื่อวานเขาบอกว่าฝ่ายต้อนรับวุ่นวายมากถึงขั้นระดับรุนแรงเพราะมีแขกสำคัญมาเยือนถึงขนาดเจ้าของโรงแรมมาต้อนรับเองเลย ใหญ่เบอร์ไหนกันถึงเรียกเจ้าของมาต้อนรับได้”

แบบนี้เรียกว่างานช้างเลยนะ

“แล้วเป็นยังไงต่อคะ ได้ไปต่อหรือเปล่า”

ไปต่อหมายความว่ากลุ่มพนักงานต้อนรับถูกไล่ออกหรือเปล่า เคยมีเหตุการณ์ก่อนหน้าทุกคนเล่าลือกันมาแล้วว่ากลุ่มก่อนหน้าถูกไล่ออกเพราะแค่ทำเด็กร้องไห้ คำสั่งนั้นถูกสั่งตรงลงมาจากผู้บริหารใหญ่

“อันนี้ฉันไม่สนจ๊ะถือว่าไม่เกี่ยวกับเรา อย่าเป็นคนดี”

“อ้าว... ”

“มันมีเรื่องให้สนมากกว่านี้ปะ ปากต่อปากเล่าลือกันไปทั่วรีสอร์ทว่าชายคนนั้นจมูกเป็นสันโครงหน้าสันกรามเด่นราวกับพระเจ้าปลูกปั้นมาอย่างดีมีผิวขาวถึงภายนอกดูนิ่งๆ หยิ่งๆ เข้าถึงยากแต่หล่อลากมากเลยเป็นข้อยกเว้น พนักงานสาวในรีสอร์ทชอบมาก”

“เขามาแล้วเหรอคะ?”

ยกเว้นฉันคนหนึ่งที่ไม่สนว่าจะหล่อลากมากแค่ไหน

“พวกคณะคนอื่นมาถึงวันนี้ตอนเที่ยงส่วนคนหล่อลากเห็นเขาพูดกันว่ามาถึงเมื่อวานตอนเย็น”

“อ๋อ”

“แค่อ๋อ? ถามจริงไม่สนใจ”

“ไม่ค่ะป้าอุ่น ซานขอตัวไปทำงานก่อนเดี๋ยวโดนว่า”

“เชิญจ๊ะนางซานคนดี”

เพียงแค่นี้ฉันก็เดินยิ้มออกมาจากห้องมุ่งตรงไปทำความสะอาดห้องที่ได้รับมอบหมาย โซนนี้เป็นโซนติดกับภูเขาสามารถเห็นวิวได้สามร้อยหกสิบองศาตอนเช้าจึงมีหมอกหนาตกลงมาหนักแทบมองไม่เห็นทาง ธรรมชาติที่เรียกผู้คนให้เข้ามาเยือนหรือสัมผัสสักครั้งเพียงแค่ว่าตอนนี้

สายตาฉันกับไม่โฟกัสกับวิวหลักล้านพวกนั้นเลย

ห่างออกไปไม่เท่าไหร่นักสายตาฉันดันไปสะดุดกับร่างสูงใหญ่สวมกางเกงลำลองเสื้อแขนยาวเข้าชุดยี่ห้อดังยืนหันไปทางภูเขา รูปร่างคล้ายกับใครคนหนึ่งซึ่งเล่นเอาหัวใจฉันตกฮวบลงปลายเท้า

ยิ่งขยับตัวถ่วงท่ามันยิ่งกว่าใช่เสียอีก

คงไม่หรอกมั้ง...

ไม่ใช่แน่ๆ เขาจะมาทำไม

“ยัยซาน!”

แต่แล้วก็มีเสียงร้องเรียกชื่อตัวเองดังมากฉันไม่ได้หันไปทางเสียงต้นตอยังลุ้นกลืนน้ำลายอักใหญ่เพราะกลัวว่าคนนั้นที่กำลังออกกำลังกายจะหันมามอง ทว่าโชคดีมากที่ไม่ได้เป็นแบบนั้นเพราะตรงหูเขาสวมใส่หูฟังอยู่จึงไม่ได้ยินเสียงเรียกชื่อฉัน ไม่ใช่หรอกเขาจะมาอยู่ตรงนี้ได้ไง ยืนตรงที่ที่ไม่ใช่ยังไงก็ไม่สามารถเป็นไปได้...

“ถามจริงเป็นผู้ชายกันเปล่าเนี่ย ทำไมแรงสู้ผู้หญิงไม่ได้!”

มุกเพื่อนร่วมงานที่เรียกฉันเอ่ยว่าขึ้นให้เพื่อนร่วมงานผู้ชายอีกสองคนในระหว่างเหตุการณ์ที่พวกเราทั้งหมดกำลังช่วยกันยกโต๊ะทานข้าวจากอีกห้องด้านบนลงมาไว้อีกห้องด้านล่างตามคำสั่งซึ่งถึงแม้ระยะไม่ห่างกันเท่าไหร่แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นอยู่ดีเพราะต้องยกลงบันใดความยากจึงเกิดขึ้น

ความยากที่อยู่ในระดับมาก

“งั้นพวกเธอมายกด้านนี้มั้ย”

“ใช่ไอ้บอยมันพูดถูก ทางมันต่างระดับอีกทั้งยกคาบันใดขนาดนี้แรงโน้มถ่วงก็มาทางพวกฉันทั้งสองคนหมด”

ประโยคแรกเป็นของบอยที่เอ่ยเถียงมุกส่วนประโยคยาวตบท้ายเป็นของมินสองคนนี้เป็นผู้ชายสองในสาม ขณะที่พวกเรากำลังยกย้ายโต๊ะอยู่นั่นไม่มีลูกค้าเข้ามาใช้ในโซนนี้หรอกจึงสามารถถกเถียงกันได้เสียงดัง

“อ๋อ... นี่จะบอกว่าพวกฉันออมแรงให้แต่พวกนายยกหรือไง”

“เธอพูดเองนะมุก” บอยเถียงขึ้น

สงครามน้ำลายกำลังก่อตัวเกิดขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมุกเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างรักในความเท่าเทียมกันไม่ว่าเพศไหนทุกอย่างที่เกิดขึ้นถ้าอยู่ในสายตาของเธอมันคือระดับเท่ากันหมดส่วนบอยกับมินนั้นนิสัยเหมือนกันราวกับเป็นพี่น้องทั้งที่ไม่ใช่เมื่อฝ่ายใดถูกว่าไม่ว่าจะรวมกันหรือแยกทั้งคู่ก็เถียงให้กันเสมอ

ไม่จบง่ายๆ

“โอ้ย! เถียงกันอยู่ได้จะเสร็จเมื่อไหร่!”

“...”

คราวนี้เป็นเสียงของกุ๊กดังขึ้นอีกครั้ง เธอเป็นคนเจ้าอารมณ์ค่อนข้างมากพอพูดขึ้นก็ใส่อารมณ์ออกมาเต็มทั้งทางสีหน้าท่าทางนี่ถ้าปล่อยมือจากโต๊ะได้คงทำไปแล้ว

ดีหน่อยที่ในตอนนี้พวกเราอยู่กลางบันใดจึงไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้

แค่นั้นการถกเถียงกันก็เหมือนจะหยุดลงไปด้วยอันที่จริงแล้วด้านพวกเราผู้หญิงช่วยกันถึงสามคนส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นผู้ชายมีสองคนด้วยความที่ว่าการก้าวเดินบวกกับทางมันต่างระดับจึงดูยากหน่อย อีกอย่างโต๊ะก็ราคาค่อนข้างแพงเอาการอยู่จึงไม่มีใครนึกสนุกแกล้งกันหรอก

ในความคิดของฉันนะ

“เอางี้ค่อยๆ ก้าวลงมั้ย”

พอฉันเสมอความคิดเห็นบ้างนัยน์ตาแข็งของกุ๊กก็หันมาตวัดสาดใส่ด้วยความไม่ชอบ พอรู้ตัวอยู่หรอกว่าเธอไม่ค่อยชอบฉันเท่าไหร่นัก

“อย่าอวดฉลาด!”

“กุ๊กเกินไปมั้ย ว่าให้ซานแบบนั้นได้ไง” มุกเอ็ดขึ้นบ้างเพื่อห้ามปราม

“ส่วนเธอก็เงียบปากไปเลยยัยมุก เข้าข้างกันดีนัก ความจริงพวกเราไม่น่าจะมาทำอะไรแบบนี้สักนิดทำไมไม่ให้คนเรียนน้อยทำเอง”

ใช่... เธอหมายถึงฉัน

“ซานเรียนจบไม่เท่าวุฒิพวกเราก็จริงแต่เธอมีประสบการณ์เยอะกว่า”

“ถ้าไม่ใช้เส้นจะเข้าได้เหรอ เหอะ...” กุ๊กแสยะยิ้มส่งมาให้ฉันอีกครั้งหนึ่งก่อนเชิดใบหน้าขึ้นและขยับตัวดันร่างฉันออกมา เนื่องจากฉันอยู่ริมสุดและเธออยู่ตรงกลาง “ลงไปรอช่วยบอยกับมินด้านล่าง อยู่ตรงนี้ก็เกะกะช่องบันใดเล็กนิดเดียวจะอัดให้ตายเลยหรือไง”

“ได้ งั้นเดียวเรารอช่วยด้านล่างนะ”

เพราะเห็นว่าอีกห้าหกขั้นบันใดก็จะพ้นฉันจึงค่อยๆ ปล่อยมือจากโต๊ะจากนั้นก็พยายามขยับออกมาจากช่องว่างที่มีนิดหน่อยจนถึงบันใดขั้นสุดท้าย การยืนรอรับโต๊ะจากตรงนั้นเมื่อพวกนั้นเริ่มขยับตัวยกโต๊ะลงมาทีละนิดไม่ได้รวดเร็วเหมือนก่อนหน้าจึงทำให้โล่งใจหน่อยทว่า...

“เฮ้ยซาน!/ซานหลบ!”

แค่ละสายตาแป๊บเดียวเสียงมุกกับเสียงของมินก็ตะโกนดังลั่น ภาพที่ฉันเห็นคือโต๊ะทานข้างกำลังเคลื่อนตัวลงมาจากบันใดโดยไร้การจับใดๆ ของทั้งมุก กุ๊ก มินและบอย ในขณะที่ยืนแข้งขาแข็งมีเพียงสายตาของตัวเองเท่านั้นที่จ้องมองโต๊ะเคลื่อนลงมาหาตัวเอง

ฉันโดนโต๊ะชนแน่...

ในเมื่อหลบไม่ทันฉันจึงหลับตาลง

หมับ!

“จะยืนบื้อทำไมยัยงั่ง”

ยัยงั่ง...

มีคนเดียวเท่านั้นที่เรียกแบบนี้

ตึ่ง!

เสียงกระแทกของโต๊ะกับผนังปูนดังสนั่นแต่ไม่ได้ตกใจเท่าการที่ตัวเองตกอยู่ในอ้อมกอดของบุคคลหนึ่ง คนนี้ทำเอาร่างกายฉันชาหนึบไปจนสุดขั้วหัวใจเมื่อเงยขึ้นสบนัยน์ตาสีน้ำตาลคู่ตรงหน้า

หัวใจเต้นรัวแต่ลมหายใจกับติดขัดเอาเสียดื้อๆ ราวกับว่าฉันกำลังนอนคว่ำใบหน้ากับหมอนหายใจออกในแต่ละครั้งช่างอึดอัดเพิ่มความทรมานเป็นเท่าตัว หลายปีผ่านมาการที่ฉันไม่เคยเจอเขาเลยตั้งแต่วันนั้นคืนนั้นทว่าตอนนี้เขากับมายืนกอดตัวเองอยู่ตรงนี้

พี่ติ...

ผู้ชายที่เห็นเป็นเขาจริงๆ

ผู้ชายที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อของลูกฉัน

“...”

“เป็นอะไรมากหรือเปล่า”

ไม่ว่าเปล่านัยน์ตาคู่นั้นมองสำรวจลงยังร่างกายของฉัน ใบหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่ได้ใส่ใจแต่ทำไมเขากับกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นและรั้งตัวฉันออกจากบริเวณตรงนั้นนิดหนึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับการผละตัวออกอีกทั้งยังขยับห่างไม่กล้าเงยหน้าสบตาใดๆ จึงไม่เห็นว่าเขามองมาที่ตัวฉันหรือไม่แต่มันก็ดีแล้วเพราะไม่ควรคาดหวังที่จะได้เห็นอะไรทั้งสิ้นไม่นานพวกเพื่อนที่เหลือต่างก็ลงมายืนข้างกายฉัน

“ไม่เป็นไร... ค่ะ”

น้ำเสียงของตัวเองค่อนข้างสั่นกว่าที่จะบังคับเอ่ยพูดออกมาได้ก็ต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากแล้วนะ ดีหน่อยมุกขยับเข้ามาจับแขนฉันเอาไว้ราวกับปลอบใจที่รอดจากวินาทีเฉียดตาย เปล่าเลยฉันไม่ได้กังวลเรื่องที่ตัวเองรอดแต่กำลังกังวลการเจอหน้าเขาต่างหาก

ได้ยินนะเสียงซุบซิบของเพื่อนๆ ดังขึ้นว่าคนนี้แหละ แขกสำคัญคนนั้น

ที่แท้ก็เป็นเขาเอง

“เออ ขอบคุณนะคะที่ช่วยซาน”

“...”

กุ๊กเป็นตัวตั้งตัวตีเอ่ยคำขอบคุณออกไปแทนฉันแต่ก็ได้แค่ความเงียบงันไร้การโต้ตอบใดๆ จากเขา พอฉันเงยหน้าขึ้นจึงได้พบว่าพี่ติจ้องมองมาที่ตัวเองไม่มองใครแม้แต่น้อยมีแต่สายตาเท่านั้นแหละที่เปลี่ยนแววตาไปจากเมื่อกี้ เขาทำราวทุกคนกลายเป็นธาตุอากาศไม่จำเป็นสำหรับชีวิตเมื่อฉันหลบสายตาเขาจึงเอ่ยขึ้น

“เหมือนตรงนี้จะไม่ใช่หน้าที่ของพวกคุณ ใครสั่งพวกคุณทำ”

“...”

ใช่ ตรงนี้ไม่ใช่หน้าที่ของพวกฉันแต่เป็นของอีกฝ่ายหนึ่งการโยกย้ายอุปกรณ์แบบนี้แต่พอพวกเราแจ้งไปก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ไม่เช่นนั้นจะตัดสินใจทำกันเหรอ

“จะถามอีกครั้งหนึ่ง”

เสียงเตือนดีๆ นี่เอง

เขาทำให้พวกเราประหม่าและกดดันไปพร้อมๆ กันในคราเดียว ในสายตาฉันเขาเปลี่ยนไปมากเหมือนไม่ใช่คนเดิมทั้งสีผมการวางตัวที่ดูไม่ค่อยเป็นมิตรกับใครนักแม้กระทั่งฉัน

ช่างเถอะ...

ทุกอย่างระหว่างฉันกับเขามันเป็นเรื่องของอดีตคงเอามารวมกับปัจจุบันไม่ได้เพราะเส้นทางเดินชีวิตของเรามันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

“ไม่มีครับ” คราวนี้มินเป็นหน่วยกล้าตายตอบแต่ก็ยังไม่สามารถดึงดูดสายตาเขาให้มองไปตรงนั้นได้ “พวกเราตกลงทำกันเองเพราะแจ้งไปแต่ก็ไม่ได้รับความคืบหน้า โต๊ะวางไว้ที่เดิม”

“ทำกันโดยภาระการสินะ” ความเยือกเย็นของประโยคนี้เหมือนเป็นการเองมือยื่นเข้ามาตบหน้าดีๆ นี่เอง “กลับไปทำงานกันได้ละที่เหลือผมจัดการเองแต่คราวนี้ควรทำตามกฎถ้าฝืนก็อยู่ร่วมกันไม่ได้”

ก็จริงข้อนี้ฉันยอมรับความผิด

“...”

“คงเข้าใจที่ผมพูด”

“ครับ/ค่ะ”

“การทำงานทุกอย่างมีการลำดับขั้นตอนเอาไว้อย่างเคร่งครัด โต๊ะตัวนี้อีกฝ่ายแจ้งแล้วว่าจะขนย้ายในวันนี้เวลาบ่ายสามแต่ตอนนี้...” ใบหน้าหล่อเบี่ยงไปมองสภาพโต๊ะด้วยสายตาว่างเปล่าไม่สะทกสะท้านเหมือนกับพวกฉัน “มันคงใช้งานไม่ได้แล้ว”

“แต่คุณตะ...”

กุ๊กทำท่าจะแย้งแต่โดนมุกกระชากแขนออกไปส่วนฉันก็แยกไปอีกทางหนึ่งซึ่งรับผิดชอบอีกโซนห่าไกลกันมากอยู่ส่วนมินกับบอยก็ตามมุกและกุ๊กไป การเป่าลมหายใจออกด้วยความแรงเหมือนโล่งใจขั้นสุดในขณะกำลังเปิดประตูห้องเพื่อเข้าไปทำความสะอาดก็มีฝ่ามือใหญ่ดันร่างฉันเข้าไปด้านในด้วยความรวดเร็วเขาตวัดให้ฉันติดผนังห้องก่อนใช้มือวางดันไหล่เพื่อกันหนีเท่านั้นยังไม่พอมืออีกข้างเอื้อมไปล็อคประตู

กริ๊ก...

“รู้มั้ยการเลือกหนีพี่ทุกรายมักจบไม่สวย”

“...”

ใช่จบไม่สวย

จากวันนั้นสู่วันนี้ไม่มีอะไรสวยสำหรับความคิดฉันอีกแล้วมีแต่การยอมรับความจริงและการเผชิญกับโลกความเป็นจริงมากกว่า ฉันส่งสายตาแข็งไปให้เขาเพื่ออยากให้เลิกทำแบบนี้กับตัวเองสักที

“หนีทำไม?”

ใบหน้าคมที่คุ้นเคยลมหายใจของเขาปัดเป่ารดกับใบหน้าฉันที่เหลือช่องว่างระยะห่างแค่นิดเดียวนานเข้าก็มีกลิ่นน้ำหอมตีขึ้นมามากกว่ากลิ่นเหงื่อของกายออกกำลังกาย นัยน์ตาสีน้ำตาลมองนิ่งเรียบลึกลงไปมันดูน่ากลัวบวกกับความน่าค้นหาซึ่งขอหลีกเลี่ยงเป็นดีที่สุด

พี่ติ ผู้ชายชื่อนี้คนนี้ไม่ควรเข้าใกล้

“ปล่อยนะ!”

ฉันตัดสินใจขึ้นเสียงตวาดใส่เขาทั้งที่รู้ดีว่าคนตรงหน้าไม่ชอบแล้วทำไมในเมื่อเขาก็กำลังทำในสิ่งที่ฉันไม่ชอบเช่นเดียวกัน ใช้วิธีนี้บอกเลยว่าไม่ได้ผลแต่พอร่างกายของฉันดิ้นประท้วงดันหน้าอกใหญ่ออกไปให้ห่างด้วยมือเดียวมันช่างยากเย็นนักไม่นานมือข้างนั้นก็ถูกอีกมือหนึ่งซึ่งใหญ่กว่ากำจัดด้วยการล็อคตรึงกับผนังห้องโดยไร้เสียงใดๆ ความเงียบนำมาซึ่งความอดอัดมากกว่าเดิมจนฉันต้องเป็นฝ่ายแพ้

“พี่ทำอะไรได้มากกว่าที่คิด คงรู้ดีว่าขัดขืนมากๆ จะกลายเป็นยังไง”

“ปล่อย” แค่เปล่งพยางค์เดียวแรงกดตรงมือเพิ่มขึ้น เขาไม่มีสิทธิมาทำแบบนี้กับฉันอีกแล้วเราทั้งสองไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเพราะฉะนั้นฉันจึงไม่อยากเจออีก “ปล่อยหนูนะ”

หนูคำนี้ฉันปล่อยออกไปแทนตัวเองกับเขาอีกแล้ว

“...”

“บอกให้ปล่อยไง ปล่อยหนู”

ได้...

อย่ามาว่าทีหลังแล้วกัน

เมื่อยังเหมือนเดิมไร้ความเคลื่อนไหวฉันจึงเปลี่ยนเป็นขยับตัวจะเคลื่อนไปทางซ้ายก็โดยกดด้วยแรงตรงไหล่จะเคลื่อนไปทางขวาก็ไม่ได้เพราะโดนตรึงเอาไว้ขนาดนั้นสุดท้ายจึงยอมนิ่งเพื่อรอโอกาสหรือช่องว่างแต่...

“อะ อย่า...”

ริมฝีปากหยักก้มลงมาเกือบสัมผัสกับริมฝีปากของฉันแต่มันก็หยุดชะงักคาอยู่ตรงนั้นรอมร่อ น่าหวาดเสียวมากถ้าเกิดฉันหรือเขาเคลื่อนไหวมันต้องประกบลงมาสัมผัสกันแน่นอน

“หึ” เสียงนี้ดังขึ้นในลำคอน้ำเสียงปนเหยาะเย้ยชัดๆ พอเขาถอยใบหน้าออกมาให้อยู่ในระดับสายตาก็พบว่าไม่ได้มีแค่เสียงเท่านั้นยังมีการยิ้มตรงมุมปากอีก ยิ้มเลวๆ นั้น “หนีทำไม ถามว่าหนีพี่ทำไม”

“หนูไม่เข้าใจ”

การเฉไฉทั้งที่รู้ดีว่าที่เขาถามเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรแต่ไม่อยากตอบไม่อยากนึกถึงอยากลืมไปให้พ้นๆ คนเราถ้าอะไรที่เป็นแบบนี้ไม่มีใครตอบหรอกเพราะมันกระทบถึงความรู้สึกจากนั้นความทรงจำพวกนั้นก็จะกลับขึ้นมาฉายในความคิดของฉันอีกหลายๆ รอบด้วยสมองไม่รักดีของตัวเอง

ความอวดดีของตัวเองกับคนตรงหน้าแม้จะรู้ดีว่าทำแบบนี้ผลที่ได้มักสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง เขาต้องมีวิธีรับมือมาแน่ถ้าไม่เช่นนั้นคงไม่ทำให้ใครต่างเกรงใจได้ขนาดนี้

บุคคลนี้ไม่ธรรมดา

ยิ่งกาลเวลาเปลี่ยนไปเขายิ่งไม่ธรรมดาในสายตาของฉัน

“อยากเข้าใจให้มันมากกว่านี้?” เขาเลิกคิ้วประกอบท่าทางจากนั้นก็จับจ้องมองหน้าฉันนิ่งด้วยอีกอารมณ์หนึ่งต่างจากก่อนหน้ามันยากหยั่งถึงอีกทั้งดูแววตาเหมือนอยากฆ่าใคร แบบนี้เองสินะใครๆ ถึงได้กลัวเขา การเปลี่ยนอารมณ์รวดเร็วการใช้สายตาสื่อออกมาได้ดีว่าต้องการอะไรไม่ต้องการอะไร “คืนนั้นในม่านรูดที่เราสองคนเป็นผัวเมียกัน เธอหนีออกมาทำไมซาน”

และนี่คือสิ่งที่เขาต้องการ

“...”

“คืนนั้นที่เป็นครั้งแรกของเธอ ธะ...”

ตึก!

หมับ

การปล่อยให้คนตรงหน้าพูดต่อไม่ได้อีกฉันเลยกระแทรกส้นเท้าตัวเองใส่เท้าของเขาด้วยความเต็มแรงจากนั้นเหมือนโชคเข้าข้างเมื่อทุกอย่างถูกปล่อยออกจากตัวหมดจนถึงเวลาที่ต้องวิ่งหนีนี่สิเขากวาดมือคว้าจับตรงเอวฉันได้และรัดแน่นยิ่งกว่างูรัดเหงื่อ

“ปล่อย ปล่อยหนู”

“ดิ้นอีกจับก็ดีคราวนี้จะได้จับกดตรงเตียง!”

“คุณมันชั่ว มันเลว ไอ้เลว!”

“เออ” เหมือนเขาจะรำคาญสุดและความหัวเสียเริ่มมาเยือนจึงยอมรับออกมาโดยที่ใบหน้ายังเรียบเฉยฉันเห็นจากกระจกตรงหน้าที่มันสะท้อนออกมา “จะพูดดีๆ หรืออยากให้เลวเหมือนคืนนั้นเลือกเอา”

รายชื่อตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป

เรื่องที่คุณน่าจะชอบ

Logo
ศูนย์รวมซีรีส์สั้นออนไลน์ที่ดีที่สุดสำหรับคุณ ครบจบในที่เดียว ทั้งตัวอย่างตอนฟรี ข้อมูลนักแสดงแบบจัดเต็ม และลิงก์ไปยังแพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการ
©2026 PinesDramas สงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ